เซี่ยเฉิงเจ๋อมองไป
เฉินเยวียนสวมอาภรณ์หรูหราสีเงินจันทร์ ริมชายผ้าตกแต่งด้วยแพรสีน้ำเงินเข้มดูสง่าหนักแน่น คาดเข็มขัดหยกเขียวที่เอว ขับรูปร่างสูงโปร่งให้ดูงามสง่าดั่งแสงจันทร์หลังฝน
ผมดำขลับครึ่งหนึ่งถูกเกล้ามวยด้วยมงกุฎหยกเขียวไว้สูง อีกครึ่งปล่อยสยายดั่งแพรไหมพาดบ่า ดูไม่เรียบง่ายเกินไป ทั้งยังเพิ่มเสน่ห์ชายหนุ่มรูปงามได้อย่างลงตัว
เมื่อได้ยินเสียงคนเข้ามา ผู้นั้นเหลียวหน้าเล็กน้อย เผยโฉมหน้าอ่อนเยาว์ที่หล่อเหลายิ่งนัก
เฉินเยวียนมีรูปลักษณ์สูงศักดิ์อย่างยิ่ง คิ้วเรียวโก่งดั่งแต้มด้วยหมึกดำ เบื้องใต้คิ้วมีดวงตาสุกใสดุจดาราท่ามกลางแสงดาวส่องประกาย ริมฝีปากบางระบายรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับมีหรือไม่มี ยากจะปิดบังนิสัยรักอิสระเกินผูกมัดของชายหนุ่ม
เพียงแต่ รอยยิ้มนั้นเลือนหายไปในพริบตา เซี่ยเฉิงเจ๋อสังเกตได้ไวว่า ในแววตาเฉินเยวียนเมื่อเห็นคนที่มาคือเขา ฉายแววรังเกียจวูบหนึ่ง
รังเกียจ?
เซี่ยเฉิงเจ๋องงงวยว่าตนไปล่วงเกินเฉินเยวียนที่ไหน
“เจ๋อเอ๋อร์” เมื่อเห็นเซี่ยเฉิงเจ๋อ จักรพรรดิเจี้ยนฉายแววเมตตากรุณา ชี้ไปทางเฉินเยวียนแล้วตรัสว่า “นี่คือเฉินเยวียนหลานของมหาเสนาบดีผู้สอน พวกเจ้าเคยพบกันตั้งแต่เด็ก”
ตอนเด็กไท่จื่อชอบติดเซี่ยเฉิงเจ๋อ ส่วนมหาเสนาบดีผู้สอนเป็นอาจารย์ของไท่จื่อ เฉินเยวียนตามไท่จื่อไปด้วย จึงย่อมเคยพบเซี่ยเฉิงเจ๋อสักครั้งสองครั้ง
เฉินเยวียนเก็บรอยยิ้ม ก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่เย็นไม่ร้อน ไม่ลำพองไม่ลดเกียรติว่า “เฉินเยวียนคารวะองค์ชายรอง”
เซี่ยเฉิงเจ๋อมองเฉินเยวียนอีกครั้งอย่างประหลาดใจ
ผิดปกติ ในความทรงจำของเขา ในช่วงนี้เฉินเยวียนควรจะอ้างตนว่าชาวบ้านธรรมดาหรือเฉินมั่ว ไม่น่าจะเอ่ยชื่อตนเองว่าเฉินเยวียน?
