“ปล่อยฉันนะ ฉันชดใช้ให้ได้”
“ฉันยกวัตถุพิสดารระดับทองให้คุณสามชิ้นได้”
เคราส์ฝืนหันศีรษะไปมองหลี่เหวยอัน
มุมปากหลี่เหวยอันยกขึ้นเล็กน้อย เขาชี้ไปยังแหวนมิติสองวงที่วางโดดเดี่ยวอยู่บนพื้น “เดาว่าของตอบแทนที่นายพูดถึงคงอยู่ในนั้นหมดแล้ว”
เคราส์กับรีเบกกาเงียบไป
หลังจากสังเวยพิษแห่งฤดูใบไม้ผลิ เลือดเนื้อของทั้งสองก็แห้งเหือดหายไปนานแล้ว แม้แต่ฝุ่นผงก็ไม่เหลือ
ยังดีที่ของรางวัลจากการต่อสู้ของหลี่เหวยอันยังอยู่
“ฉันบอกความลับของตระกูลไมเคิลสันให้คุณได้...”
“เคราส์ นายกำลังพูดอะไร?!” รีเบกกากรีดร้องขัดจังหวะเขา
เคราส์ไม่สนใจคำถามของรีเบกกา เอาแต่ท่องบทสวดต่อไปตามลำพัง
“ซากแห่งความลวงและการเสื่อมสลาย ให้กำเนิดความยิ่งใหญ่เร้นลับ
อำนาจของมอร์กอส กลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงความจริง
ข้าขานเรียกนามแท้จริงของเจ้า...”
“ฆ่าเขา!” มิลเลอร์ที่เกาะอยู่บนไหล่หลี่เหวยอันกรีดร้อง
ก่อนมิลเลอร์จะเอ่ยปาก หลี่เหวยอันก็ใช้วิชา ‘ย้อนรอยสายเลือด’ ไปแล้ว
ในชั่วขณะที่เคราส์กำลังจะเอ่ยนามแท้จริงของเทพเจ้า วิญญาณของเขากับรีเบกกาพองขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหดตัวลงฉับพลัน และสุดท้ายกลายเป็นหยดของเหลวสีเทาสองหยด
จากนั้นของเหลวสีเทาทั้งสองหยดก็ดึงดูดเข้าหากัน กลายเป็นผลึกสีเทาหนึ่งก้อน
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งทำให้เปลววิญญาณของหลี่เหวยอันสั่นผวาโอบล้อมอยู่สองรอบ ก่อนจะค่อย ๆ สลายไปในอากาศ
“ป๊อบ~” ขณะที่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวสลายไป เสียงแตกดังกรอบแกรบก็ดังก้องข้างหูหลี่เหวยอัน
“ม่านพลังแตกแล้ว เหวยอัน ลูกรัก เป็นยังไงบ้าง?” เมื่อม่านพลังพังทลาย เสียงของจูเลียต เอ็ดเวิร์ดก็ดังเข้าหูหลี่เหวยอัน
