เธอกำลังจะถูกทีมทิ้ง
“อวิ๋นเหยาจือ เธอก็อย่าโทษพวกเราใจร้ายเลย ใครใช้ให้เธอเป็นคนธรรมดาล่ะ?”
ในรถออฟโร้ดที่ถูกดัดแปลง ชายที่พูดเหลือบมองกระจกหลังไปที่ผู้หญิงซึ่งถูกหนีบอยู่ตรงกลาง
เธอก้มหน้าจนอ่านสีหน้ายาก แต่หยาดน้ำตาเม็ดโตก็หยดลงมาทีละหยด ก่อนจะหายไปบนชุดนอนสีขาวของเธออย่างรวดเร็ว
“ร้องไห้ ร้องไห้ เธอรู้จักแต่ร้องไห้! ถ้าไม่ใช่เพราะเธออยากได้กระโปรงห่วยนั่น พี่ลู่ก็เกือบตายรอบนี้!”
“อย่าพูดแล้ว เสี่ยวหาว”
“พี่ เธอว่าผมผิดตรงไหน? ทุกครั้งที่พี่ลู่บาดเจ็บไม่ใช่เพราะเธอหรอ? ให้ตายสิ นี่มันยุคอวสานแล้ว ยังคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูไฮโซเหมือนก่อนยุคอวสานอีกเหรอ…”
“จังหาว!”
ผู้หญิงที่นั่งอยู่ทางซ้ายของเธอขึ้นเสียงสูงเพื่อห้ามชายหนุ่มทางขวาจากการพูดต่อ
จังหาวส่งเสียงฮึดด้วยความหงุดหงิด จากนั้นก็หยุดมองผู้หญิงที่ร้องไห้ไม่หยุดข้างๆ หันไปมองทะเลทรายโล่งนอกหน้าต่าง กว้างไกลไร้เงาซอมบี้
เชอะ ขับรถมาตั้งห้าหกชั่วโมงแล้ว แค่การทิ้งคน พวกเขายังหาที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยให้เธอเลย
จังฉินหยิบกระดาษทิชชู่ออกจากมิติส่งให้อวิ๋นเหยาจือ จริงๆแล้วตั้งแต่ต้นเธอก็ไม่ชอบอวิ๋นเหยาจือ
ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีพลังพิเศษ แต่ในฐานะคนธรรมดา ไม่พยายามก็แล้วไป ยุคอวสานแล้วยังอ่อนแอเอาอกเอาใจขนาดนี้ แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับพวกเขาที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในยุคอวสาน
ทุกครั้งที่ภารกิจจบลง ลู่โจวจะใช้ผลึกคริสตัลกว่าครึ่งไปแลกของใช้ส่วนตัวต่างๆ ครีมบำรุง จากนั้นก็จ่ายค่าน้ำให้ผู้มีพลังน้ำล่วงหน้าเป็นเดือน เพราะอวิ๋นเหยาจือแทบจะอาบน้ำทุกวัน ในสภาพแบบนี้ ของใช้พวกนี้ก็เลยหมดไวมาก
ผ่านมาสองปีในยุคอวสาน ลู่โจวที่เป็นหัวหน้าทีมของพวกเขา ระดับพลังพิเศษขึ้นช้า ตอนนี้ยังหยุดอยู่ที่ระดับสาม
ทีมของพวกเขาก็ตกลงจากทีมระดับท็อปมาเป็นระดับกลาง
อวิ๋นเหยาจือรู้สึกแค่ว่าไม่ยุติธรรมและก็โกรธนิดหน่อย ด้วยบุคลิกที่น้ำตาไหลง่ายของเธอ ถึงไม่อยากร้องไห้ก็ควบคุมไม่ให้หยาดน้ำตาหยดลงมาทีละหยดไม่ได้
เธอเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยได้อาทิตย์เดียว ก็เกิดการระบาดของไวรัสซอมบี้ ส่วนลู่โจวเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของเธอ ชอบเธอมาตลอด สอบเข้ามหาวิทยาลัยกีฬาข้างๆของเธอ
วันแรก พี่สาวเธอโทรมาบอกให้เธออยู่ในหอพักดีๆ รอพี่สาวขับรถจากเมืองซีมารับ คืนนั้นรูมเมทสามคนเริ่มเป็นไข้
วันที่สอง รูมเมททั้งหมดตื่นพลังพิเศษ อยากรีบออกจากมหาวิทยาลัยก่อนที่มันจะกลายเป็นพื้นที่อันตราย พวกเธอชวนอวิ๋นเหยาจือไปด้วย แต่เธอปฏิเสธ
วันที่สาม มหาวิทยาลัยกลายเป็นพื้นที่อันตรายเต็มที่ โชคดีที่มือถือยังมีสัญญาณ เธอได้รับสายของพี่สาว รู้ว่าพี่สาวตื่นพลังลม เธอดีใจมาก เธอรู้อยู่แล้วว่าพี่สาวเธอเก่งที่สุด!
