. 【เรื่องนี้มีเส้นเรื่องความรักของตัวละครหญิงรองเล็กน้อย ไม่ได้ลงรายละเอียดมาก】
【เหล่าผู้อ่านทั้งหลาย จุดเช็คอินเพื่อความร่ำรวย ยินดีต้อนรับเพิ่มเข้าชั้นหนังสือนะครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ~】
【มีมนุษย์อสูรขึ้นโต๊ะมาสามตัวแล้ว ตามอ่านได้เลยนะครับ อย่าเก็บดองไว้เลย ได้ไหม~ ขอร้อง~】
.
ลู่หลิงถูกปลุกด้วยจูบ
กลิ่นสัตว์ป่าและเลือดที่รุนแรงของชายหนุ่มทะลักเข้าจมูก ครอบงำประสาทสัมผัสทั้งหมดของนางอย่างอหังการ
เขาจูบดุดันและล้ำลึกราวกับจะฉีกกระชากนางกินเข้าไปในท้อง
ลมหายใจเสียจังหวะไปหมด เพราะเขาจูบแรงเกินไป
ลู่หลิงยกมือตบไหล่เขา แต่กลับถูกชายหนุ่มจับข้อมือทั้งสองข้างด้วยมือเดียว แล้วกดไว้เหนือศีรษะ
ริมฝีปากและลิ้นถูกพิชิตโดยสิ้นเชิง นางรู้สึกถึงรสชาติของเขาเต็มปาก อีกมือหนึ่งรัดเอวนางไว้แน่น ไม่ยอมให้นางถอยแม้แต่น้อย
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ลู่หลิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย ชายหนุ่มที่อยู่บนตัวถึงยอมปล่อยอย่างเสียดาย
ปากถูไถจนหนังถลอก
เกือบถูกจูบตายแล้ว!
ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เจอผู้หญิงมานานแค่ไหนแล้ว?
นางหอบหายใจแรง สายตาค่อยๆ โฟกัสชัดเจน
ชายหนุ่มผมขาวหางหมาป่า ดวงตาสีทองเข้ม ใบหน้าคมคายสง่างาม สะกดสายตาตั้งแต่แรกเห็น
หูสัตว์สีขาวคู่หนึ่งบนหัวมีสีชมพูจาง ๆ
เขาคือมนุษย์กลายพันธุ์อสูร
ดวงตาสีทองเข้มคู่นั้นหมุนวนดุจวงเวทย์ แววตาหม่นหมองเต็มไปด้วยความยึดติดลึกซึ้ง เขายกมือขึ้นสั่นเทา ลูบไล้แก้มของลู่หลิงเบา ๆ
“เจ้างดงามเหลือเกิน”
นางไม่รู้ว่าเหตุใดมนุษย์อสูรผู้นี้จึงพูดเช่นนั้น
ก่อนวันสิ้นโลก ลู่หลิงงดงามจริง แต่ตอนนี้นางไม่อาจนับว่างดงามได้เลย
ลู่หลิงกวาดสายตามองรอบตัว ในระยะห้าสิบเมตรจากพงหญ้าไม่มีวิญญาณประหลาดซ่อนตัวอยู่เลย มีเพียงเงาดำที่เคลื่อนไหวบิดเบี้ยวอยู่ไกลๆ ราวกับจะกระโจนเข้ามากลืนกินนางได้ทุกเมื่อ
พลังพิเศษของมนุษย์อสูรผู้นี้ต้องแข็งแกร่งมาก ถึงขนาดแผ่สนามพลังกดดันได้กว้างกว่าห้าสิบเมตร ปราศจากวิญญาณประหลาดระดับต่ำมารบกวนโดยสิ้นเชิง
ลู่หลิงกระพริบตา ใช้แก้มคลึงมือของชายหนุ่ม หางตาเอ่อคลอด้วยประกายน้ำตา
“ข้าสวยหรือ?”
ชายหนุ่มหายใจหนักขึ้น อกกระเพื่อมรุนแรง ดวงตาสีทองจับจ้องนางเต็มตา “สวย งดงามเหลือเกิน”
ลู่หลิงถามว่า “เจ้ามีนามว่าอะไร? พลังพิเศษอะไร คะแนนพลังพิเศษเท่าไหร่?”
