เกาหลินซีรีบพูดแก้ตัวทันที ราวกับยิ่งพูดยิ่งพิรุธ “ใช่ครับคุณฉิน พวกเรายินดีต้อนรับคุณมากจริง ๆ ไม่เคยนินทาคุณลับหลังเลยสักนิด การที่คุณมาที่นี่ถือเป็นเกียรติของพวกเรามาก!”
เสิ่นซิงหยวนที่อยู่ข้าง ๆ ยกมือกุมหน้าผาก จบเห่แล้ว จบเห่แน่ ๆ
ฉินกวนหลานอุ้มเซี่ยซวี่นั่งลง ก่อนจะปรายตามองไปทางนั้น ท่ามกลางความเงียบงันที่เกาหลินซีไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เขากำลังจะพูดประโยคที่ติดปากตามนิสัยเดิมว่า “อยากตายหรือไง?”
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อหน้าเซี่ยซวี่ และรักษารอยยิ้มเอาไว้ตลอดเวลา พวกเขาก็เห็นสีหน้าของฉินกวนหลานพลันสดใสขึ้น จากที่ควรจะโกรธกลับยิ้มออกมา “รู้ว่าเป็นเกียรติก็ดีแล้ว”
วิกฤตคลี่คลายไปอย่างเงียบเชียบ
แม้รอยยิ้มจะดูฝืน ๆ แถมยังชวนให้รู้สึกเย็นวาบอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนนิสัยเขาจะไม่ได้แย่อย่างที่คนข้างนอกพูดนี่นา
เกาหลินซีถอนหายใจโล่งอก
เซี่ยซวี่อยากไปนั่งที่ว่างข้าง ๆ เธอแทบจะปีนไปถึงแล้ว ฉินกวนหลานก็จับเด็กน้อยที่อยู่นิ่งไม่เป็นเอาไว้ “เป็นอะไรไป?”
เขาก้มหน้ามอง ดวงตาและคิ้วอ่อนโยน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทะนุถนอมอย่างระมัดระวัง จนทุกคนหันมามองอย่างอดไม่ได้
เธอชี้ไปยังที่นั่งว่าง
รอยยิ้มของฉินกวนหลานคราวนี้ต่างจากเมื่อครู่ เขายิ้มอย่างจริงใจ แต่แฝงความจงใจเอาไว้ “ซวี่ซวี่หมายถึงมีที่นั่งเกินมาใช่ไหม ได้สิ เดี๋ยวฉันให้พวกเขาเก็บออก”
เซี่ยซวี่ถลึงตาใส่เขา “หนูจะนั่งตรงนั้น”
“ไม่ได้” ฉินกวนหลานปฏิเสธเธออย่างมีเหตุผล “เด็กออกมาข้างนอกจะนั่งคนเดียวไม่ได้ เดี๋ยวถูกคนลักพาตัวไป ถึงพวกเขาจะรู้จักฉันก็เถอะ แต่พอจะลักพาตัวเด็กขึ้นมาแล้วก็ไม่เห็นหัวญาติพี่น้องกันหรอก”
