บทที่ 4 สามีดีเหลือเกิน
เวินหลีหัวหมุนกับตารางงานและพรีเซนเทชั่น เธอขยุ้มผมตัวเองจนยุ่งเหยิง อยากจะคลั่งแล้วทุบคอมพิวเตอร์ทิ้งเสียเหลือเกิน
คีย์ลัดที่เพิ่งหามาแป๊บเดียวก็ลืมไปแล้ว นี่เธอแก่ก่อนวัยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไง
เสียงแจ้งเตือนจากแอปแชทดังขึ้นหลายครั้งติด ๆ กัน
ใครกัน เธอยุ่งจะตายยังมารบกวนอีก
เวินหลีเปิดข้อความอย่างหงุดหงิด เตรียมพร้อมจะระบายอารมณ์ใส่ใครไม่เลือกหน้า แต่แล้วก็เห็นว่าแฟนหนุ่ม AI ของเธอส่งไฟล์มาให้หลายไฟล์
รายงานที่เธอต้องการ เขาทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว พรีเซนเทชั่นก็ชัดเจนอ่านง่าย เนื้อหามีสาระ มุมมองของแผนงานก็ดีมาก เธออ่านแล้วตาลุกวาว
สรุปคือ ฝีมือเหนือกว่าความสามารถในการทำงานของเธอหลายระดับเลยทีเดียว
เวินหลีกอดมือถือแล้วหลบเข้าไปในห้องน้ำ
ฉีโหย่วฉือหลี:【ฮือ ๆๆๆ สามีดีเหลือเกินน้า คุณใส่อะไรลงไปในไฟล์ ทำไมฉันอ่านแล้วตาชื้น ๆ อะ?】
โป๋ยวี้ชวนปิดคอมพิวเตอร์เตรียมจะพักผ่อน ได้เห็นข้อความของเธอก็อดตอบกลับไม่ได้:【รู้สึกไม่สบายตาหรือ?】
เวินหลีเอามือปิดปากยิ้มเขินคนเดียว
แหม ๆ แฟน AI จอมซื่อ ไม่เข้าใจมุกในโลกออนไลน์เลยนะ
แต่ความห่วงใยแบบซื่อ ๆ ของเขาทำให้หัวใจเธออบอุ่น
วินาทีต่อมา ก็มีรูปเซลฟี่ส่งมา
เด็กสาวนั่งอยู่ในห้องเล็ก ๆ หน้าต่างมีแสงแดดอบอุ่นสาดส่องเข้ามา ทำให้เส้นผมของเธอเป็นประกายสีทองอ่อน
ผิวเธอขาวเนียนละเอียด เปียถูกขยุ้มจนยุ่งเหยิง กิ๊บรูปแตงโมติดอยู่เอียง ๆ
ดวงตากลมรีสุกใส แต่เปลือกตาบวมแดงเหมือนเพิ่งร้องไห้มา ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มสดใส ลักยิ้มเล็ก ๆ ทั้งสองข้างหวานจนใจละลาย
โป๋ยวี้ชวนหยุดหายใจ หัวใจราวกับถูกกระแทก
สมองเต็มไปด้วยคำสองคำ: น่ารัก
ฉีโหย่วฉือหลี:【ตาฉันไม่มีอะไรนะคะ~ ที่บอกว่าตาชื้น ๆ หมายความว่าฉันซึ้งใจมาก ๆ ต่างหากล่ะ(ฅ´ωฅ)】
โป๋ยวี้ชวนยกกำปั้นขึ้นแนบไว้ที่ริมฝีปาก แกล้งหยอกเธอกลับไป:【แล้วไงไม่เห็นว่าเป็นผู้ชายอกตัญญูจิตใจดำอีกแล้วล่ะ?】
เวินหลีอายนิดหน่อย รีบแสดงความจงรักภักดีทันใด
ฉีโหย่วฉือหลี:【ฉันขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ สามีคะ ฉันยอมให้ตลอดไปเลย คุณไม่ใช่ผู้ชายใจดำเลยสักนิด คุณเป็นคนดีมาก ๆ เลย!】
