เซี่ยจิ่นอวี้มองเซี่ยเฉิงเจ๋อด้วยความตกตะลึง
ให้เขาตอบงั้นหรือ?
เมื่อคืนนี้เขาไม่ได้ส่งสายลับมาที่ตำหนักบูรพา แอบฟังวิธีรับมือที่เขาคุยกับขุนนางคนสนิทหรอกหรือ? แล้วที่เขาส่งคนมาแอบฟัง ก็เพื่อให้ตัวเองฉายแสงในที่ประชุมราชสำนัก ชนะใจเสด็จพ่อและเหล่าขุนนางไม่ใช่หรือ?
แล้วทำไมตอนนี้ จู่ ๆ ก็ยกโอกาสแสดงตัวนี้ให้คนอื่นล่ะ?
นี่ไม่ใช่สไตล์ของเซี่ยเฉิงเจ๋อเลย
น่าสงสัยเกินไปแล้ว
วันนี้เซี่ยเฉิงเจ๋อมีพิรุธไปหมดทุกอย่าง จนคนมองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเขาคิดจะทำอะไรกันแน่
เซี่ยจิ่นอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย วิธีที่เขาคุยกับขุนนางคนสนิทเมื่อคืน แม้จะไม่ถึงกับเรียกได้ว่าเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ให้คะแนนได้เจ็ดแปดสิบส่วน เพียงพอจะรับมือกับคำถามของเสด็จพ่อได้
หรือว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อมองเห็นจุดสำคัญอะไรเข้า จึงตั้งใจรอให้เขาพูดจบก่อน แล้วค่อยใจร้อนโพล่งออกมาเสริมแก้?
ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ ไม่อย่างนั้นเซี่ยเฉิงเจ๋อไม่มีทางละทิ้งโอกาสฉายแสงในราชสำนักหรอก
ตั้งสติเล็กน้อย เซี่ยจิ่นอวี้ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว พูดด้วยถ้อยคำชัดเจนว่า “อี้โจวทุกข์ทนกับอุทกภัยมานานแล้ว และด้วยเหตุนี้เอง พื้นราบเจียงตูที่ควรจะเป็นท้องทุ่งอันอุดมสมบูรณ์ กลับมีผลผลิตธัญญาหารแต่ละปีไม่เป็นที่น่าพอใจ การแก้ไขปัญหาน้ำจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ เพียงแต่อย่างที่เจ้ากรมโยธาธิการกล่าว ตลอดทุกราชวงศ์ต่างก็คิดหาวิธีสร้างเขื่อน แต่ล้วนพังทลายหมดภายในสามปี ถ้าจะแก้ให้หายขาด ก็ยากนักเช่นกัน”
เซี่ยเฉิงเจ๋อแอบพยักหน้า
ในเรื่อง ‘จอมขุนนาง’ นั้น อี้โจวตั้งอยู่บนพื้นราบเจียงตู ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ เหมาะอย่างยิ่งแก่การเพาะปลูกเพื่อผลิตธัญญาหาร เพียงแต่มันดันไปอยู่ปลายน้ำของแม่น้ำหมินเจียง พอถึงฤดูร้อน หิมะบนภูเขาละลายกับฝนที่ตกลงมาต่อเนื่อง ก็จะทำให้น้ำป่าจากหมินเจียงพรั่งพรูออกมา พัดพาพืชผลที่ชาวบ้านบนพื้นราบเจียงตูปลูกไว้ตลอดทั้งปีจมหายไปสิ้น ราษฎรพากันร้องทุกข์ระงม
ชาวนาไม่น้อยได้แต่ระหกระเหินจากบ้านเกิดอย่างเศร้าสร้อย ทำให้พื้นที่เพาะปลูกร้างเปล่านับวันยิ่งมากขึ้น ชวนให้ทอดถอนใจ
ตลอดทุกราชวงศ์ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครไปแก้ไขปัญหาน้ำที่อี้โจว มีการสร้างคันกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ กันไปทั่ว แต่ก็ยังไร้ผล เมื่อใดน้ำป่าหลาก ก็จะถูกซัดพังราบหมดสิ้น ราชสำนักได้แต่คอยให้ความช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่า ซ่อมแซมหนแล้วหนเล่า
