รุ่งเช้าวันถัดมา หยวนเหิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนกร้องแผ่วเบานอกหน้าต่าง
เมื่อลืมตาขึ้น แสงอรุณอ่อน ๆ ทำให้นางรู้สึกพร่าเลือนไปชั่วขณะ นอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อย ๆ นึกออกว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใด
สาวใช้ชื่ออาจู่รออยู่ด้านนอกก่อนแล้ว พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็เปิดประตูเข้ามาอย่างเบามือเบาเท้า พลางยิ้มถามว่า “เมื่อคืนคุณหนูหลับสบายหรือไม่เจ้าคะ?” ก่อนช่วยประคองนางลุกขึ้นแต่งตัวและล้างหน้า
หยวนเหิงตอบรับว่า “สบายดี”
วันนี้ต้องไปสำนักศึกษาตระกูล เฉียวซิ่วจึงสั่งให้คนเตรียมเสื้อผ้าไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
เป็นกระโปรงหรูฉวินแขนกว้าง พื้นสีขาวจันทร์แต่งขอบสีเขียวอ่อน เนื้อผ้านุ่มบางเบา
อาจู่ช่วยหวีผมให้นาง ปักปิ่นเล็ก ๆ ไว้บนเรือนผม แล้วสวมของที่ช่วยค้ำชะตาเหล่านั้นให้เรียบร้อย
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ อาจู่ถอยไปหนึ่งก้าว มองพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ “วันนี้คุณหนูดูมีสีหน้าสดใสขึ้นมากเจ้าค่ะ ดูกระปรี้กระเปร่ากว่าเดิมด้วย”
หยวนเหิงมองตัวเองในกระจกทองแดง
เด็กสาวในกระจกมีคิ้วตาสงบนิ่ง สีหน้ามีเลือดฝาดกว่าคืนก่อนอยู่หลายส่วน คงเพราะได้นอนหลับสนิทตลอดคืน
นางพยักหน้า กินอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ จากนั้นอาจู่ก็ยื่นถุงผ้าใบหนึ่งให้ ซึ่งหนักไม่ใช่น้อย
แต่ใครจะคิดว่า ทันทีที่นางถือถุงผ้าก้าวพ้นประตูเรือน ก็เห็นมู่หรงหลิงยืนรออยู่ด้านนอกแล้ว
วันนี้เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีฟ้าครามหลังฝนตก ยังคงแต่งกายเรียบง่าย ยืนอยู่ใต้เงาไผ่ รูปร่างสง่างามมั่นคงดุจต้นสน
ไม่รู้ว่าเขามายืนรอที่นี่นานเท่าใดแล้ว
หยวนเหิงเดินเข้าไปหา ไม่ได้คำนับ เพียงเอ่ยเรียกตามปกติว่า “ซื่อจื่อ”
มู่หรงหลิงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้ายังคงเรียบเฉย น้ำเสียงก็เป็นปกติ “ไปกันเถอะ สำนักศึกษาอยู่ห่างไปสองถนน นั่งรถม้าครู่เดียวก็ถึง”
พูดจบเขาก็ยื่นมือออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
หยวนเหิงมองฝ่ามือที่แบออกตรงหน้าแล้วชะงักไปชั่วขณะ
มู่หรงหลิงเห็นนางนิ่งงัน ใบหูพลันร้อนวูบขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ทว่าสีหน้ายังไม่เปลี่ยน เขาอธิบายอย่างสุขุมว่า “สำนักศึกษามีกฎเข้มงวด ไม่อนุญาตให้นักเรียนนำเด็กติดตามไปด้วย ถุงผ้าของเจ้าค่อนข้างหนัก ส่งมาให้ข้าถือเถิด”