【สติกเกอร์แมวยกนิ้วโป้ง.jpg】
โป๋ยวี้ชวนยกมือกุมขมับ สีหน้าเอือมระอา
อาจเป็นเพราะเขาอายุมากแล้ว บางครั้งก็ตามสไตล์การพูดกระโดดไปมาของเธอไม่ทัน
【ฉันกลับไปทำงานแล้วนะคะ ตอนเย็นจะมาคุยด้วยอีก~】
โป๋ยวี้ชวนตอบกลับไปว่า:【อืม】
ปิดมือถือลง หวนนึกถึงเมื่อครึ่งปีก่อน วันที่พวกเขาจดทะเบียนสมรส
ตอนออกมาจากสำนักงานทะเบียน เมืองหลวงหิมะตกหนัก เด็กสาวยื่นมือออกมารับเกล็ดหิมะ เส้นผมของเธอมีสีขาวโพลนปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่งในไม่ช้า
โป๋ยวี้ชวนถอดเสื้อคลุมยาวสีดำออก แล้วยกขึ้นบังไว้เหนือศีรษะเธอ
เขาสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร เสื้อนอกสำหรับเธอนั้นใหญ่เกินไป ราวกับกระสอบผ้าใบขนาดใหญ่ ครอบคลุมร่างเล็ก ๆ ของเธอไว้จนมิด
โป๋ยวี้ชวนรับโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ขณะที่ตอบกลับอีกฝั่ง เขาหันไปมองเธอแวบหนึ่ง
เด็กสาวยืนคอยอย่างเรียบร้อย ณ ที่เดิม ดวงตาเป็นประกาย แก้มระเรื่อเล็กน้อย ดูอ่อนหวานนุ่มนวล
ไม่รู้ทำไม โป๋ยวี้ชวนรู้สึกคอแห้งผากเล็กน้อย
เขายกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว แล้วปัดหิมะที่ตกค้างบนบ่าของเธอออก
“ฉันไปส่งเธอกลับบ้าน”
เวินหลีตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ “กลับ... บ้านไหนคะ?”
โป๋ยวี้ชวนเก็บมือถือกลับใส่กระเป๋ากางเกง ดวงตาเผยรอยยิ้มบาง ๆ “แน่นอน กลับบ้านของเรายังไงล่ะ”
ความประทับใจแรกที่เขามีต่อเวินหลีก็คือ ว่านอนสอนง่าย อ่อนหวาน นุ่มนวล
ถึงจะเป็นแค่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ที่ไร้ความรู้สึก แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจเธอ
วันนี้ เขาได้เพิ่มป้ายแสดงความประทับใจใหม่ให้กับเธอ: พูดจาแปลกแหวกแนว ร่าเริงมีชีวิตชีวา และก็น่ารักใช้ได้อยู่
……
เวินหลีกลับออกมาจากห้องน้ำ ก็เจอกับหัวหน้ากลุ่มย่อย
“เธอหนีไปแอบอู้อยู่ในห้องน้ำอีกแล้วใช่ไหม? วันนี้ทุกคนล้วนทำงานล่วงเวลากันยกใหญ่เพื่อเร่งงานให้เสร็จ ฉันจะดูสิว่าเมื่อไรเธอจะเสร็จสักที ก่อนพรุ่งนี้ถ้ายังเอาออกมาไม่ได้ เธอก็เก็บของออกไปเลย!”
“หัวหน้าคะ หนูทำเสร็จหมดแล้วค่ะ”
“แล้วแผนงานก็เขียนแล้ว?”