ในหนังสือนิยาย ก็ไม่ได้เขียนถึงวิธีแก้ให้หายขาด มีเพียงการคลี่คลายเรื่องราวไปตามการทุจริตยักยอกเงินบรรเทาทุกข์ เป็นทางให้เฉินเยวียนก้าวสู่เส้นทางจอมขุนนาง
ด้านข้าง เซี่ยจิ่นอวี้พูดต่อ “ข้าน้อยเห็นว่า ตอนนี้ควรเน้นการซ่อมแซมเขื่อนก่อน ให้ความช่วยเหลือและปลอบขวัญราษฎร รอถึงการสอบชุนเว่ยในปีหน้า อาจนำเรื่องนี้ไปเป็นหัวข้อสอบ บรรจุเข้าไปในข้อสอบ”
“เหลวไหล! นั่นมันการสอบชุนเว่ยที่คัดเลือกผู้มีความสามารถยอดเยี่ยมซึ่งจัดขึ้นทุกสามปี จะเอาหัวข้อสอบไปเผยแพร่ได้อย่างไร?” ขุนนางชราผู้หนึ่งก้าวออกมาทันที เอ็ดเสียงแข็ง
เซี่ยเฉิงเจ๋อเกิดสนใจขึ้นมาทันควัน โอ๊ะ ข้าดูหน่อยสิว่าเป็นใคร~
ที่กล้าออกมาสวนทางกับไท่จื่อในเวลาเช่นนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพรรคพวกขององค์ชายรอง เซี่ยเฉิงเจ๋อต้องทำความรู้จักหน้าตาไว้ให้ดีเสียหน่อย จะได้ไม่จำผิดเป็นพวกเดียวกันทีหลัง
เซี่ยเฉิงเจ๋อยื่นคอเล็ก ๆ ออกไปอย่างแมวเหมียว มองไปทางเหล่าขุนนาง ฝ่ายขุนนางชราผู้นั้นพอเห็นเซี่ยเฉิงเจ๋อ ก็รีบส่งสายตาเป็นนัย ๆ เหมือนจะบอกว่า องค์ชายรองวางพระทัย พวกกระผมจะต้องทำให้ไท่จื่อเสียหน้าเป็นแน่!
เซี่ยเฉิงเจ๋อพลันซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ท่านลุง! ท่านเป็นคนดีจริง ๆ! แต่ขอบใจมาก ตอนนี้ข้าแค่อยากเอาตัวรอดไปวัน ๆ เท่านั้น!
เซี่ยเฉิงเจ๋อหดคอกลับเข้าไปอย่างแมวเหมียวอีกครั้ง ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ที่เดิม
“เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร แล้วมีอะไรจะทำไม่ได้?” เซี่ยจิ่นอวี้ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง โน้มตัวเข้าหาจักรพรรดิเจี้ยนเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาจเพิ่มข้อสอบปลายเปิดอีกหนึ่งข้อ นับเป็นข้อสอบเพิ่มเติม แล้วให้คะแนนตามความเหมาะสม ประกาศหัวข้อสอบล่วงหน้าไปตามหัวเมืองและอำเภอต่าง ๆ ระดมความคิดเห็นเพื่อหารือวิธีแก้ไขปัญหาน้ำที่อี้โจวร่วมกัน เสด็จพ่อเห็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม…” จักรพรรดิเจี้ยนครุ่นคิดเล็กน้อย “เป็นวิธีที่ไม่เลว”
บัดนี้กรมโยธาธิการกำลังขาดคนพอดี หากสามารถค้นพบบุคลากรด้านงานโยธาและชลประทานได้จริง ก็อนุโลมรับเข้าทำงานได้
เจ้ากรมพิธีการก็รีบสนับสนุนขึ้นอีกคน “นำมาเป็นหัวข้อสอบ เท่ากับว่าราชสำนักกำลังทดสอบความรู้ด้านภูมิศาสตร์แม่น้ำของนักเรียน ไม่ใช่ไปขอวิธีแก้ไขปัญหาน้ำจากราษฎร จึงทั้งระดมความคิดเห็นจากทั่วหล้า และไม่กระทบชื่อเสียงของขุนนางทั้งร้อย นับเป็นกลยุทธ์ชั้นยอด! ฝ่าบาทช่างปราดเปรื่องนัก!”