ชายหนุ่มโอบกอดลู่หลิงเข้ามาในอ้อมอก อดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นของนางเข้าลึกๆ “ฉายาของข้าคือสือเริ่น พลังพิเศษธาตุโลหะกับพรสวรรค์ช่างจักรกล คะแนนพลังพิเศษคือสองแสนเก้าพันห้าร้อย”
ลู่หลิงสูดลมหายใจเย็นวาบ
คะแนนพลังพิเศษสองแสน นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
มิน่าถึงมีสนามพลังกดดันกว้างใหญ่ปานนี้
หน้าตาดี พลังพิเศษสูง แถมยังสนใจนาง
นับว่าโชคดีจริง
ระดับโชคเหนือกว่าผู้ใช้ทั่วประเทศเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์!
ครั้งนี้ ต้องถอนเงินสดให้ได้!
ลู่หลิงปีนขึ้นไปเกยเอวเขา เงยหน้ามองเขา “ข้าลู่หลิง มีประโยชน์นัก เจ้าพาข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
สือเริ่นราวกับเสพติด เอาหน้าคลึงแก้มนาง “ได้ เจ้าอยากไปที่ใด”
ลู่หลิงแสร้งทำเป็นจมอยู่กับความทรงจำอันเจ็บปวด สะอื้นพลางพูดว่า “ที่ใดก็ได้ ที่นี่มันนรก พ่อของข้า… ต้องการส่งข้าเข้าไปในค่ายกลั่นกิน ข้างในมีแต่การทดลองชีวเคมีอันน่าสะพรึง ข้าหวาดกลัวยิ่งนัก…”
สือเริ่นขมวดคิ้ว “ค่ายกลั่นกิน? สถานที่เช่นนั้นไม่ใช่ถูกทำลายไปเมื่อร้อยปีก่อนแล้วหรือ?”
ลู่หลิงงุนงง “อะไรนะ?”
สือเริ่นส่ายหน้า “ข้าพาเจ้าออกไปจากที่นี่ก่อนเถิด”
“ดี”
สือเริ่นอุ้มนางขึ้นกลางลำตัว เมื่อเขายืนขึ้น ลู่หลิงจึงรู้ว่าเขาสูงใหญ่และกำยำมาก สูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตร กล้ามเนื้อมัดแน่น แผ่นหลังกว้าง ทำให้ลู่หลิงที่ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมกอดดูตัวเล็กนิดเดียว
ลู่หลิงแอบถอนหายใจ ช่างอบอุ่นปลอดภัยนัก
ถ้ามนุษย์กลายพันธุ์อสูรผู้นี้กลายเป็นมนุษย์อสูรประจำตัวของนางได้ก็คงดี
เช่นนี้นางก็ไม่ต้องหลบซ่อนวิญญาณประหลาดเหมือนหนูไปตลอดชีวิตอีกแล้ว
ลู่หลิงถูกเขาอุ้มเดินไปพักหนึ่ง ทันใดนั้นสือเริ่นก็หยุดลงใต้ต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่ง
ลู่หลิงเงยหน้า “มีอะไรหรือ มีวิญญาณประหลาดหรือ?”
สือเริ่นลูกกระเดือกขยับ “ไม่ใช่”
ลู่หลิงเต็มไปด้วยความงุนงง
สือเริ่นก้มหน้าลง เปลือกตาสั่นระริกถามนาง “ข้าขอจูบเจ้าอีกครั้งได้หรือไม่ กลิ่นของเจ้า ทำให้ข้าแทบจะทนไม่ไหว”
ลู่หลิงยิ้มบาง “ได้”
จูบดูดดื่มถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
เอวของลู่หลิงถูกสือเริ่นรัดแน่น ท่อนบนถูกกดอัดกับเปลือกไม้ขรุขระอย่างแรง
จูบของสือเริ่นดุดันดั่งสัตว์ป่าล่าเหยื่อ กลิ่นฮอร์โมนที่เข้มข้นปกคลุมไปทั่ว ราวกับอยากจะดูดกลืนลู่หลิงทั้งร่างเข้าไปในกระดูกเลือด
ปากที่ถูกจูบจนหนังถลอกอยู่แล้ว ยามนี้ชาแสบจนไร้ความรู้สึก
จูบที่มนุษย์อสูรมอบให้นางนั้นเจ็บปวด
แต่นางก็อดทนไว้
มนุษย์อสูรผู้นี้สามารถพานางออกจากค่ายกลั่นกินได้ สามารถช่วยนางหลบเลี่ยงวิญญาณประหลาดได้ และบางทีอาจได้ทรัพยากรดำรงชีพจากเขาด้วย
นางอยากมีชีวิตอยู่
นางต้องมีชีวิตอยู่
เมื่อสือเริ่นเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าเลือดซิบออกมาจากมุมปากของลู่หลิงแล้ว
เขาตกใจผลีผลามเข้าไปเลียให้ “เจ้าไม่เป็นไรนะ?”
