บนแท่นบรรทม อาภรณ์แพรทองแดงดั่งบุปผาชิวไห่ถังในฤดูใบไม้ร่วง ขับผิวพรรณผู้เอนกายให้ขาวละเอียดดุจหิมะ ใบหน้างามเหนือหญิงชาย คิ้วขมวดน้อยๆ เผยเค้าละอ่อนวัย เพียงมองผ่านก็รู้สึกตระการตา ทว่าความอ่อนเยาว์นี้กลับแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนง และโอหังลำพอง จนมิอาจสบตาตรงๆ
เขามีหน้าตาถอดแบบมาจากพระมารดาพระสนมฮวา ทุกผู้คนล้วนกล่าวว่าองค์ชายรองรูปโฉมงามล้ำเลิศ ต่อให้หญิงงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวงมาเห็น ก็ยังต้องหม่นมัวไปถมที วาจานี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด
ทว่าคนงามเช่นนี้ กลับเป็นดั่งอสรพิษร้ายแฝงพิษสง เขาใจคอโหดเหี้ยม ไม่เห็นแก่ชีวิตคน ทำร้ายพี่น้องร่วมสายเลือดและขุนนางซื่อสัตย์ สุดท้ายปลายทางก็พบจุดจบอนาถา ถูกขุนนางใหญ่ของฝ่ายองค์รัชทายาทนามว่า เฉินเยวียน แทงทะลุกลางใจสิ้นใจบนบัลลังก์มังกร
นี่คือจุดจบขององค์ชายรองจอมวายร้ายเซี่ยเฉิงเจ๋อในหนังสือ "จอมขุนนาง"
เซี่ยเฉิงเจ๋อยกกระจกสัมฤทธิ์ขึ้นส่อง พินิจใบหน้าตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แอบคิดในใจอยู่เพียงว่า ความงามไร้เทียมทานเช่นนี้ บวกกับที่กรมโหรบอกว่าเขาคือเทพประทานวาสนาลงมาจุติ ถึงทำให้เจ้าของร่างเดิมแม้ไม่มีสายเลือดแท้ของราชวงศ์ ก็ยังได้รับสิทธิ์พิเศษฐานะองค์ชายในราชสำนัก
ต่อให้ฮ่องเต้และคนอื่นๆ จะตามใจอย่างที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะเขาฆ่าองค์ชายใหญ่ที่รักษาการณ์ชายแดน เขาคงสวมแพรกินหยกสำราญไปชั่วชีวิต
แต่เขาละโมบเกินไป
คิดถึงว่าตัวเองจะถูกเฉินเยวียนแทงทะลุกลางใจตาย เซี่ยเฉิงเจ๋อสะท้านไปทั้งร่าง แอบคิดว่าตัดขาดเสียเถิด อย่าไปแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้อันใดเลย
ก็ไม่รู้ว่าตำแหน่งฮ่องเต้นั้นมีอะไรน่าช่วงชิง ตื่นแต่เช้าง่วนอยู่กับการอ่านฎีกา มันต่างอะไรกับการเป็นทาส007? อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเซี่ยเฉิงเจ๋อข้ามภพมาแล้ว จะไม่มีทางแตะต้องบัลลังก์ฮ่องเต้แม้แต่ครึ่งก้าว!!!
เขาจะเป็นผู้ช่ำชองในศาสตร์ “อยู่อย่างสันโดษ” เพื่อร่ำรวย!