ขุนนางอื่น ๆ พากันคล้อยตาม ชั่วขณะนั้น เสียงสรรเสริญเยินยอพรั่งพรูเข้ามาอย่างล้นหลาม
เซี่ยจิ่นอวี้ชายตามองเซี่ยเฉิงเจ๋อ เมื่อคืนเขากับขุนนางคนสนิทรู้ว่าสายลับของเซี่ยเฉิงเจ๋ออยู่หน้าประตู เลยพูดไปแค่เจ็ดส่วน ตอนนี้เขาพูดออกไปหมดแล้ว เซี่ยเฉิงเจ๋อไม่มีอะไรให้เสริม คงต้องกราดเกรี้ยวกระโดดตัวลอยสินะ?
แต่พลันเมื่อหันไปมอง ไอ้คนที่ชอบชิงดีชิงเด่นมาตลอดคนนั้น กลับก้มหน้าง่วนอยู่กับปลายนิ้วเรียวขาว นัยน์ตาไร้จุดสนใจ เห็นแวบเดียวก็รู้ว่ากำลังเหม่อลอย
เซี่ยจิ่นอวี้: ?
เหนือบัลลังก์มังกร จักรพรรดิเจี้ยนทอดสายตาคมกริบทรงอำนาจไปยังเซี่ยเฉิงเจ๋อ แววพระเนตรอ่อนลงเล็กน้อยเจือความเอ็นดู “เฉิงเจ๋อคิดเห็นอย่างไร?”
เซี่ยเฉิงเจ๋อที่ถูกขานนามเป็นครั้งที่สองได้สติ: หืม?
ถามข้าอีกแล้ว?
เงยหน้าขึ้นเห็นแววพระเนตรของจักรพรรดิเจี้ยนที่ราวกับให้กำลังใจและเอ็นดู เซี่ยเฉิงเจ๋อก้าวออกจากแถวอย่างไม่สู้เต็มใจนัก ต่อว่าในใจ อายุก็ปูนนี้แล้ว ยังไม่มีข้อตัดสินใจเองอีก เรื่องแค่นี้ยังต้องถามหาเราอีก?
แม้ในใจจะบ่นอุบ แต่เซี่ยเฉิงเจ๋อก็ยังตอบอย่างซื่อตรง “ข้าน้อยเห็นว่า ไท่จื่อพูดถูกทุกอย่าง งั้นมอบเรื่องนี้ให้ไท่จื่อไปจัดการเถิดพ่ะย่ะค่ะ ไท่จื่อจะต้องไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังเป็นแน่ ในการสอบชุนเว่ยปีหน้า จะคัดเลือกบุคลากรยอดเยี่ยมมาถวายเสด็จพ่อได้อย่างแน่นอน!”
เซี่ยจิ่นอวี้ดวงตามืดหม่นลง มองเซี่ยเฉิงเจ๋อด้วยแววตาล้ำลึกยิ่งขึ้น
หากเป็นเมื่อก่อน เซี่ยเฉิงเจ๋อคงรีบถลาเข้าไปแย่งรับพระบัญชาตั้งนานแล้ว เหตุใดวันนี้ถึงยกโอกาสให้คนอื่นง่ายดายถึงเพียงนี้?
หรือว่าเห็นว่าเขาไม่น่าจะหาวิธีแก้ไขปัญหาน้ำได้ จึงตัดสินใจยืนดูอยู่ห่าง ๆ รอดูเขาเป็นตัวตลก?