ลู่หลิงยังคงยิ้ม “ข้าไม่เป็นไร”
ได้จูบกับชายหนุ่มรูปงาม ไม่ขาดทุน
สือเริ่นส่ายหน้า “ขอโทษ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าบาดเจ็บอีกต่อไป”
ลู่หลิงไม่ได้บอบบางถึงเพียงนั้น แต่คำพูดของสือเริ่นทำให้นางรู้สึกดีในใจเหลือเกิน
นางเงยหน้าขึ้น ตบบ่าของสือเริ่น “พวกเราไปกันเถิด”
สือเริ่นพานางเดินเข้าไปในม่านหมอก
ม่านหมอกเช่นนี้ คนธรรมดาและผู้มีพลังพิเศษแต้มต่ำไม่กล้าเข้าไปเด็ดขาด วิญญาณประหลาดรุมเร้า อาวุธลับยากป้องกัน
แต่สือเริ่นดูเหมือนจะไม่มีความกังวลเช่นนั้นเลย
ราวกับเดินอยู่ในที่ไร้ผู้คน
ไม่ใช่
ทันใดนั้น หนวดของวิญญาณประหลาดจากที่ไกลก็พุ่งเข้าโจมตี แตกตัวเป็นเส้นนับพันราวกับเส้นผมที่ละเอียดอ่อน
ร่วงลงมาจากฟ้า ปกคลุมไปทั่ว
ลู่หลิงกำแขนของสือเริ่นแน่น รูม่านตาหดเกร็ง ลมหายใจติดขัด
สือเริ่นจูบหน้าผากนางอย่างปลอบประโลม “อย่ากลัว”
ด้านหลังเขาเกิดเป็นภูเขาเหล็กกล้าที่ประกอบด้วยใบมีดเหล็กขนาดยักษ์ พุ่งออกไปทีละเล่ม หนวดวิญญาณประหลาดพลันไร้ที่ซ่อนตัว
ใบมีดเหล็กหมุนวนราวกับพายุเฮอริเคน ห้อมล้อมและทำลายล้างหมดสิ้น
วิญญาณประหลาดที่แข็งแกร่งเพียงนี้ สือเริ่นไม่จำเป็นต้องตั้งท่ารวบรวมพลังด้วยซ้ำก็สามารถจัดการได้
พลังน่าสะพรึงถึงเพียงนี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงสิ่งของหล่นลงพื้น
น่าจะเป็นหินพลังงานที่ดรอปจากการสังหารวิญญาณประหลาด แต่สือเริ่นกลับไม่หันกลับมามองและเดินต่อไป
ลู่หลิงถามว่า “ไม่เก็บหินพลังงานหรือ?”
สือเริ่นส่ายหน้า “ไม่มีค่าอะไร”
ไม่ได้นะ!
