บรรยากาศเงียบงันดำเนินต่อไปครึ่งนาที เสิ่นจืออี้จิกฝ่ามือตัวเองแน่น กลัวเหลือเกินว่าจะเผยความประหม่าออกมา เธอไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ทั้งยังไม่เคยพูดจาร้ายกาจใส่ใคร จึงอดตื่นเต้นไม่ได้
เซี่ยจั๋ววางตัวเป็นเพียงผู้ชม ไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่ง แค่ชี้แนะพอเป็นพิธี หากผู้หญิงโง่เขลาคนนี้ยังไม่ทำอะไรสักอย่าง เขาคงได้แต่หัวเราะด้วยความโมโห
คนที่รู้สึกผิดมากที่สุดคงเป็นสวีจี้ชิง เขาไม่รู้เรื่องข่าวลือพวกนี้เลย การแก่งแย่งกันระหว่างผู้หญิงมักไม่แสดงออกมาให้เห็นภายนอก
เขาถอนหายใจ น้ำเสียงหนักอึ้ง “เสิ่นจืออี้เป็นศิษย์น้องของผมจริง เธอจบสาขาการแสดงนาฏศิลป์จากวิทยาลัยการละครแห่งเมืองหลวง ระหว่างเรียนก็ร่วมแสดงละครเวทีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังได้รับรางวัล เคยคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันนาฏศิลป์โบราณระดับประเทศ รางวัลใหญ่รางวัลเล็กเธอได้มาหลายครั้ง”
“ที่เธอเข้ามาโรงละครจี้ชิงก็เพราะผมเป็นคนเชิญมา เธอค่อย ๆ ไต่เต้าจากการเต้นหมู่จนได้เต้นเดี่ยว เพียงแต่ก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่นหน่อย เพราะเธอมีความสามารถแบบนั้นอยู่แล้ว”
ยิ่งพูด เขาก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาล “ผมคิดมาตลอดว่าทีมของเราควรมีอิสระและเท่าเทียมกัน ไม่คิดเลยว่าจะมีคนพูดจาเลวร้ายกันแบบนี้ จากนี้ไปโรงละครจี้ชิงจะยกเลิกสัญญากับเฉียวหรูซวง ส่วนคนอื่น ๆ หลังขอโทษแล้วจะพิจารณาลงโทษเบา ๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักเต้นคนอื่น ๆ ต่างก็ก้มหน้า พวกเธอก็แค่คล้อยตามข่าวลือของคนส่วนใหญ่ บางครั้งก็พูดเสริมไปไม่กี่คำ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่คำพูดเหล่านั้นกลับทิ่มแทงใจคนอื่น
ทุกคนมองหน้ากันไปมา พูดอะไรไม่ออก