เวินหลีพยักหน้า "ค่ะ เขียนเสร็จแล้ว"
“พอดีฉันกับผู้จัดการจะไปประชุมพอดี เธอพกแผนงานของเธอตามฉันมา”
เวินหลีกอดคอมพิวเตอร์พกพาเดินตามหลังหัวหน้ากลุ่มเข้าไปในห้องประชุมใหญ่
คนนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดคือพี่ชายใหญ่เวินหุยโจว
การประชุมระดับนี้ พนักงานชั้นผู้น้อยอย่างเธอไม่มีที่นั่ง ได้แต่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ
ระหว่างการประชุมจนผ่านไปครึ่งค่อน ซูจือจือขยับตัวเล็กน้อย พึมพัมบ่นว่าเมื่อยขาจัง
“เดี๋ยวก่อน” เวินหุยโจวขัดในขณะที่ผู้จัดการกำลังรายงานงานอยู่ แล้วสั่งการเลขาว่า “ไปเอาเก้าอี้มาให้เธอ”
เลขาต่างก็ตกตะลึงหมด
เธอยืนอยู่ตั้งนาน ทั้งยังต้องจดบันทึกการประชุมอย่างเหนื่อยยาก เธอยังไม่มีเก้าอี้นั่งเลยด้วยซ้ำ
ซูจือจือเป็นแค่เลขาผู้ช่วยเล็ก ๆ คนเดียว อาศัยอะไรถึงได้มีเก้าอี้นั่ง แล้วยังสั่งให้เธอไปขนให้อีก?
นี่มันฟ้าฝนไม่เป็นใจเอาเสียเลย!
เลขายกเก้าอี้มาอย่างไม่เต็มใจ ซูจือจือไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย นั่งลงบนเก้าอี้ทันที
เธอเชิดคางขึ้น สายตากวาดมองทุกคนในที่ประชุม แววตาเจือไว้ด้วยความยโสเล็กน้อย
เวินหลีตอนเที่ยงไม่ได้กินข้าว กินแค่ข้าวปั้นลูกเล็ก ๆ เท่านั้น โดยปกติก็หิวจะตายอยู่แล้ว ยังต้องยืนกอดคอมพิวเตอร์พกพาที่นี่ตั้งนาน จึงเริ่มมึนหัวตาลาย ร่างกายโยกเยกเล็กน้อย
สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาที่ตน เวินหลีรีบยืดตัวตรง ไม่กล้าทำท่าทีอิดโรยแม้แต่น้อย
เธอแอบกลอกตาชำเลืองดูข้างบนนิดหน่อย กลับกลายเป็นว่าสบตากับเวินหุยโจวเข้าอย่างจัง
แม่เจ้า เห็นผีแล้ว!
เวินหุยโจวเห็นรองเท้าส้นสูงที่เท้าของเธอ กำลังคิดว่า จะเอาเก้าอี้ให้เธอสักตัวดีไหม
แต่นางกลับสบตากับเขาแค่เสี้ยววินาทีก็ก้มหน้าหนีไปเสียแล้ว เหมือนเขาเป็นสัตว์ร้ายน่ากลัวอะไรอย่างนั้น
เวินหุยโจวรู้สึกไม่พอใจ ใบหน้าเครียดขึ้น
ในเมื่อนางไม่รู้สึกเหนื่อยเอง ก็ยืนต่อไปแล้วกัน
เวินหุยโจวใช้ปากกาหมึกซึมเคาะโต๊ะ มองไปทางเวินหลี แล้วถามเสียงแข็งว่า "เธอมาจากแผนกไหน? ตำแหน่งอะไร?"
เวินหลียืดตัวตรงให้สง่า "ฉันเป็นพนักงานธรรมดาของฝ่ายการตลาดค่ะ"
เวินหุยโจวถามต่อไปว่า "เธอไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมของบริษัท ใครเป็นคนให้เธอเข้ามา?"
"เสี่ยวเวินจงครับ แผนงานครั้งนี้เธอเป็นคนเขียนขึ้นมา ก็เลยหาโอกาสพาเธอเข้ามาฟังดู ถ้าคุณไม่พอใจ ผมจะให้เธอออกไปเดี๋ยวนี้"
"เดี๋ยวก่อน" เวินหุยโจวหรี่ตามอง "เธอเขียนแผนงานดึงดูดการลงทุนของนิคมอุตสาหกรรมหรือ? เล่ามาฟังดู"
"ได้ค่ะ"
เวินหลีไม่ตื่นเต้น เดินไปด้านหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ
เธอเสียบคอมพิวเตอร์พกพาเข้ากับอุปกรณ์ฉายภาพ แล้วเริ่มอธิบายถึงแผนงานที่แฟนหนุ่ม AI เธอนำเสนอให้
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลหวานใส ออกเสียงชัดเจน อธิบายเนื้อหาในแต่ละเรื่องได้เป็นระเบียบ เรียกความประทับใจอันดีจากบรรดาผู้บริหารระดับสูงที่อยู่ในที่ประชุม
"แผนงานนี้ไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมา คิดไม่ถึงว่าเธอซึ่งเป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานไม่นานจะเขียนแผนงานออกมาได้ดีขนาดนี้"
"ที่สำคัญคือสามารถดึงจุดเด่นกลบจุดด้อยได้ แสดงให้เห็นถึงข้อดีที่เด่นที่สุดของนิคมอุตสาหกรรม ใช้แผนงานนี้เพื่อดึงดูดการลงทุน ผลลัพธ์ย่อมไม่เลวร้ายแน่!"
