ห้องทรงพระอักษร
“พระสนมเหลียงเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
พระสนมเหลียงกระวนกระวายมาตลอดทาง ก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องทรงพระอักษรด้วยความไม่สบายใจ
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
หลังคำนับ นางก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นทุกครั้ง “ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาที่ห้องทรงพระอักษรด้วยเหตุใดหรือเพคะ? ทำเอาหม่อมฉันไม่มีเวลาดูแลน้ำแกงหวานที่กำลังเคี่ยวถวายฝ่าบาทในครัวเล็กเลยเพคะ”
จักรพรรดิผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องบนวางพู่กันในมือลงอย่างเชื่องช้า แล้วทอดพระเนตรนาง “คิดไม่ถึงว่าพระสนมจะยังมีเวลาว่างเคี่ยวน้ำแกงหวานถวายเรา เรานึกว่าเจ้าคงยุ่งจนหัวหมุนเสียอีก”
สีหน้าพระสนมเหลียงแข็งค้าง นางรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ? ต่อให้หม่อมฉันยุ่งเพียงใด ในใจก็ยังคะนึงถึงฝ่าบาทอยู่เสมอเพคะ”
“อย่างนั้นหรือ?” จักรพรรดิทอดพระเนตรนางแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แน่นอนเพคะ” พระสนมเหลียงพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง
ภายในตำหนักเงียบงันลงชั่วครู่
พระสนมเหลียงแทบจะฝืนสีหน้าไว้ไม่อยู่
จักรพรรดิจึงตรัสขึ้นในที่สุด ต่อหน้าพระสนมเหลียง พระองค์รับสั่งถามขันทีอันว่า “พบเบาะแสการเคลื่อนไหวของฉีอ๋องหรือยัง?”
ลมหายใจของพระสนมเหลียงสะดุดไปเล็กน้อย
“กราบทูลฝ่าบาท ยังไม่พบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีอันเดินไปกลางตำหนัก ค้อมกายเล็กน้อยแล้วกราบทูลอย่างนอบน้อม
“ฮึ!”
จักรพรรดิแค่นพระสรวล ก่อนคว้าฎีกาที่วางอยู่ข้างพระหัตถ์แล้วขว้างลงไปอย่างแรง
ฎีกากระแทกร่างพระสนมเหลียงพอดี
นางตกใจจนคุกเข่าลงไปตามสัญชาตญาณ