ในหนังสือเดิม การเปลี่ยนคำอ้างตนของเฉินเยวียนก็เป็นการแสดงถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้น จากชาวบ้านธรรมดาเปลี่ยนเป็นข้าน้อย จากข้าน้อยเปลี่ยนเป็นใต้เท้า จากใต้เท้าเปลี่ยนเป็นเฉินเยวียน ก็คือการเดินทางจากผู้ไร้ตำแหน่งสู่เส้นทางของจอมขุนนาง
แต่เซี่ยเฉิงเจ๋อก็ไม่อยากไปสนใจเรื่องนี้ ในสายตาของเขา ขอแค่ตนก้มหน้าก้มตาทำตัว ไม่ไปทำเรื่องฉ้อราษฎร์ บังหลวง ไม่อิจฉาริษยาบัลลังก์ของฮ่องเต้ เขาก็จะนอนอย่างสบายใจ เป็นทายาทรุ่นสองที่ร่ำรวยสุขสบายไปตลอดชีวิต
ส่วนเฉินเยวียน ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องฆ่าเขา
ดังนั้นภารกิจที่สำคัญที่สุดของตอนนี้ก็คือ รีบทำงานส่งการบ้าน กลับบ้านนอนหลับให้สบาย
เขาพยักหน้าทักทายเล็กน้อย ถือว่าทักทายกัน จากนั้นรำลึกนิสัยของเจ้าของร่างเดิมในหนังสือเมื่อเวลาเผชิญหน้ากับจักรพรรดิเจี้ยน นั่งลงข้างโต๊ะทรงพระอักษรอย่างสบายใจ รินน้ำชาให้ตนเองแล้วกระดกลงไปอึกใหญ่ จากนั้นโพล่งขึ้นว่า “ท่านพ่อ! ขุนนางที่บริจาคน้อยที่สุดออกมาแล้ว!”
ได้ยินดังนั้น เฉินเยวียนเหลือบตาขึ้น
เงินบริจาค?
จักรพรรดิเจี้ยนอย่างอยากเล่าเรื่องในราชสำนักวันนี้ให้เฉินเยวียนฟังคร่าว ๆ พร้อมชมว่า “เจ๋อเอ๋อร์และไท่จื่อร่วมมือกันในครั้งนี้ สมควรเรียกว่ายอดเยี่ยม แค่พูดสองสามประโยคก็ช่วยประหยัดเงินคลังหลวงไปได้ไม่น้อย แก้ปัญหาให้ข้าได้มากทีเดียว!”
ในใจเฉินเยวียนทรุดลง
ในชาติก่อน ไม่เคยมีเรื่องบริจาคเงินเลย มีเพียงไท่จื่อเสนอเรื่องข้อสอบเสริมการสอบชุนเว่ยในราชสำนัก ส่วนเซี่ยเฉิงเจ๋อพยายามขโมยซีน หลังออกจากราชสำนักก็รีบมายังห้องทรงพระอักษร ทูลขอตำแหน่งผู้ควบคุมการสอบชุนเว่ยจากฝ่าบาท
ไม่นึกเลยว่าระหว่างทางมา เขากลับไม่พบเซี่ยเฉิงเจ๋อ คิดว่ามีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนไป ที่แท้ก็ไปทำธุระที่กรมพระคลังนี่เอง
แต่ว่า แม้เรื่องพวกนี้จะแตกต่างจากชาติก่อนอยู่บ้าง แต่เรื่องที่เซี่ยเฉิงเจ๋อจะมาขอตำแหน่งผู้ควบคุมการสอบชุนเว่ยจากฝ่าบาท ย่อมไม่มีวันเปลี่ยน
เฉินเยวียนรู้จักนิสัยของเซี่ยเฉิงเจ๋อดีเกินไปแล้ว ทะเยอทะยานป่าเถื่อน เล่ห์เหลี่ยมแยบยล โอหังทะนงตน ไม่สามารถทำการใหญ่ได้
ถึงแม้ว่าจักรพรรดิเจี้ยนจะตามใจ ให้เขาพลอยได้บุญจากไท่จื่อวันนี้จนดูดีขึ้นมา แต่คนที่ได้ประโยชน์ก็ยังเป็นไท่จื่ออยู่ ส่วนคนที่ทำให้ขุนนางร้อยคนเกลียดชังก็คือเซี่ยเฉิงเจ๋อ?