รุ่งขึ้น เข้าเฝ้า
เซี่ยเฉิงเจ๋อสวมชุดขุนนางสีแดงสด ยืนเดียวดายกลางท้องพระโรง ชายกระโปรงกว้างและชายแขนเสื้อปักลายปลาคาร์ฟทองกับบุปผาชิวไห่ถังด้วยไหมทองละเอียดราวมีชีวิต ดั่งแหวกว่ายอยู่บนอาภรณ์ ยิ่งขับให้ดูหยิ่งยโสโอหัง เย่อหยิ่งพลการ
ทว่าท่วงท่าเหมือนจะงีบหลับนั้นกลับเสริมให้เขาดูคร้านคล้ายแมว ศีรษะน้อยห้อยย้อยลงสัปหงก ง่วงจนหางตาปรากฏหยาดน้ำตาหยดหนึ่ง
การเข้าเฝ้าแต่เช้านี่ช่างทรมานคน แค่ล้างหน้าใส่อาภรณ์ก็กินเวลาไม่น้อย เขาซึ่งเป็นองค์ชายอยู่ในวังยังรู้สึกหลับไม่พอ ไม่ต้องพูดถึงขุนนางที่อยู่ไกลๆ เลย
เฮ้อ อยากหามุมงีบสักเดี๋ยวนัก
สายตาของเซี่ยเฉิงเจ๋อพร่ามัวกวาดมองไปทั่วท้องพระโรง สุดท้ายก็พบว่า ที่เดียวที่พอจะนั่งได้ กลับมีเพียงบัลลังก์มังกรที่อยู่สูงสุด
อีกทั้งบัลลังก์นั้นยังใหญ่กว้าง ทั้งยังปูเบาะนุ่มด้วยไหมทองอย่างพิถีพิถัน เขาไม่กล้าแม้แต่จะนึกว่า หากได้ขึ้นไปม้วนตัวอยู่สักครู่ จะสุขสบายเพียงใด...
แววตาของเซี่ยเฉิงเจ๋ออดไม่ได้ที่จะเผยแววปรารถนาละโมบ
เซี่ยจิ่นอวี้ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง ก็เห็นเซี่ยเฉิงเจ๋อจ้องเขม็งไปที่บัลลังก์มังกร ใบหน้าเต็มไปด้วยความทะยานอยากและความโลภต่อราชบัลลังก์
ในดวงตาเขาจึงอดที่จะเผยรอยยิ้มหยันไม่ได้
พี่ชายรองที่ไม่ได้เป็นสายเลือดแท้จริงแห่งราชวงศ์ผู้นี้ ช่างเฝ้าอาลัยอาวรณ์ตำแหน่งนี้ไม่เลือนหายเลยจริงๆ
องค์ชายรองไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้ เป็นความลับที่ตระกูลในวังรู้กันดี ทว่าปิดเงียบไม่เอ่ยถึง หากให้ย้อนไปปีนั้นก็ถือว่าพระสนมฮวาเป็นสตรีที่ฮ่องเต้แย่งชิงมา นางตั้งครรภ์อยู่ก่อนแล้ว แม้ฮ่องเต้จะประกาศว่าเป็นสายเลือดของพระองค์ แม้แต่ขุนนางทั้งหลายยังเชื่อ แต่ในวังหลังและบรรดาองค์ชายล้วนรู้ความจริง
พวกเขาจึงรู้แก่ใจดีว่า เซี่ยเฉิงเจ๋อไม่มีทางสืบทอดบัลลังก์
มีเพียงเซี่ยเฉิงเจ๋อที่ไม่รู้
เซี่ยจิ่นอวี้ก้าวฉับๆ ตรงไปหาเซี่ยเฉิงเจ๋อ เขามีรูปโฉมหล่อเหลางามสง่า ชุดองค์รัชทายาทดำทองยิ่งขับรูปร่างให้สูงเด่น สง่างาม สุขุมสง่า เมื่อเทียบกับคำว่า "เดชมังกรสง่าราชัน" ก็ไม่เกินเลย แม้แต่ยามเดินเร็ว ก็ดุจสายลมพัดดุจเมฆาลอย ไม่ปรากฏอาการอัปลักษณ์ให้หม่นหมอง
"พี่รอง" เขาหยุดยืนข้างเซี่ยเฉิงเจ๋อ จ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย ถ้อยคำไม่รู้ว่าชมเชยหรือแดกดัน "พี่มาเช้าเป็นประจำเหมือนเคยเลยนะ"
เซี่ยเฉิงเจ๋อหันไป เห็นใบหน้าหล่อเหลางามสง่านั้น ก็เลิกคิ้วขึ้นหัวเราะ "โอ๊ะ~ นี่ไม่ใช่..."