วันที่สี่ เธอกินขนมที่รูมเมททิ้งไว้ให้ในหอ รอพี่สาวมารับ
วันที่ห้า เธอกินมันฝรั่งทอดแผ่นในหอ ดูซีรีส์ที่โหลดไว้ในแท็บเล็ต ทันใดนั้น ประตูหอถูกเคาะอย่างรุนแรง เธอมองผ่านช่องตาแมว เห็นลู่โจวที่เปื้อนเลือดทั่วตัวมาหาเธอ
เธอให้ลู่โจวพักอยู่ในหอแบบนี้ เขาตื่นพลังสายฟ้า กลางวันเขาออกไปหาของ
เขาก็ให้เธออยู่ในหอดีๆ รอเขา นอกจากเขาหรือพี่สาวมาเคาะประตู ไม่ว่าใครมาก็ห้ามเปิด
แบบนี้ เธอกับเขาใช้ชีวิตในหอได้ครึ่งเดือน สัญญาณที่ขาดๆหายๆก็ดับสนิท เธอขาดการติดต่อกับพี่สาว
ใช้ชีวิตในหอเกือบสองเดือน นอกจากลู่โจวที่ชาร์จไฟมือถือกับแท็บเล็ตให้เธอได้ น้ำกับอาหารใกล้จะหมด พวกเขาต้องออกจากที่นี่
เธอได้แต่ตามลู่โจวไป พร้อมเขียนโน๊ตทิ้งไว้ในหอ
ตลอดทาง เธอถูกปกป้องดีเกินไปจากลู่โจว
อะไรที่เธอต้องการ เขาก็จะหาให้เธอ พวกเขาก็คบกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ครึ่งปีแรก ระหว่างทางเขาก็ได้รู้จักกับผู้มีพลังพิเศษหลายคน ค่อยๆก่อตั้งทีมขึ้นมา ตอนนี้สี่คนบนรถก็รู้จักกันตั้งแต่ตอนนั้น
หลังจากนั้นพวกเขาพักอยู่ที่ฐานทัพเจาหยาง เธอก็จบชีวิตการเดินทาง ใช้ชีวิตอยู่ในฐานทัพตลอด
พวกเขาบอกว่าเธอเป็นนกคีรีบูนในกรงที่ลู่โจวเลี้ยงไว้
เธอไม่คิดแบบนั้น สู้บอกว่าเธอเป็นทาสของลู่โจว งานหนักงานเบาทั้งหมดเขาทำ คนธรรมดาอย่างเธอก็แค่ใช้ชีวิตสบายๆก็พอ
อย่าถาม ถามก็คือการได้มาโดยไม่ต้องทำงานมันสบายจริงๆ
น่าเสียดาย ตอนนี้คงสบายไม่ได้แล้ว
ทาสของเธอจนถึงตอนนี้ยังหมดสติไม่ฟื้น พวกเขาพาเธอขับรถทิ้งมาไกลขนาดนี้ เดี๋ยวก็ต้องโกหกเขาว่าเธอตายอยู่ข้างนอก เพื่อตัดความคิดที่จะตามหาเธอ
รถออฟโร้ดจอดที่หน้าปั้มน้ำมันร้าง แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อเติมน้ำมัน เพราะของในปั้มน้ำมันถูกค้นไปหมดตั้งแต่แรกแล้ว
“โจวอี้”
เกาหงหยางที่นั่งคนขับ เรียกโจวอี้ที่เป็นคนนั่งข้าง
โจวอี้เหลือบมองอวิ๋นเหยาจือทางกระจกหลัง ที่เงยหน้าขึ้นแล้วน้ำตาคลอเบ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นก็เก็บสายตากลับมาใช้พลังจิตสัมผัสบริเวณรอบๆ