หรือไม่ก็ เขาคิดจะออกมาป่วนตอนสอบชุนเว่ย ให้ฝ่าบาทลงโทษเขาด้วยข้อหาบริหารงานบกพร่อง ไร้ความสามารถ?
กำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมบางราวกับแมวเหมียวของเซี่ยเฉิงเจ๋อดังขึ้นอีกครั้ง “เสด็จพ่อ ข้าน้อยรู้สึกไม่สบาย ขอลาหยุดราชการสักสองสามวันได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เซี่ยจิ่นอวี้ใจกระตุกวูบ ความรู้สึกหงุดหงิดวูบหนึ่งผุดขึ้นในใจ ความรู้สึกควบคุมอีกฝ่ายไม่ได้เริ่มทำให้เขาหัวเสีย กระวนกระวายจนนั่งไม่ติด
รู้สึกไม่สบาย... นี่เขาป่วยงั้นหรือ?
เพราะป่วย วันนี้ถึงได้ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ และถึงขั้นขี้เกียจต่อสู้กับเขาด้วย?
ไม่นะ ก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อจะไม่เคยป่วย แต่ถึงอีกฝ่ายจะพาร่างป่วย ๆ มา ก็ยังต้องเข้าเฝ้าสู้กับเขาจนตัวใครตัวมัน เพื่อช่วงชิงชื่อเสียงและคำชื่นชมต่อหน้าเสด็จพ่อ แล้วจู่ ๆ จะมาขอลาหยุดได้ยังไง แถมขอลาทีเดียวหลายวัน?
หรือว่า... จะป่วยเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย?
นึกถึงรอยน้ำที่หางตาของเซี่ยเฉิงเจ๋อก่อนหน้านี้ เซี่ยจิ่นอวี้คลึงปลายนิ้วสัมผัสที่ยังหลงเหลืออยู่ ความคิดยุ่งเหยิง
เพราะโรคร้ายนั่นรักษาไม่หายแล้ว เขาถึงได้สิ้นคิด ไม่คิดจะสู้กับเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ดวงตาของเซี่ยจิ่นอวี้ยิ่งคุกรุ่นด้วยอารมณ์ขุ่นมัว กำลังจะแอบใช้ศอกสะกิดเซี่ยจื่อเหมี่ยว เซี่ยจื่อเหมี่ยวที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยถามออกมาตรง ๆ แล้ว มองเซี่ยเฉิงเจ๋ออย่างเป็นห่วง “ท่านพี่รอง ป่วยเป็นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
นึกถึงเมื่อครู่ที่เซี่ยเฉิงเจ๋อจับชีพจรให้ตน เซี่ยจื่อเหมี่ยวก็อดเสียใจไม่ได้ ท่านพี่รองร่างกายไม่สบายอยู่แท้ ๆ แต่กลับเป็นห่วงว่าเขาป่วยหรือเปล่า ส่วนเขาเองกลับไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าท่านพี่รองป่วย!