ลู่หลิงคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น “ข้าอยากได้”
สือเริ่นบังคับอุ้งเล็บเงินให้จับหินพลังงานกลับมา แล้วใส่ลงในฝ่ามือของลู่หลิง
หินพลังงานเช่นนี้ ในวันสิ้นโลกมีค่าเทียบเท่าน้ำไม่กี่ขวด
เหมือนกับมีเงินสิบหยวนตกอยู่พื้น สือเริ่นขี้เกียจก้มลงเก็บ
สือเริ่นก้มลงมองเสื้อผ้าที่ลู่หลิงสวมอยู่ บางเบามาก และไม่มีกระเป๋า
เขาพูดเสียงเบา “รอขึ้นรถแล้ว ข้าจะให้หินพลังงานระดับสูงแก่เจ้า ต่อไปนี้ข้าจะสะสมหินพลังงานที่ใช้ทั้งชีวิตก็ใช้ไม่หมดให้เจ้า”
ลู่หลิงมองตาเขา เขาดูไม่เหมือนโกหก นางจึงพยักหน้า แล้วจูบข้างหูเขาเบา ๆ
สือเริ่นรู้สึกว่ามันดีเหลือเกิน อยากจะจูบและกัดนางอีกแล้ว นางราวกับยั่วยวนเขาอยู่ตลอดเวลา
เดินไปกว่าสิบนาที ในที่สุดลู่หลิงก็เห็นโครงร่างขนาดยักษ์สูงสามชั้นในม่านหมอก
เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหน่อย ลู่หลิงถึงได้เห็นชัดเจนว่านี่ไม่ใช่บ้านเลย
แต่เป็นรถบ้านบรรทุกเหมืองแร่ขนาดหนัก
ตัวถังเคลือบสีดำด้านแบบเกราะ พื้นผิวปกคลุมด้วยลวดลายโล่พลังงานโครงสร้างรังผึ้ง แสงสีฟ้าเรืองรองไหลเวียนไปตามร่องอย่างช้าๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ
ยางรถยนต์ยักษ์สิบสองเส้นสูงกว่าตัวของลู่หลิงทั้งตัว พื้นผิวดอกยางสลักด้วยลวดลายเกล็ดที่ปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศ เมื่อบดทับกรวดจะส่งเสียงครางต่ำหนักแน่นกึกก้อง
บนหลังคาติดตั้งเรดาร์พับได้และป้อมปืนป้องกันอัตโนมัติสองกระบอก ปากกระบอกปืนหมุนเล็กน้อย กวาดสแกนสัญญาณแหล่งความร้อนรอบตัวตลอดเวลา
รถทั้งคันจอดอยู่ตรงนั้น ดั่งภูเขาเหล็กกล้าที่เงียบขรึม กดทับจนคนหายใจแทบไม่ออก
ต้องผ่านบันไดพับแบบแขวนขึ้นไป แต่ละขั้นเมื่อเหยียบจะสว่างขึ้นด้วยแถบไฟเซนเซอร์สีฟ้าอ่อนโดยอัตโนมัติ
เข้าไปข้างในแล้ว ลู่หลิงก็ตกตะลึงไปเลย
กว้างขวางโล่งโปร่งและสะอาดเป็นระเบียบเกินกว่าจะจินตนาการได้
ชั้นหนึ่งเป็นครัวเปิดพร้อมห้องอาหาร เคาน์เตอร์ทำอาหารขัดเกลาจากหินออบซิเดียนทั้งแผ่น
ด้านข้างเป็นพื้นที่นั่งเล่น โซฟาขนาดกว้างและอุปกรณ์ฉายภาพโฮโลแกรมครบครัน ถัดเข้าไปอีกมีห้องเก็บสัมภาระและแคปซูลการแพทย์ขนาดเล็ก
ด้านหน้าสุดยังมีห้องควบคุมแบบปิด แผงควบคุมเต็มไปด้วยปุ่มหนาแน่นและจอภาพลอยที่กำลังทำงานอัตโนมัติ
ชั้นสองเป็นพื้นที่นอนเปิดโล่งทั้งชั้น ปูด้วยแผ่นรองนอนเมมโมรีโฟมหนา นุ่มราวกับเดินอยู่บนเมฆ คาดว่าสามารถนอนได้สิบกว่าคนโดยไม่แออัดเลย
ชั้นบนสุดเป็นพื้นที่อาวุธยุทโธปกรณ์และพื้นที่เพาะปลูกกลาง ชั้นเหล็กแขวนอาวุธระยะประชิดและระยะไกลหลากหลายชนิดเต็มไปหมด ข้างๆ รางปลูกยังมีพืชผักสีเขียวขจีเติบโตอีกด้วย
เป็นรถบ้านระดับคฤหาสน์ในวันสิ้นโลกโดยสมบูรณ์
ลู่หลิงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “รถบ้านเป็นของเจ้าหรือ?”
