ฝีเท้าที่ก้าวออกไปชะงักลง
เขากัดปลายลิ้นเบา ๆ บังคับตัวเองให้สงบลง
“ฝ่าบาท” เขาเรียกนาง น้ำเสียงอ่อนหวานขึ้นมาก จากนั้นจึงมายืนข้างเตียง ใบหน้ายังแต้มรอยยิ้ม “เพิ่งเที่ยง ฝ่าบาทก็จะบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เขาไม่ไปหรือไง?
คนปกติในเวลาแบบนี้ไม่ควรรู้จักกาลเทศะแล้วจากไปหรอกหรือ?
เซี่ยซวี่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
หากเซี่ยซวี่มองเขาสักครั้ง ก็คงเห็นว่าสายตาของเขาจับจ้องนางไม่คลาด แม้แต่ระยะห่างก็ยังพอดิบพอดี เขาไม่ได้คิดจะรบกวนนางนอน เพียงแต่เมื่อเปลี่ยนใจแล้ว ก็มีบางเรื่องที่ควรบอกนาง
“อีกสามวันจะมีการสอบหน้าพระที่นั่ง ฝ่าบาทจะเสด็จไปหรือไม่? หากไม่เสด็จก็ไม่เป็นไร กระหม่อมจะเป็นผู้จัดการให้เรียบร้อยเอง”
เขายังไม่ลืมเหยียบย่ำผู้อื่นซ้ำอีกด้วย “มีคนรุ่นใหม่เข้ามาบ้างก็ดีเหมือนกัน คนในราชสำนักพวกนั้นเจ้าเล่ห์เพทุบาย ต้องอบรมให้ดี กระหม่อมจะช่วยฝ่าบาทอย่างสุดความสามารถ”
ราวกับเมื่อไม่กี่วันก่อน คนที่เอ่ยชมพวกเขาต่อหน้านางไม่ใช่เขาอย่างไรอย่างนั้น
ดังที่เขาว่า เซี่ยซวี่ย่อมไม่ทำให้ตัวเองลำบากอยู่แล้ว เป็นไปตามที่ทุกคนคาดคิด จักรพรรดินีไม่ได้เสด็จไป
ความอยากรู้อยากเห็นและความรู้สึกเสียดายที่จักรพรรดินีไม่เอาไหนของทุกคนถูกกาลเวลาชะล้างไปนานแล้ว พวกเขาจึงชินชากันไปหมด สิ่งเดียวที่ทำให้สงสัยคือช่วงนี้อ๋องผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปหาจักรพรรดินีบ่อยครั้ง
ขณะเดียวกัน หน่วยองครักษ์ลับของเขาก็ถูกส่งไปประจำข้างจักรพรรดินีด้วย
นี่คือการจับตาดูหรือ? ดูแล้วไม่น่าใช่
หรือจะใช้ประโยชน์จากนาง? จักรพรรดินีมีอะไรให้ใช้ประโยชน์ได้กัน
ถ้าอย่างนั้นคงไม่ใช่การคุ้มครองหรอกกระมัง
ทุกคนคิดแล้วคิดอีกก็ยังไม่เข้าใจ จึงทำได้เพียงตั้งใจดูการสอบหน้าพระที่นั่ง เผื่อจะชักชวนคนมีความสามารถมาได้บ้าง