"องค์รัชทายาท...น้องเล็ก" หรือ?"
เซี่ยจิ่นอวี้ตาเป็นประกาย นัยน์ตาล้ำลึกลึกซึ้งจนใครก็เดาไม่ออกว่าคิดอะไร แต่วูบถัดมาก็ยิ้มอ่อนละมุน ดวงตาอ่อนโยนดั่งจันทร์ฉายหรี่ลงเล็กน้อย "วันนี้พี่รองดูเหินห่างพิกล ก่อนหน้านี้ล้วนเรียกน้องสามไม่ใช่หรือ?"
เซี่ยจิ่นอวี้ชินกับการยิ้มให้ผู้คน กิริยาท่าทางแฝงไว้ด้วยจริยวัตรงดงาม ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าองค์รัชทายาทจิตใจดีใกล้ชิด แต่เซี่ยเฉิงเจ๋อที่อ่านหนังสือต้นฉบับมาแล้วรู้ดีว่า คนผู้นี้จิตใจซับซ้อนล้ำลึกที่สุด เล่ห์เหลี่ยมชั้นยอด
โดยเฉพาะเวลาที่ดวงตาจันทร์คู่นั้นหรี่ลงทุกครั้ง ภายนอกดูอ่อนโยนเป็นมิตร แต่ภายในกลับแฝงความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ กำลังคิดคำนวณหาทางจัดการศัตรูโดยไม่ให้รู้ตัว ยั่วโมโหที่สุด
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจางๆ ที่แผ่ออกมาจากเซี่ยจิ่นอวี้ เซี่ยเฉิงเจ๋อขนลุกเกรียว รีบยิ้มแป้นเปลี่ยนเรื่อง "องค์ชายรัชทายาทน้องเล็ก มาแต่เช้า กินอะไรมารึยัง?"
องค์ชายรัชทายาทน้องเล็ก
ได้ยินคำเรียกนี้ เซี่ยจิ่นอวี้รูม่านตาหดเล็กลง
เรื่องราวในอดีตที่ผ่านเนิ่นนาน เหมือนถูกเปิดประตูน้ำแห่งความทรงจำออกในชั่วพริบตา ทำให้เซี่ยจิ่นอวี้ใจเต้นไม่สม่ำเสมอ แววตามองเซี่ยเฉิงเจ๋อยิ่งคลุมเครือแยกแยะไม่ออก
เขาไม่ได้เรียกตนว่าองค์ชายรัชทายาทน้องเล็กมานานแล้ว
สมัยเด็ก เซี่ยจิ่นอวี้ชอบไปหาเซี่ยเฉิงเจ๋อเล่นมาก เพราะเทียบกับพี่ชายใหญ่ที่นิ่งเงียบและเย็นชาแล้ว พี่รองเซี่ยเฉิงเจ๋อทั้งงามทั้งอ่อนโยน คอยเรียกขานเขาว่าองค์ชายรัชทายาทน้องเล็กด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าเอ็นดู ไม่เพียงแต่สอนให้เขาเขียนหนังสืออ่านกวี หยอกนกเล่นปลา ยามที่เขาเรียนหนังสือได้ไม่ดี ถูกพระมารดาตำหนิลงโทษด้วยแส้ ก็คอยระวังทายาชโลมตัวให้เขาอย่างประณีต
ตัวเขาผู้บาดเจ็บไม่ทันร้องไห้ ทว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อกลับสงสารจนร้องไห้หนักกว่าเขาเสียอีก
เขาเคยบอกว่า ชอบองค์ชายรัชทายาทน้องเล็กที่สุดเลย
แต่ไม่รู้เริ่มตั้งแต่เมื่อไร เขาก็เลิกเรียกตนว่าองค์ชายรัชทายาทน้องเล็ก เริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวราชสำนัก ใจคอเหี้ยมโหดขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเรียกตนว่าน้องสามอย่างจอมปลอม
เหมือนกำลังตอกย้ำว่า เขาเซี่ยเฉิงเจ๋อก็เลือดเนื้อเชื้อไขแห่งราชวงศ์ เขาเซี่ยเฉิงเจ๋อไม่ยอมรับว่าตนเป็นรัชทายาท
แล้ววันนี้ เซี่ยเฉิงเจ๋อจู่ๆ ก็ยกชื่อเรียกที่เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขาขึ้นมา เพื่ออะไรกัน?
