เซี่ยเฉิงเจ๋อในชาติก่อน ก่อกรรมทำชั่วไว้มากมาย
เขาฉ้อราษฎร์บังหลวง เงินท้องพระคลังก็โกง เงินคลังในก็โกง ต่อมาเงินบรรเทาภัยก็โกง เงินเบี้ยเลี้ยงทหารยิ่งโกงหนัก
เขาไม่เห็นค่าชีวิตคน มองชาวบ้านผู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเยี่ยงเศษหญ้า มองทหารที่รักษาชายแดนเยี่ยงทาสขายแรง ต่อมายังสังหารขุนนางผู้ภักดี สังหารผู้คนราวกับผักหญ้า เพื่อถอนรากถอนโคนไม่ให้เหลือรอด
เขาถึงขั้นเป็นไส้ศึกขายชาติ เพื่อโค่นล้มไท่จื่อให้สิ้นซาก เขาเริ่มรวมพรรครวมพวก ตั้งใจตัดแขนขาไท่จื่อ ภายหลังยังคบคิดกับพวกเป่ยตี๋ส่งผลให้องค์ชายใหญ่ที่รักษาชายแดนสิ้นพระชนม์ ทำให้พวกเป่ยตี๋ฉวยโอกาสบุกเข้าเมือง ราษฎรหลายเมืองเดือดร้อน——
ทุกวันที่เขายืนอยู่ในราชสำนัก ชุดขุนนางสีแดงสดที่ควรเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ กลับกลายเป็นเหมือนเลือดท่วมท้นใต้ฝ่าเท้ามารร้าย กองกระดูกขาวโพลนร่ำไห้คร่ำครวญเป็นเพลงเศร้า
เฉินเยวียนเดินบนเส้นทางนี้ จากชาวบ้านธรรมดาก้าวขึ้นสู่ราชสำนัก ในตอนที่แทงกระบี่เล่มนั้นทะลวงอกเซี่ยเฉิงเจ๋อ ผู้ภักดีบริสุทธิ์มากมายต้องตายพลีชีพอยู่เบื้องหลัง ยังมีชาวบ้านน่าเวทนาน่าสงสารอีกนับไม่ถ้วนที่ตายในป่าเถื่อน ไม่มีที่ร้องทุกข์
เฉินเยวียนจะไม่เศร้า ไม่แค้น ไม่เสียใจได้อย่างไร?
เมื่อได้เกิดใหม่ทั้งที ต่อให้ต้องแหลกสลายเป็นผุยผง เขาก็จะคืนความสงบให้แผ่นดิน คืนความซื่อตรงให้ราชสำนัก คืนความร่มเย็นให้ราษฎร!
จักรพรรดิเจี้ยนทรงโปรดปรานลำเอียงแล้วอย่างไร ไท่จื่อมีจิตใจอ่อนแอแล้วอย่างไร ขุนนางฉ้อฉลระบาดแล้วอย่างไร?
ในเมื่อไม่มีใครกล้าเป็นขุมนรกให้เซี่ยเฉิงเจ๋อ เฉินเยวียนก็จะเป็นขุมนรกให้เซี่ยเฉิงเจ๋อเอง ในเมื่อไม่มีใครกล้าร้องทุกข์แทนราษฎรและผู้ภักดี เฉินเยวียนก็จะร้องทุกข์ให้!
ใจภักดิ์หนึ่งเดียวดั่งปราบยุคสมัยวุ่นวาย กระบี่ยาวในมือสถาปนาแผ่นดิน!
เซี่ยเฉิงเจ๋อไม่รู้เลยสักนิดว่า ตัวเอกที่อยู่ข้าง ๆ กำลังครุ่นคิดอย่างใจลอยว่าจะสับเขาเป็นชิ้น ๆ ได้อย่างไร
ตอนนี้เขากำลังฟ้องจักรพรรดิเจี้ยนด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย “ลูกคิดว่า แค่ลูกโง่ ๆ ยังรู้ว่าควรบริจาคเงินช่วยเหลือราษฎร น้องรองยังเด็กไม่รู้เรื่องก็ว่าไป แต่น้องสามที่เป็นไท่จื่อ กลับไม่ออกหน้าเป็นแบบอย่างให้ขุนนางก่อน สมควรลงโทษจริง ๆ!”
เซี่ยเฉิงเจ๋อคนนี้ แม้จะไม่มีข้อเสียใหญ่อะไร แต่เขากับเจ้าของร่างเดิมมีนิสัยหนึ่งที่คล้ายกันยิ่งนัก
นั่นคือผูกพยาบาท เจ้าคิดเจ้าแค้นโคตร ๆ
ในเมื่อจักรพรรดิเจี้ยนทรงทราบดีว่านิสัยโง่เง่าของเจ้าของร่างเดิมนั้นหาเรื่องใส่ตัวได้ง่ายจากขุนนางผู้ซื่อตรงจบถูกตราหน้าว่าร้าย ยังจะส่งเขามาแก้ปัญหาเละเทะของไท่จื่ออีก เช่นนั้นเขาก็จะให้พระบิดาทรงทุบหินทับเท้าตัวเอง ทรงลงโทษโอรสดีเด่นของพระองค์เอง
ยังไงก็แค่เงินเดือนครึ่งปี จวนไท่จื่อไม่มีเงินแล้วก็จะได้สงบสักพัก เขาเองก็จะได้ซุกตัวอยู่ในตำหนักเฉิงฮวนนอนตีพุงใช้ชีวิตสุขสบายเยี่ยงโอรสจักรพรรดิรุ่นสอง
แต่ไม่คาดคิด จักรพรรดิเจี้ยนข้าง ๆ กลับหัวเราะจนตัวงอ น้ำตารื้น ทรงตบโต๊ะพลางเอ่ยชม “ฮ่า ๆ ๆ—ดี ดีมาก! หม่อมฉันก็เห็นว่าไท่จื่อสมควรโดนลงโทษ!”