ยังคงโง่เขลาไม่รู้ตัวเช่นเดิม
ในใจแม้จะเย้ยหยัน แต่บนใบหน้าเฉินเยวียนกลับไร้ความเปลี่ยนแปลง ประสานมืออวยพรว่า “ฝ่าบาททรงมีองค์ชายผู้มากความสามารถถึงสองพระองค์คอยช่วยเหลือ ถือเป็นพระพรของฝ่าบาท พระพรของราชวงศ์เจี้ยนอัน พระพรของราษฎรทั่วหล้า”
เซี่ยเฉิงเจ๋อเหล่ไปมองเฉินเยวียนอย่างลับ ๆ
เอ ตัวเอกกำลังชมตนอยู่
พูดแบบนี้ แสดงว่าความประทับใจแรกในสายตาเฉินเยวียนก็ไม่เลวน่ะสิ?
“ว่ามาเถิด ผู้ที่บริจาคเงินน้อยที่สุดคือใคร?” จักรพรรดิเจี้ยนเก็บรอยยิ้ม สีหน้าคร่ำเครียดลงเล็กน้อย ดูราวกับให้ความสำคัญกับคำตอบนี้มาก
“อือ…” เซี่ยเฉิงเจ๋อดูเหมือนจะลังเล “ข้าน้อยไม่รู้จะพูดยังไง”
“เกิดอะไรขึ้น?” จักรพรรดิเจี้ยนถามอย่างอดทน แต่ในใจก็มีคำตอบอยู่แล้ว
พวกขุนนางฉ้อราษฎร์ย่อมไม่กล้าบริจาคน้อยที่สุด คนที่อยู่อันดับสุดท้าย คงมีแต่ขุนนางสุจริตเท่านั้น ขุนนางสุจริตเช่นนั้นก็ย่อมต้องยืนตรงข้ามกับเซี่ยเฉิงเจ๋อแน่
เซี่ยเฉิงเจ๋อจะพูดอะไร จักรพรรดิเจี้ยนรู้ดี
แต่ในวินาทีต่อมา ชื่อที่เซี่ยเฉิงเจ๋อเอ่ยออกมา กลับทำให้จักรพรรดิเจี้ยนประหลาดใจ
“ถ้าดูจากจำนวนเงินที่บริจาค คนที่บริจาคน้อยที่สุดก็คือข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเฉิงเจ๋อหน้าแดง ดูราวกับเขินอาย “ข้าน้อยบริจาคไปสามสิบเก้าตำลึง เก้าสลึงเก้าสิบเก้าเหวิน”
จักรพรรดิเจี้ยนมองเซี่ยเฉิงเจ๋อด้วยความเหลือเชื่อ ในพริบตาก็เข้าใจว่า ขุนนางสุจริตท่านนั้นเกรงว่าจะบริจาคเพียงสี่สิบตำลึง
แต่เจ๋อเอ๋อ เริ่มรู้จักเอาอกเอาใจคนเสียตั้งแต่เมื่อไหร่?
ว่ากันว่าไม่มีใครรู้จักลูกดีเท่าพ่อ แต่จักรพรรดิเจี้ยนไม่เคยคาดคิด เซี่ยเฉิงเจ๋อที่สมองขาด ๆ เกิน ๆ จะมีวิธีปฏิบัติต่อขุนนางอย่างอ่อนน้อมได้ถึงเพียงนี้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะไม่มีทางเป็นไปได้โดยเด็ดขาด
หรือว่าไท่จื่อรำลึกถึงความหลังเก่า แอบสอนมา?