เซี่ยจิ่นอวี้จ้องมองเซี่ยเฉิงเจ๋อไม่วางตา อยากจะมองเให้ทะลุถึงสาเหตุว่าทำไมจู่ๆ เขาจึงเปลี่ยนไป เซี่ยเฉิงเจ๋อถูกจ้องจนขนหัวลุก อดถอยหนึ่งก้าวไม่ได้ "เป็นอะไรไป?"
เห็นท่าทางเหมือนหวาดกลัวตนของเซี่ยเฉิงเจ๋อ เซี่ยจิ่นอวี้ตาพร่างพราว แทบจะคิดว่าตัวเองเข้าใจผิดไป
เซี่ยเฉิงเจ๋อจะกลัวตนได้อย่างไร?
เขานี่แหละที่ชอบยั่วยุตน ทำให้ตนโมโห หากว่าใครในใต้หล้าที่แหย่ปลายประสาทขององค์รัชทายาทได้เก่งที่สุด เซี่ยเฉิงเจ๋อย่อมสมคำร่ำลือ
เดิมอยากจะเสียดสีสักสองสามคำ กลับพลันเหลือบเห็นคราบน้ำตายังไม่แห้งที่หางตาของเซี่ยเฉิงเจ๋อ ถ้อยคำจึงชะงักไป คำพูดเจือความแดกดันติดจะอึกอัก "พี่รองนี่ร้องไห้? โดนใครรังแกมา?"
"หืม?" เซี่ยเฉิงเจ๋อลูบใบหน้า ใต้แขนเสื้ออาภรณ์แดงสดของขุนนาง ปลายนิ้วขาวผ่องแวบผ่าน "อ่อ ไม่ใช่ แค่ง่วง"
ง่วง?
เซี่ยจิ่นอวี้ขำในใจ พี่รองคนนี้ของเขา ทุกวันที่เข้าเฝ้าล้วนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพ่ออย่างกระปรี้กระเปร่าเต็มที่ ไม่เคยมีเวลาง่วงเลย แม้แต่ตอนเสด็จพ่อถามปัญหา ก็แย่งกันตอบเป็นคนแรก กลัวคนอื่นชิงความดีความชอบไป
เขาหาเหตุผล ไม่ยอมแม้แต่หาเหตุผลดีๆ สักหน่อยมาทำให้ตัวเองเชื่อได้ ช่างขอไปทีอย่างที่สุด!
"งั้นพี่รองต้องรีบสร่างความง่วงเสียแล้วล่ะ ระวังจะเกิดพลาดตอนเข้าเฝ้า ทำให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัย..." เซี่ยจิ่นอวี้ก้าวเข้าใกล้ก้าวหนึ่งอย่างสุขุม ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยหยาดน้ำที่ค้างอยู่หางตาของเซี่ยเฉิงเจ๋อออก เพราะใช้แรงไปหน่อย จึงทิ้งรอยแดงไว้ประหนึ่ง รอยนั้นสะดุดตายิ่งนัก
เซี่ยเฉิงเจ๋อถูกทำให้เจ็บ ถอยไปอีกก้าว รู้ว่าองค์รัชทายาทไม่ถูกกับตน จึงไม่อยากพูดด้วยต่อ พอดีขณะนั้น องค์ชายสี่เซี่ยจื่อเหมี่ยวเพิ่งมาช้า ตัวมาช้าเพียงผู้เดียว คำนับทั้งสองอย่างว่าง่าย "พี่รอง พี่สาม"