สือเริ่นกล่าวว่า “ตอนนี้เป็นทรัพย์สินของทีมรบเรา เจ้าวางใจใช้ได้ ข้าเป็นหัวหน้าทีม”
สือเริ่นวางนางลง
ทันทีที่เท้าของลู่หลิงแตะพื้น ความเจ็บปวดเสียดแปลบก็พุ่งขึ้นมา
ฝ่าเท้าของนางถูกหนามแหลมตำจนเละเป็นแผล น้ำโคลนซึมเข้าไปในบาดแผลตั้งแต่แรกแล้ว ปนด้วยเลือดและเศษดินทราย มองดูแล้วน่าสะพรึงกลัว
นัยน์ตาของสือเริ่นอ่อนโยนและเจ็บปวด “ทีมเรามีสมาชิกสายรักษา แต่ครั้งนี้เป็นภารกิจเล็ก เขาไม่ได้มาร่วมด้วย ข้าจะช่วยเจ้าทำแผลเบื้องต้นก่อน”
เขาหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาด อ่างน้ำ และน้ำทั้งหมดมา นั่งยองลง ท่วงท่าเบามืออย่างไม่น่าเชื่อ ใช้น้ำสะอาดชะล้างบาดแผล ค่อยๆ ขจัดเศษโคลนและเศษกรวดออก แล้วทายาผงห้ามเลือดอย่างระมัดระวัง พันผ้ากอซระบายอากาศ
เท้าทั้งสองข้างถูกพันเป็นมัมมี่ขาวกลมตุ๊ก
สือเริ่นหาฟิล์มถนอมอาหารออกมาม้วนหนึ่ง พันรอบผ้ากอซอย่างระมัดระวัง หุ้มไว้แน่นหนา
เขาเงยหน้ามองนาง “เช่นนี้เจ้าก็อาบน้ำได้แล้ว”
ลู่หลิงนิ่งงัน “ข้าอาบน้ำได้ด้วยหรือ?”
สือเริ่นรีบพูดทันที “ได้สิ เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้ามิได้รับเกียจว่าเจ้าสกปรก ข้าเป็นห่วงว่าเจ้าจะไม่สบายตัว”
คราบโคลนบนตัวนางทำให้นางไม่สบายตัวอย่างแท้จริง แต่ว่าในวันสิ้นโลกจะมีแหล่งน้ำสะอาดได้อย่างไร แค่ดื่มสักอึกยังฟุ่มเฟือย แล้วนับประสาอะไรกับการอาบน้ำ
วินาทีที่ถูกผลักเข้าห้องอาบน้ำ นางรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่
น้ำร้อนพุ่งออกจากฝักบัว ไอน้ำกรุ่น
ลู่หลิงปิดฝักบัว ยืนหน้ากระจก
นางตกใจสุดขีด
ตัวเองในกระจกทั้งแปลกตาและคุ้นเคย ใบหน้านี้ มันคือใบหน้าของนางเองก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึงชัดๆ ผิวขาวสะอาด ริมฝีปากแดงระเรื่อ แม้แต่เส้นผมก็ไม่ได้แห้งกรังเป็นแผ่น กลับนุ่มสลวยทิ้งตัวอยู่บนบ่า
นางทะลุมิติกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนหรือ?
หางตาเหลือบเห็นในตู้กระจกมีนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ของใครบางคนทำตกไว้ ลู่หลิงคว้ามาเปิด กดไปที่ช่องแสดงปีและวันที่
ซี้ด——
ไม่ใช่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่นี่คือโลกในอีกร้อยปีข้างหน้า
ทันใดนั้น ด้านนอกประตูก็มีเสียงดังขึ้น
“กลิ่นนี้ ในรถมีสตรีหรือ?”
นี่เป็นเสียงของชายแปลกหน้า น่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีมของสือเริ่น
สือเริ่นตอบเขา “ใช่”
“เจ้าพบสตรีผู้รับช่วงแล้วหรือ? ในที่สุดพวกเราก็ไม่ต้องฉีดยาสลบอีกแล้ว? พวกเรากำลังจะมีสตรีแล้วหรือ?”
สือเริ่นกล่าวว่า “นางมิใช่ผู้รับช่วง นางคือผู้ฝึกสัตว์”
“หมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดจะจับคู่ผูกพันกับผู้ฝึกสัตว์หรือ?”
สือเริ่นกล่าวว่า “ใช่”
“ผู้ฝึกสัตว์สามารถควบคุมจิตใจเราโดยตรงได้นะ เมื่อพลังจิตของนางแข็งแกร่งขึ้น ถึงขั้นสั่งให้เราไปตายก็ยังได้ เจ้าจะมอบชีวิตให้แก่นางหรือ?”
สือเริ่นกล่าวว่า “ขอเพียงได้เป็นมนุษย์อสูรของนาง ข้ายินดีทุกอย่าง”
“หัวหน้า ข้าว่าเจ้าถูกช่วงติดสัดทำให้มึนเมาแล้ว เจ้าต้องมาฉีดยาสลบสักเข็มหนึ่ง”
สือเริ่นกล่าวว่า “ข้าฉีดยาสลบไปแล้ว แต่มันไม่ได้ผล นางดึงดูดข้าอยู่ตลอดเวลา”