เวลานี้บ่ายสี่กว่าแล้ว ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลงเล็กน้อย
ตระกูลเซี่ย
ดอกไม้สีน้ำเงินขาวบนห้องไว้อาลัยยังไม่ได้เก็บ แม้เซี่ยหงฉีจะถูกเผาเป็นอัฐิแล้ว สามีภรรยาตระกูลเซี่ยยังคงวางรูปถ่ายและหีบใส่อัฐิของเซี่ยหงฉีไว้กลางห้องไว้อาลัยพอดี ของเซ่นไหว้บนโต๊ะถูกล้างสะอาดหมดจด ธูปหน้าแท่นบูชาของเซี่ยหงฉีไม่เคยขาดสักครั้ง
เซี่ยเจี้ยนกั๋วนั่งอยู่บนโซฟาคนเดียว ตัวเอนไปด้านหน้าเล็กน้อย แขนทั้งสองวางบนหน้าขา สายตาจ้องมองไปทางประตูอย่างเหม่อลอย
นั่งแบบนี้ไปนานมาก
จนกระทั่งหลีซิ่วลี่เปิดประตูใหญ่เข้ามา เห็นเซี่ยเจี้ยนกั๋วนั่งเหม่ออยู่บนโซฟา เธอก็แขวนกระเป๋าที่พาดบ่าเข้ากับที่แขวนเสื้อ ถอนหายใจถามว่า “คิดอะไรอยู่?”
ในช่วงเวลาแบบนี้ คนที่ทำให้คุณเซี่ยนั่งเหม่อคิดได้ คงมีแต่เด็กรองคนนั้นแล้ว
หลายวันมานี้ เพราะเรื่องของเด็กรอง คุณเซี่ยไม่กินไม่นอนทรมานตัวเองมาตลอด เขายังเป็นโรคหัวใจ ถ้ายังทรมานตัวเองแบบนี้ต่อไป ร่างกายจะทานทนได้อย่างไร?
การตายของเด็กรอง ทั้งคู่เสียใจจริงๆ สองคนต่างก็โทษตัวเองอย่างหนัก คุณเซี่ยยิ่งโทษว่าตัวเองเป็นต้นเหตุการตายของลูก คอยไต่ถามตัวเองและทรมานใจตัวเองอยู่ไม่หยุด
ถ้าเขายังทรมานตัวเองแบบนี้ต่อไป กลัวว่าไม่นานเขาก็จะไปพบเด็กรองแล้ว
เสียงของหลีซิ่วลี่ทำให้เซี่ยเจี้ยนกั๋วหลุดจากภวังค์ ค่อยๆ ได้สติกลับมา
เขาหันไปดูนาฬิกาบนผนัง
สี่โมงสามสิบสองนาที
เซี่ยเจี้ยนกั๋วไม่รู้ว่าทำไม รู้สึกเหมือนมีอะไรบีบอยู่กลางอก เขาสูดลมหายใจลึกๆ ลุกขึ้นยืน มองไปทางหลีซิ่วลี่ด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง “ทำไมเธอกลับมาคนเดียวล่ะ?”