เซี่ยเฉิงเจ๋อรีบดึงเซี่ยจื่อเหมี่ยวมาจัดให้ยืนระหว่างตนเองกับเซี่ยจิ่นอวี้ ทำท่าเป็นห่วงถาม "น้องสี่ วันนี้มาสายปานนี้ หรือว่าร่างกายไม่สบาย? มา~ ยืนใกล้พี่รอง พี่รองจะจับชีพจรให้"
พูดจบก็ลูบข้อมือเซี่ยจื่อเหมี่ยวอย่างเสแสร้ง
ชายอาภรณ์แดงเข้าประชิด กลิ่นเครื่องหอมดอกชิวไห่ถังอ่อนๆ ลอยมากระทบจมูก แผ่นหลังหูของเซี่ยจื่อเหมี่ยวแดงเรื่อ ข้อมือรู้สึกเหมือนถูกเปลวไฟวาบหนึ่งแตะลวก จะหดกลับก็ไม่ใช่ ไม่หดกลับก็ไม่ใช่
เขาเหยียดแขนอย่างปลื้มปีติยินดีอย่างคาดไม่ถึง พูดตะกุกตะกัก "พะ...พี่รอง ข้าไม่เป็นไร"
ก่อนหน้านี้เขาล้วนมาช้าแบบกะเวลาพอดี วันนี้มีธุระเล็กน้อยทำให้ล่าช้าไปบ้างจริงๆ ไม่คิดว่าพี่รองที่ไม่เคยแยแสตน จะละเอียดอ่อนสังเกตเห็นถึงขนาดนี้
พี่รองไม่ได้ห่วงใยเขามานาน...นานมากแล้ว
พักหนึ่ง เซี่ยจื่อเหมี่ยวก็ลืมไปว่าตัวเองถูกเซี่ยเฉิงเจ๋อดึงให้ยืนผิดตำแหน่ง กลับยืนอยู่ตรงนั้นตลอด ปล่อยให้เซี่ยเฉิงเจ๋อลูบคลำข้อมือของเขา
เซี่ยจิ่นอวี้ชำเลืองมองสองคน เห็นทั้งสองท่าทางสนิทสนม ในใจก็อดเกิดความรู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาไม่ได้ อดเย้ยหยันออกมาว่า "ข้าไม่รู้เลย พี่รองไปเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่เมื่อไร?"
เซี่ยเฉิงเจ๋อไม่ยอมเงยหน้า ทำท่าจริงจังกับการจับชีพจร "เพิ่งเรียน เพิ่งจะลองฝีมือกับน้องสี่"
คำพูดนี้เถียงไม่ออก เซี่ยจิ่นอวี้ยิ้มเยาะหนึ่งครั้งแล้วไม่พูดอีก เพียงแต่แววตาร้อนแรงคู่นั้นจับจ้องมาที่ใบหน้าของเซี่ยเฉิงเจ๋อตลอด ราวกับอยากมองปะไรสักอย่างให้ทะลุปรุโปร่ง ไม่ยอมคลาดสายตา
เซี่ยเฉิงเจ๋อถูกจ้องจนใจไม่ค่อยดี เขาหันหน้าไปอีกทาง ทำท่าครุ่นคิด บีบข้อมือเซี่ยจื่อเหมี่ยวพลางพร่ำออกมาเบาๆ "อืม... อืม~ อืม... อืม!"
เสด็จพ่อเฒ่าเอ๋ย ยังไม่เสด็จมาอีกหรือ!
ถ้าไม่มา ข้าคงถูกจ้องจนทะลุแน่!
