เซี่ยหลีมองผู้บัญชาการกองพลหลิวด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาดที่จะปฏิเสธอีกครั้ง “ถึงแม้ฉันอยากให้ครอบครัวเราได้รับการล้างมลทินโดยเร็วแค่ไหนก็ตาม แต่ฉันไม่กล้าเดิมพันกับความไม่แน่นอนแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เมื่อไหร่ที่หน่วยงานสามารถรับประกันความปลอดภัยของครอบครัวเราได้อย่างแท้จริง ว่าหลังจากล้างมลทินแล้วจะไม่ถูกส่งไปชนบทอีก ครอบครัวเราถึงจะพิจารณาเรื่องการล้างมลทิน”
ผู้บัญชาการกองพลหลิวได้ฟัง คิ้วก็ขมวดมุ่นขึ้นมาทันที
ตอนนี้การปฏิวัติปะทุมาได้สองปีกว่าแล้ว ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนว่าล้างมลทินแล้วยังถูกส่งไปชนบทอีก
เด็กคนนี้ทำไมถึงกังวลขนาดนั้น ราวกับรู้ว่ามีคนถูกล้างมลทินแล้วจะถูกส่งไปชนบทยังไงยังงั้น?
เขาได้แต่คิดว่าเด็กคนนี้ผ่านเรื่องราวมามากเกินไปในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จนถูกทำให้หวาดกลัว เลยคิดมากไปเอง
ผู้บัญชาการกองพลหลิวปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ในใจจะอดเสียดายไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากชวนอีก
“งั้นเธอกลับไปก่อนเถอะ ของที่ได้มาเมื่อไหร่ ฉันจะให้คนส่งไปให้ถึงอู่ต่อเรือ”
ว่าแล้วเขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง ชายชราผู้สุขุมน่าเชื่อถือเพียงใด ยามนี้กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดจนแทบจะบีบเข้าหากัน
“ฉันได้ยินคนข้างล่างบอกว่า หมวดเธอหลายคนอยากขึ้นสนามรบ แจ้งชื่อกันมาครึ่งหมวด
ฉันรู้ว่าคนหนุ่มสาวพวกเธอมีความรักชาติสูง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นยังไง เธออย่าลงสนามด้วยตัวเองเด็ดขาด
วิชาความรู้มีเฉพาะทาง
เธอผลิตอาวุธที่สะเทือนขวัญศัตรูได้มากกว่าเท่านั้น ถึงจะเป็นคุณูปการสูงสุดต่อสนามรบ
ความกล้าหาญของคนเพียงคนเดียว สู้การโบกมือเรียกของผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ได้ การต่อสู้ระหว่างอุตสาหกรรมการทหารของหัวเซี่ยกับอุตสาหกรรมการทหารของประเทศอื่น ๆ ในโลกต่างหาก คือสนามรบของเธอ”