แต่ด้วยนิสัยของเจ๋อเอ๋อ ต่อให้ต้องขัดใจขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ทั้งหมด ก็ไม่มีทางยอมรับความช่วยเหลือจากไท่จื่อเด็ดขาด ข้อนี้จักรพรรดิเจี้ยนก็ยังมั่นใจหนักแน่น
จักรพรรดิเจี้ยนอดมองสำรวจเซี่ยเฉิงเจ๋ออย่างลับ ๆ ไม่ได้ ที่ปรึกษาในครัวเรือนของตำหนักเฉิงฮวนพวกนั้นโง่เง่าเต่าตุ่นมีความสามารถแค่ไหน จักรพรรดิเจี้ยนรู้ดีแก่ใจ หากสามารถเสนอความคิดอันแยบยลเช่นนี้ให้เซี่ยเฉิงเจ๋อ หรือว่าในจวนของเขารับที่ปรึกษาใหม่เข้ามา?
วันนี้ที่ในราชสำนักเขาพูดเรื่องริบทรัพย์ ก็ทำให้จักรพรรดิเจี้ยนประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน เพราะถึงอย่างไร เซี่ยเฉิงเจ๋อแม้จะมือมืดอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่เคยเอามาวางบนโต๊ะตรง ๆ
หากเป็นที่ปรึกษาใหม่มาจริง ก็ถือเป็นต้นกล้าที่ดี บางทีอาจจะชี้แนะเจ๋อเอ๋อให้กลับสู่หนทางที่ถูกต้องได้ เพียงแต่เช่นนั้นก็จะ…
กำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินเซี่ยเฉิงเจ๋อข้างกายอึกอักขึ้นอีก “แต่ว่า… ท่านพ่อ…”
เห็นท่าทีร่ำไรจะพูดก็ไม่พูดเช่นนี้ จักรพรรดิเจี้ยนก็พลันรู้สึกว่าเจ๋อเอ๋อตัวน้อยที่ไม่ได้เรื่องได้ราวกลับมาอีกแล้ว อดไม่ได้ที่จะถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
“ถ้าดูจากผู้บริจาคเงิน คนที่บริจาคเงินน้อยที่สุดก็คือข้าน้อยจริง ๆ แต่…” เซี่ยเฉิงเจ๋อกลั่นกรองคำพูดเหลือบมองจักรพรรดิเจี้ยนอย่างลับ ๆ เลียนแบบท่าทางที่เจ้าของร่างเดิมคอยดูสีหน้าฮ่องเต้แล้วค่อยลงมือทำ ได้อย่างเหมือนยิ่งกว่าจริง
เพียงแต่แววตาของเขาใสซื่อเกินไป กลับยิ่งเพิ่มความเจ้าเล่ห์น่ารักขึ้นมาสองสามส่วน “แต่ในราชสำนัก บอกว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ทุกคนต้องบริจาคเงิน พวกที่ไม่ได้บริจาคต่างหาก คือคนที่บริจาคเงินน้อยที่สุด”
พอคำนี้หลุดออกมา ความหมายที่ต้องการสื่อ ก็ถูกคนอีกสองคนในที่นั้นมองทะลุในทันที
ในใจเฉินเยวียนหัวเราะเย็นชา ก็รู้อยู่ว่าในปากเซี่ยเฉิงเจ๋อย่อมไม่มีคำดี ๆ ออกมา ขุนนางที่คิดเข้าข้างตัวเองแล้วไม่บริจาค ถูกเซี่ยเฉิงเจ๋อเจอเข้าถือว่าซวยสมควรตายแล้ว
ส่วนจักรพรรดิเจี้ยน ก็แสดงสีหน้าพอจะเดาออกแล้ว
เฉินเยวียนกำลังคิดจะฟังว่าใครโชคร้ายเช่นนี้ ก็ได้ยินเซี่ยเฉิงเจ๋อหัวเราะหึ ๆ ว่า “ไท่จื่อไม่ได้บริจาคเงิน”
“แคก—” เฉินเยวียนสำลัก เงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเฉิงเจ๋ออย่างตะลึงงัน
แค่นี้ก็ยังหาเรื่องโยนบาปให้ไท่จื่อได้?