โชคดี ในที่สุดฮ่องเต้ก็ปรากฏองค์ท่ามกลางเสียงเร่งเร้าของเขา เซี่ยเฉิงเจ๋อถอนหายใจเบาๆ ปล่อยข้อมือของเซี่ยจื่อเหมี่ยวลง มองไปยังจักรพรรดิเจี้ยนบนบัลลังก์มังกร
เขากับจักรพรรดิเจี้ยนดูไม่เหมือนกันเลยจริงๆ ถึงขนาดว่า ไม่มีจุดใดเหมือนกันเลยสักนิด ก็ไม่น่าแปลกที่ในวังจะเชื่อสนิทใจว่าเขาไม่ใช่โอรสของฮ่องเต้
แต่ที่แน่ๆ ประเด็นหนึ่งก็คือ ต่อให้เจ้าของร่างเดิมจะเสเพลปานไหน ขอเพียงไม่ทำร้ายองค์ชายอื่น จักรพรรดิเจี้ยนก็จะปิดตาหนึ่งข้าง ตามใจเจ้าของร่างเดิมมากทีเดียว ถึงขนาดบอกว่าทะนุถนอม
นั่นก็คือ ภายใต้เงื่อนไขนี้ ไม่ว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อจะทำอะไร ก็มีจักรพรรดิเจี้ยนคอยป้องหลังให้ และด้วยเหตุนี้เอง หลังจากข้ามภพมาเซี่ยเฉิงเจ๋อจึงทำใจให้สบาย ตัดสินใจจะทำอะไรก็ทำ จะไม่ทำอะไรก็ไม่ทำ
อย่างไรเสีย ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลบล้างภาพลักษณ์ชอบเอาชนะเอาดีของเจ้าของร่างเดิมออกไป วันหน้าจะได้สลัดทิ้งอย่างสบายๆ
เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย!
เมื่อจักรพรรดิเจี้ยนเอ่ยอย่างขรึมขลังว่า "เข้าเฝ้า" เหล่าขุนนางต่างทยอยกันออกแถวยื่นฎีกา
"ฝ่าบาท ปีนี้อี้โจวน้ำป่าไหลหลาก คันกั้นน้ำพังทลาย นาดีหมื่นหมู่ถูกทำลายสิ้น ตามธรรมเนียม ควรจัดสรรเงินคลังบรรเทาภัย สร้างคันกั้นน้ำใหม่ เพื่อให้ชาวอี้โจวสงบใจ!" อัครมหาเสนาบดีหลี่เหรินออกจากแถวทูลขึ้นก่อน
"ฝ่าบาท น้ำท่วมอี้โจวยิ่งเกิดถี่ขึ้น หากต้องจัดสรรเงินทุกครั้งไป นับเป็นภาระหนักต่อท้องพระคลังไม่น้อย ควรหาทางแก้ไขต้นตอ!" เสนาบดีคลังรีบออกจากแถวกล่าว "กระหม่อมว่า ควรปรับปรุงคันกั้นน้ำ ตัดไฟเสียแต่ต้นลมจึงจะสมควรที่สุด"
"ปรับปรุงคันกั้นน้ำจะง่ายดายปานนั้นหรือ? ทุกยุคสมัยมิได้ไม่เคยพยายาม สร้างเขื่อนไปเท่าไรก็พังเท่านั้น?" เสนาบดีโยธารีบสวนตอบ "หรือว่าพวกท่านกรมคลังคิดหาวิธีปรับปรุงได้แล้ว?"
"กระหม่อมอยู่ในราชสำนักมานาน ย่อมนึกไม่ออก ดังนั้นเห็นควรให้รวบรวมความคิดจากทั่วหล้า ร่วมหารือวิธีจัดการน้ำในอี้โจว" เสนาบดีคลังกล่าวเสียงดัง
"รวบรวมความคิดจากทั่วหล้า นั่นก็คือการยอมรับแก่ราษฎรว่า ขุนนางทั่วราชสำนักแม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็จัดการไม่ได้? ท่านจะเอาหน้าขุนนางฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋นไปไว้ที่ไหน?" เสนาบดีกรมพิธีการรีบออกจากแถวค้าน
"ก็เพราะกรมโยธาไร้สามารถเกินไปมิใช่หรือ?" เสนาบดีคลังโต้ตอบ "เงินของกรมคลังมิได้ปลิวมาจากฟ้า บัญชีแคว้นอี้โจวทุกปีขาดดุลตลอด ที่นาดีถูกซัดเสียหายกลายเป็นดินรกร้างหมดสิ้น เช่นนี้สู้ถอยร่นไปอยู่เมืองข้างเคียงยังดีกว่า ช่วยประหยัดเงินให้ราชสำนัก!"