“ก็แค่เป็นไข้หวัด ไม่ควรถูกกระแสลม นึกขึ้นได้ว่าก่อนขอลากลับ อยากมองหน้าเสด็จพ่ออีกสักหน่อย” เซี่ยเฉิงเจ๋อแต่งเรื่องไปเรื่อย
จักรพรรดิเจี้ยนโปรดปรานคำพูดนี้อย่างเห็นได้ชัด โบกพระหัตถ์แล้วทรงพระสรวลเสียงดัง “ดี ดี ดี เราอนุญาต”
เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิเจี้ยนทรงอนุญาตแล้ว เซี่ยเฉิงเจ๋อก็รีบโค้งตัวคารวะขอบพระทัย แล้วกลับไปยืนที่เดิมอย่างเรียบร้อย
จักรพรรดิเจี้ยนชักสายพระเนตรกลับ ตรัสเรียบ ๆ ว่า “ส่วนเรื่องข้อสอบปลายเปิดในการสอบชุนเว่ย ให้กรมพิธีการรับผิดชอบต่อไปก่อน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อี้โจวเป็นเรื่องเร่งด่วน เบิกเงินสามแสนตำลึงสำหรับสร้างคันกั้นแม่น้ำและช่วยเหลือราษฎร ให้ผู้ว่าการอี้โจวเหลียงว่านต๋าเป็นผู้ควบคุมดูแลด้วยตนเอง”
“ฝ่าบาท! เงินสามแสนตำลึงนี่มากเกินไปหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? การล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะถึงแล้ว ต้องใช้เงินไม่น้อยเลย โดยเฉพาะปีที่แล้วผลผลิตก็ไม่ดี กรมโหรก็บอกว่าปีนี้เกิดภัยพิบัติมาก ไม่รู้จะมีข่าวร้ายอีกเท่าไหร่กำลังมา เงินคงคลังของกรมพระคลังทนไม่ไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงของเจ้ากรมพระคลังสั่นเครือ
เซี่ยเฉิงเจ๋อแอบพยักหน้าอีกครั้ง คนสมัยโบราณมีน้อย เทคโนโลยีก็ไม่พัฒนา ภัยธรรมชาติย่อมแก้ไขได้ยากอยู่แล้ว ประกอบกับเนื้อเรื่องในนิยายดลให้เป็นไป ภัยพิบัติในหมู่ราษฎรก็ยิ่งเกิดบ่อย หลังจากนี้ยังมีอีกหลายหัวเมืองที่ต้องใช้เงินช่วยเหลือจริง ๆ
ก็เพราะเงินคงคลังร่อยหรอนี่เอง เฉินเยวียนถึงได้รับภารกิจสำคัญเมื่อวิกฤต ให้ปราบขุนนางฉ้อราษฎร์ จัดระเบียบราชสำนักเสียใหม่
บนบัลลังก์มังกร จักรพรรดิเจี้ยนขมวดพระขนงเล็กน้อย “การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอดมา ล้วนเป็นจำนวนนี้”
“ฝ่าบาท!” เจ้ากรมพระคลังคุกเข่าลงกับพื้น ร่ำไห้ “ปีนี้เกิดภัยมาก เงินน้อยจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
สายพระเนตรของจักรพรรดิเจี้ยนก็ลอยละล่องไปยังเซี่ยเฉิงเจ๋ออีกครั้ง
เซี่ยเฉิงเจ๋อรู้สึกราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ จึงตัดสินใจกล่าววาจาอาจหาญออกมาทันที ตัดโอกาสที่พระองค์จะถามอีก “เสด็จพ่อ ในเมื่อเงินไม่พอ เช่นนั้นก็ริบทรัพย์สักบ้านเถิดพ่ะย่ะค่ะ! ริบปุ๊บก็มีปั๊บเลย!”
สิ้นคำกล่าว ขุนนางทั้งร้อยตกตะลึงพรึงเพริด
เซี่ยจิ่นอวี้ยิ่งมองเซี่ยเฉิงเจ๋อด้วยความหวาดผวา
เขากล้าพูดได้ทุกเรื่องจริง ๆ!
เมื่อเห็นเซี่ยเฉิงเจ๋อทำหน้าซื่อแบ๊ว ส่วนจักรพรรดิเจี้ยนราวกับกำลังใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้นี้จริง ๆ เซี่ยจิ่นอวี้จึงรีบก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “เสด็จพ่อ ราษฎรกำลังเดือดร้อน เหล่าขุนนางควรเป็นแบบอย่างนำหน้า ขุนนางทั้งหลายก็คงเต็มใจบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ทุกข์ยาก สละทรัพย์ให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้”
เหล่าขุนนางรีบพากันคล้อยตาม กลัวจะถูกริบทรัพย์ พากันคุกเข่าลง “ข้าน้อยทั้งหลายยินดีบริจาคเงินให้ราษฎรอี้โจวพ่ะย่ะค่ะ!”