จักรพรรดิเจี้ยนทรงยินดีนัก ก่อนหน้านี้เจ๋อเอ๋อร์ตัวน้อยแม้จะว่าร้ายไท่จื่อทั้งต่อหน้าและลับหลัง แต่ก็ไม่มีมูลความจริงเหมือนสุนัขเห่าพร่ำเพรื่อ ให้คนเห็นได้ในแวบเดียวว่าเขาเจตนาเล่นงาน ไร้ซึ่งสง่าราศีอย่างยิ่ง
แต่วันนี้ เขากลับเจรจาพลิ้วลิ้น รู้จักใช้ขุนนางกับราษฎรเป็นโล่กำบัง ใช้พระดำรัสของฮ่องเต้ทำเอาไท่จื่อเสียเปรียบเป็นรูปธรรม—
จักรพรรดิเจี้ยนยิ่งอยากรู้ขึ้นมาว่า ที่ปรึกษาในครัวเรือนที่อยู่เบื้องหลังเซี่ยเฉิงเจ๋อผู้นั้นเป็นคนเก่งกาจปานใด!
“เจ๋อเอ๋อร์ตัวน้อย!” จักรพรรดิเจี้ยนทรงยกพระหัตถ์ ลูบศีรษะโล้น ๆ ของเซี่ยเฉิงเจ๋ออย่างเอ็นดู “หม่อมฉันเห็นว่าไท่จื่อทำผิด ร้ายแรงกว่าขุนนางทำผิดเสียอีก ลงโทษแค่ตัดเงินเดือนครึ่งปีน้อยไป สู้ให้เจ้าเป็นผู้ดูแลการสอบชุนเว่ยปีหน้าเลยเป็นไง?”
เซี่ยเฉิงเจ๋อตกใจ
หา? นี่ลงโทษไท่จื่อหรือลงโทษเขากันแน่?
ยังไม่ทันได้ปฏิเสธ เฉินเยวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็สาวเท้าออกไปหนึ่งก้าวทันที ทัดทานว่า “ฝ่าบาท! มิได้เด็ดขาด!”
“โอ?” จักรพรรดิเจี้ยนมิได้ถือสาที่เฉินเยวียนแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน กลับมองเขาอย่างสนพระทัย “พ่อหนุ่มตระกูลเฉิน เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?”
“พระสิริโฉมขององค์ชายรองงดงามสะดุดตาเกินไป ชักนำให้จิตใจบัณฑิตว้าวุ่น ไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศในลานสอบ!” เฉินเยวียนก้มหน้าพูดเสียงเย็น “ขอฝ่าบาทได้โปรดใคร่ครวญอีกครั้ง!”
จักรพรรดิเจี้ยนชำเลืองมองเซี่ยเฉิงเจ๋อ
รู้ลูกดีไม่มีใครเกินพ่อ ทรงทราบดีว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อเกลียดที่สุดที่คนชมเขาว่า ‘งาม’
ดูท่าเจ๋อเอ๋อร์จะผูกใจเจ็บหลานชายมหาเสนาบดีผู้สอนคนนี้แล้ว
แต่ไม่คาดคิด เซี่ยเฉิงเจ๋อกลับหันหน้ามาด้วยแววตาใสซื่อ ดวงตาเฉียนเฟิ่งคู่นั้นจับจ้องเฉินเยวียนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปถามจักรพรรดิเจี้ยนอย่างเขินอาย “เสด็จพ่อ เขาชมว่าลูกงามหรือ? ให้ลูกได้อายจังเลยนะ~”
จักรพรรดิเจี้ยน: ?
เฉินเยวียน: ?