"เหลวไหล! นี่ท่านจะทิ้งเมือง! ขอเพียงมีการริเริ่มแบบอย่างนี้ขึ้น บัณฑิตทั้งแผ่นดินก็จะพากันประณามฝ่าบาท!" เสนาบดีโยธาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ชี้นิ้วด่าเสนาบดีคลังอย่างเผ็ดร้อน "ข้าไม่เชื่อหรอกว่ากรมคลังไม่มีเงิน สงสัยจะถูกท่านยักยอกไปหมดแล้ว!"
"ใต้เท้าเจี่ยงระวังคำพูด! พูดจาต้องมีหลักฐาน!" เสนาบดีคลังตวาดลั่นทันที ตามองเขม็งไปที่เสนาบดีโยธา
"พอได้แล้ว!" บนบัลลังก์มังกร จักรพรรดิเจี้ยนน้ำเสียงหมดความอดทน จากนั้นก็เหลือบมองไปทางคณะองค์ชาย "เฉิงเจ๋อเอ๋ย เจ้าคิดเห็นเช่นไร?"
จักรพรรดิเจี้ยนโปรดปรานองค์ชายรองเป็นพิเศษ เป็นที่รู้กันในหมู่ขุนนาง ทุกครั้งที่มีการถวายฎีกาทำนองนี้ ก็จะถามองค์ชายรองเป็นพิเศษ เหมือนตั้งใจขัดเกลาให้โอกาสเขาแสดงตัว
จึงไม่น่าแปลกที่ขุนนางใหญ่หลายคนรู้สึกว่าองค์ชายรองคือผู้สืบบัลลังก์ที่จักรพรรดิเจี้ยนหมายมั่น องค์รัชทายาทในตอนนี้ก็แค่หินลับมีดให้องค์ชายรองเท่านั้น หากเทียบตามประวัติศาสตร์ราชวงศ์เจี้ยนอัน องค์รัชทายาทที่ถูกปลดมีมากเกินไป เมื่อถูกปลดแล้วก็ยากจะได้รับใช้ใกล้ชิดอีก
ทว่าเซี่ยเฉิงเจ๋อผู้อ่านงานประพันธ์ต้นฉบับแล้วรู้ว่า ความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นแค่ขี้หมา
จักรพรรดิเจี้ยนแม้โปรดปรานตามใจตน แต่องค์รัชทายาทกลับเป็นของเซี่ยจิ่นอวี้อย่างไม่สั่นคลอน เหตุที่ทุกครั้งให้ตนตอบก่อน ก็เพราะทรงทราบว่าองค์รัชทายาทจะตอบได้ดีกว่า เมื่อเทียบกันแล้ว องค์รัชทายาทย่อมเหนือกว่า!
อีกทั้งยังทำให้ขุนนางฝ่ายภักดีต่อฮ่องเต้จงรักภักดีต่อองค์รัชทายาทมากขึ้นและออกมาแทนที่อย่างไม่เป็นธรรม เรียกได้ว่าเป็นการกลั่นกรองเพิ่มความภักดี!
จักรพรรดิเจี้ยนแม้ไม่นับว่าเป็นกษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องชั่วรุ่น ไม่อาจทำคุณูปการโดดเด่นใดเพื่อราษฎร แต่โชคดีที่เชี่ยวชาญวิถีแห่งจักรพรรดิ ถ่วงดุลขุนนางในราชสำนักได้มั่นคงมาก ที่สำคัญยังขัดเกลาผู้สืบทอดที่เพรียบพร้อมไว้ให้ราษฎรอีกต่างหาก หินลับมีดนั่น ก็คือเซี่ยเฉิงเจ๋อมินใช่หรือ?
คิดจะใช้เขาเป็นบันไดให้องค์รัชทายาท?
หินลับมีดขอประท้วง!
เซี่ยเฉิงเจ๋อสะบัดหน้าปุเลี่ยน ทำสีหน้าไร้เดียงสาพลางตอบ "ไม่รู้สิ ให้องค์รัชทายาทตอบเถอะ! เขาต้องรู้แน่!"
เซี่ยจิ่นอวี้ที่ถูกเดาใจไม่ทันตั้งตัว: ???