ไม่บริจาคไม่ได้นะสิ! ดูจากระดับความโปรดปรานที่จักรพรรดิเจี้ยนมีต่อองค์ชายรองแล้ว เกรงว่าคงคิดเรื่องริบทรัพย์จริง ๆ ถ้าริบไปโดนฝ่ายตรงข้ามก็ยังนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่หากริบทรัพย์มาถึงหัวตัวเองเมื่อไหร่—
นั่นจะไม่ใช่เรื่องที่สุดจะกลั้นใจอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องคอขาดเลยนะ!
เมื่อเห็นขุนนางทั่วนายล้วนแสดงเจตน์จำนงจะบริจาคเงิน จักรพรรดิเจี้ยนก็ทรงพอพระทัย พยักพระพักตร์ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าขุนนางหลังจากลงจากที่ประชุมแล้ว ก็ไปที่กรมพระคลังเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเรียบร้อย ส่วนเฉิงเจ๋อเอ๋ย เจ้าจงรับผิดชอบเรื่องนี้ ดูซิว่าใครบริจาคน้อยที่สุด กลับมารายงานให้เราทราบโดยตรง เราจะหักเบี้ยหวัดอีกหกเดือนของผู้นั้น เพื่อเป็นทั้งบทลงโทษ และเป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าขุนนางที่เดิมทีคิดจะบริจาคน้อย ๆ ก็พากันคร่ำครวญในใจทันที
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ” เซี่ยเฉิงเจ๋อรับพระบัญชาอย่างไม่สู้เต็มใจนัก
เสด็จพ่อจอมเผด็จการนี่ ให้เขาควบคุมดูแลเรื่องนี้ นี่มันไม่ใช่ให้เขาไปสร้างศัตรูกับขุนนางทั้งร้อยหรอกหรือ?
ทำไมไอเดียที่ไท่จื่อเสนอ ต้องให้เขาไปแบกรับความผิดล่ะ? เดิมทีเขาแค่สร้างศัตรูกับขุนนางคนเดียวก็จบเรื่องแล้ว ทีนี้งามเลย สร้างศัตรูหมด!
เฮ้อ ชีวิตไม่ง่าย ดั่งหินลับมีดถอนใจ
เมื่อลงจากที่ประชุมราชสำนักแล้ว เซี่ยเฉิงเจ๋อก็ทำท่าราวกับก้นโดนไฟลน แสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตารั้งรอและสอบถามจากเซี่ยจื่อเหมี่ยวกับเซี่ยจิ่นอวี้ ก้าวเท้าตึงตังเผ่นหนีไป
เซี่ยจื่อเหมี่ยวมองแผ่นหลังเซี่ยเฉิงเจ๋อที่เดินลับไปด้วยความเสียดาย “วันนี้ท่านพี่รองช่างเก่งกาจนัก พูดแค่วาจาเดียว ก็ทำให้เหล่าขุนนางขี้เหนียวพวกนี้ยอมควักกระเป๋าช่วยยามฉุกเฉินได้”
“แต่ว่าท่านพี่รองป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่? ถึงต้องขอลาหยุดหลายวันขนาดนั้น” เซี่ยจื่อเหมี่ยวกังวล
เซี่ยจิ่นอวี้จ้องแผ่นหลังของเซี่ยเฉิงเจ๋อ ปลายนิ้วคลึงข้อนิ้วที่เปื้อนคราบน้ำตา ครู่หนึ่งต่อมาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใครจะไปรู้ คงใกล้ตายแล้วมั้ง”
เซี่ยจื่อเหมี่ยวฟังแล้วเกือบจะร้องไห้ด้วยความตกใจ
เขาก็รู้สึกเช่นกันว่า เซี่ยเฉิงเจ๋อที่ไม่ต่อสู้ชิงดีกับท่านพี่ไท่จื่อแล้ว คงจะถึงคราวอวสานแล้วจริง ๆ