……
เฉินเยวียนรู้สึกเหมือนมีอะไรผิดพลาด
ชาติก่อนเซี่ยเฉิงเจ๋อโกรธแค้นที่สุดเวลาใครว่าเขางาม หลังจากกลายเป็นศัตรูกับเซี่ยเฉิงเจ๋ออย่างสมบูรณ์ ทุกครั้งที่ตนโกรธแค้นสิ่งที่อีกฝ่ายทำลงไปแต่จนใจไร้เรี่ยวแรง เขาก็จะสรรหาถ้อยคำสละสลวยมากมายมากอง ‘ชื่นชม’ ว่าเซี่ยเฉิงเจ๋องดงามราวกับผู้หญิง ยั่วอีกฝ่ายให้เดือดดาล
เขารู้ดีที่สุดว่าต้องเหยียบหางเซี่ยเฉิงเจ๋อตรงไหนถึงจะเจ็บที่สุด
แต่ในขณะนี้ เมื่อมองเซี่ยเฉิงเจ๋อที่หน้าแดงเขินอาย เฉินเยวียนกลับรู้สึกได้ถึงไอเย็นวาบที่ไต่ขึ้นไปตามกระดูกสันหลัง ทั้งหนาวเหน็บทั้งน่าขยะแขยง
เขายิ่งสงสัยว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อก็เกิดใหม่เช่นกัน บางที กระบี่ที่ทิ่มแทงเขาดับชีพบนตำหนักทองคำ ทำให้สมองเซี่ยเฉิงเจ๋อว่องไวขึ้นมาบ้าง เริ่มหัดอำพรางจุดอ่อนเฉพาะหน้าศัตรู
เขาจ้องเขม็งไปที่เซี่ยเฉิงเจ๋อ หมายจะหาร่องรอยของชาติก่อนจากตัวเขา แต่ยิ่งมองก็ยิ่งตื่นตระหนก
เซี่ยเฉิงเจ๋อ… เสแสร้งได้แนบเนียนเกินไป
แววตาที่เขามองตนนั้นเป็นธรรมชาติสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งความระแวดระวังและความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ประหนึ่งว่าเขาไม่เคยสังหารตนมาก่อน เฉินเยวียนไม่เชื่อว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อคนเช่นนั้นหลังจากถูกแทงตายไป จะมีฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมไร้ช่องโหว่ได้ในทันที
หรือว่า… เซี่ยเฉิงเจ๋อเกิดใหม่ก่อนตน หรืออาจถึงขั้นเกิดใหม่กลับไปในวัยเด็ก เรียนรู้ที่จะซ่อนภูมิ ชดใช้ความอัปยศ จึงพลิกโฉมในวันนี้ ทำให้ไท่จื่อเสียเปรียบได้?
ไม่ ผิดแล้ว เมื่อวานเขาเพิ่งกลับเข้าเมืองหลวง เคยสืบถามมา เซี่ยเฉิงเจ๋อย่อมยังเป็นเซี่ยเฉิงเจ๋อคนเก่าอย่างชัดเจน ยังคงป่าเถื่อนและหุนหันพลันแล่น
แต่เฉินเยวียนก็ตัดความเป็นไปได้ว่ามันอาจเป็นภาพลวงตาที่เซี่ยเฉิงเจ๋อจงใจสร้างขึ้นไม่ได้ เพราะเขาสามารถเดาได้ว่าเซี่ยเฉิงเจ๋ออาจเกิดใหม่แล้ว เซี่ยเฉิงเจ๋อเองก็ย่อมเดาได้ว่าตนก็อาจเกิดใหม่เช่นกัน
บางที ในยามนี้ทั้งคู่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่
ใครเผยพิรุธก่อน ใครก็แพ้
เฉินเยวียนไม่อยากเปิดเผยเรื่องที่ตนเกิดใหม่ นี่คือเครื่องมือพึ่งพาในการกำจัดเซี่ยเฉิงเจ๋อล่วงหน้า เป็นประตูชีวิตที่สามารถช่วยเหลือผู้ภักดีนับไม่ถ้วนจากน้ำมือเซี่ยเฉิงเจ๋อ เขาจะให้เซี่ยเฉิงเจ๋อจับได้เป็นอันขาด
เขาหายใจเข้าลึก ๆ อย่างเงียบเชียบ ก่อนยกมือขึ้นคารวะที่หน้าอก กล่าวอย่างจริงใจ “ฝ่าบาท การสอบชุนเว่ยมีคนพลุกพล่านวุ่นวาย ถึงแม้นว่าบัณฑิตราชวงศ์เราจะเป็นผู้รู้และมารยาทดี มีคุณธรรมเพียบพร้อม แต่อาจมีคนชั่วปะปนอยู่ หาช่องนำพระสิริโฉมขององค์ชายรองไปแต่งเติมเรื่องราว…”
ราชวงศ์เจี้ยนอันมีขนบธรรมเนียมเปิดกว้าง บัณฑิตทั้งหลายพูดจาตามสบาย แม้แต่เรื่องรักร่วมเพศก็ถือเป็นเรื่องปกติ สามารถหยิบยกมาพูดคุยได้ตามอำเภอใจ ใครที่มีรูปโฉมงดงามจับใจอย่างเซี่ยเฉิงเจ๋อ หากไปโผล่ในสนามสอบ ก็เท่ากับหาเรื่องให้ตัวเองจมดงคำหยาบ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นิยายชาวบ้านด้วยความสมัครใจ
ตราบใดที่เซี่ยเฉิงเจ๋อแคร์เรื่องนี้อยู่บ้าง เขาก็จะไม่เรียกร้องเรื่องดูแลการสอบชุนเว่ยอีก
จักรพรรดิเจี้ยนเหลือบสายตาจับผิดไปทางเซี่ยเฉิงเจ๋ออีกครั้ง