ในห้องประชุมมีแต่เสียงชื่นชมอย่างต่อเนื่อง
เวินหุยโจวมองมองเวินหลีที่ดูงามสง่าเป็นประกาย อยู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนไม่รู้จักเธอเสียอย่างนั้น
นางไม่ได้เป็นคนโง่เง่าเซ่อซ่า ไม่ถนัดการติดต่อกับผู้คนมาตลอดหรือ? เมื่อไรถึงเก่งกาจได้ขนาดนี้?
ซูจือจือจิกเล็บลงบนฝ่ามือ รอยยิ้มบนหน้าจืดจางไปหลายส่วน
"แผนงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ คงไม่ใช่ขโมยคนอื่นมานะ?"
นางไม่เชื่อดอกว่าไอ้เด็กสาวบ้านนอกที่เติบโตในชนบทอย่างเวินหลีจะเขียนแผนงานดี ๆ แบบนี้ออกมาได้!
แต่น่าเสียดาย ที่คนในที่ประชุมไม่มีใครฟังสิ่งที่นางพูดสักคน
ทุกคนต่างพูดคุยกันถึงแผนงานที่เข้าถึงจุดได้อย่างมีเอกลักษณ์ แต่ก็กว้างไกลถึงภาพรวมนี้
ถ้าใช้แผนการนี้เปิดการประชุมใหญ่เพื่อดึงดูดการลงทุน KPI ของบริษัทในไตรมาสนี้ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกเลย!
การประชุมในครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้เวินหลีได้ออกหน้าเฉิดฉายอย่างยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้บริหารระดับสูงของบริษัททั้งหมดอีกด้วย แถมยังนำมาซึ่งโบนัสหนึ่งหมื่นห้าพันหยวน!
ออกมาจากห้องประชุมแล้ว เวินหลีก็ปัดเป่าความหมองหม่นก่อนหน้านั้นไปจนหมด อารมณ์ดีเป็นที่สุด ขนาดเวลาเดินยังเหมือนมีลมพัดผ่าน
เธอส่งข้อความหาเซี่ยโย่วจู๋เพื่อนสาวคนสนิทว่า【สุดสัปดาห์นี้ว่างไหม? ฉันได้โบนัสแล้ว จะเลี้ยงกินปลาเผานะ(≧∇≦)ノ】
ต้องขอบคุณแฟนหนุ่ม AI ที่เพื่อนสนิทแนะนำมาแท้ ๆ ไม่อย่างนั้นวันนี้เธอคงไม่ราบรื่นเช่นนี้
คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เวินหลีก็อดคิดไม่ได้ว่า เธอควรจะขอบคุณแฟน AI อย่างไรดีนะ?
ตอนที่เวินหลีมาถึงร้านอาหาร เซี่ยโย่วจู๋ก็ยังมาไม่ถึง
เธอถ่ายรูปเซลฟี่ส่งให้ Echo
ฉีโหย่วฉือหลี:【วันนี้แฮปปี้สุด ๆ ต้องขอบคุณสามีที่ช่วยฉันเขียนเนื้อหา ฉันได้โบนัสแล้ว เลี้ยงเพื่อนสาวคนสนิทมากินปลาเผา ถ้าไม่มีหล่อน พวกเราคงไม่มีทางได้รู้จักกัน หล่อนก็นับว่าเป็นแม่สื่อของเราเหมือนกันนะ อิอิ(˶ᵔᵕᵔ˶)】