ต่อมาก็รู้สึกว่าสมควรแล้ว
จริงสิ นี่คือเซี่ยเฉิงเจ๋อ ที่ชอบจ้องจับผิดข้อเล็กข้อน้อยของไท่จื่อ พอได้ทีสักนิดก็ถากถางเยาะเย้ย อยากจะป่าวประกาศให้รู้กันทั่วว่าไท่จื่อไม่คู่ควรกับตำแหน่งไท่จื่อ
เขาต่อสู้กับเซี่ยเฉิงเจ๋อมานานเกินไป นานถึงสิบปี ลืมไปแล้วว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อในช่วงนี้ ยังเป็นเพียงคนใจแคบที่ชอบเล่นลับหลัง ไท่จื่อ ไม่ใช่หมาป่าดุร้ายงูพิษที่ในภายหลังผูกมิตรผูกพรรคพวกขึ้นมาบนเวทีชัดเจน ต่อสู้กับอำนาจของไท่จื่อซึ่งๆหน้า
เฉินเยวียนกำลังดูแคลนอยู่ในใจ ก็ได้ยินเซี่ยเฉิงเจ๋อหัวเราะต่อ “ท่านสี่ก็ไม่ได้บริจาคเงิน”
เฉินเยวียน: ?
คราวนี้เฉินเยวียนตะลึงงันจริงๆแล้ว
ในชาติก่อน เซี่ยเฉิงเจ๋อไม่ยอมใยดีมององค์ชายสี่ผู้ไร้เดียงสาเป็นศัตรูเลย ทำเป็นมองไม่เห็นเหมือนฝุ่นผง ไท่จื่อแต่ไหนแต่ไรมาให้ความสำคัญกับพี่น้อง จึงไม่เคยพัวพันองค์ชายสี่ในการแย่งชิงบัลลังก์ เพื่อไม่ให้เขาต้องจบลงเช่นเดียวกับองค์ชายใหญ่ที่มีอำนาจทหาร
แต่วันนี้เป็นอะไรไป จู่ ๆ เซี่ยเฉิงเจ๋อก็จู่โจมองค์ชายสี่ขึ้นมา?
ไม่… เฉินเยวียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็เข้าใจเจตนาของเขา
จับทั้งสองคนมาพร้อมกัน เช่นนี้ก็คือทั้งกล่าวโทษไท่จื่อว่าไม่เห็นอกเห็นใจผู้ประสบภัย และขณะเดียวกันก็ไม่ดูจงใจพุ่งเป้าไปที่ไท่จื่อ คนที่เซี่ยเฉิงเจ๋อต้องการพุ่งเป้าจัดการก็คือไท่จื่อเช่นเดิม องค์ชายสี่เป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกโยงเข้ามาเท่านั้น
ต้องยอมรับว่า สมองของเซี่ยเฉิงเจ๋อพัฒนาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
ไม่ใช่ รอเดี๋ยว…
เฉินเยวียนหรี่ตา นึกถึงความแตกต่างต่าง ๆ ของวันนี้กับชาติก่อน ความคิดเหลวไหลอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
หรือว่า… เซี่ยเฉิงเจ๋อกลับชาติมาเกิดใหม่ด้วย?
มือขวาเอื้อมไปจับกระบี่เขียวที่เอวอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเข้าวัง อาวุธบนตัวถูกองครักษ์เฝ้าประตูวังยึดไปหมดแล้ว เขามองเซี่ยเฉิงเจ๋อด้วยสายตาล้ำลึก ในใจพลุ่งขึ้นมาด้วยเจตนาฆ่าฟันวาบหนึ่ง
ในชาติก่อน เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดสังหารเซี่ยเฉิงเจ๋อได้ ในชาตินี้ เขาก็ยังทำได้เช่นกัน
เขาจะไม่ยอมให้เรื่องราวโศกนาฏกรรมในชาติก่อนเกิดขึ้นอีก