“ปลอดภัย”
เมื่อเกาหงหยางเห็นว่าในร้านปั้มน้ำมันไม่มีคนหรือซอมบี้แอบอยู่ ก็เปิดประตูรถ เอนหลังพิงประตู จุดบุหรี่สูบ
จังฉินก็เปิดประตูรถลงไป แต่ไม่ได้ปิดประตู เพราะเธอให้อวิ๋นเหยาจือที่นั่งตรงกลางลงรถ
อวิ๋นเหยาจือมองไปที่หน้าร้านปั้มน้ำมันนอกหน้าต่าง นอกจากประตูกระจกที่แตกไปหนึ่งบาน โครงสร้างอื่นๆก็ยังสมบูรณ์ นับเป็นที่หลบลมหลบฝนได้
“รีบลงได้แล้ว อืดอาดชะมัด ไม่รู้จริงๆว่าพี่ลู่ชอบเธอตรงไหน นอกจากหน้าตาสวยแล้วไม่มีอะไรดีเลย”
เธอฟังคำกระตุ้นของจังหาว อยากตบหน้ามันสักฉาดนัก แต่ก็แค่คิด ใครใช้ให้เธอเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังพิเศษล่ะ
ทั้งอ่อนแอทั้งหยิ่ง ยุคอวสานนี้ทำให้เธอต้องลดนิสัยของตัวเองลง เพราะโลกนี้ไม่ใช่สังคมที่ใช้กฎหมายแบบเดิมอีกแล้ว
เธอหยิบกระดาษทิชชู่ที่จังฉินยื่นให้ก่อนหน้านี้มาเช็ดน้ำตาที่หางตาอีกครั้ง แล้วลงจากรถไปพร้อมตาที่แดงก่ำ
จังฉินหยิบกระเป๋าสัมภาระที่เตรียมไว้ออกจากมิติยื่นให้เธอ เสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ของในนี้ถ้าเธอใช้อย่างประหยัดก็พอกินได้ประมาณครึ่งเดือน เดินไปตามถนนเส้นนี้ตลอด ใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ก็จะไปถึงฐานทัพชิงหู”
เธอจะทำอะไรได้อีก นอกจากยื่นมือไปรับกระเป๋าเป้ของอีกฝ่าย เสียงแหบพร่าแต่ก็อ่อนนุ่ม
“ขอบคุณค่ะพี่จัง”
แน่นอนว่าไม่ใช่ขอบคุณด้วยความจริงใจ
คนธรรมดาอย่างเธอ ยังเป็นนกคีรีบูนในกรงที่คนอื่นมองว่ามีแต่ความสวยงามและเกาะกินผู้อื่น ในยุคอวสานที่ต้องเดินทางตามลำพัง แค่ถูกซอมบี้กินยังเป็นเรื่องดีเลย
ก็เพราะเธออ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่เป็นภัยคุกคาม พวกเขาถึงไม่ลงมือฆ่าเธอเอง แต่เลือกวิธีปล่อยให้เธอตายตามยถากรรมแบบนี้เพื่อแสดงความใจดีของพวกเขา
จังฉินแค่ไม่ชอบนิสัยอ่อนแอและเอาเปรียบของเธอเท่านั้น ตลอดทางนี้เธอแค่ร้องไห้ แต่ไม่โวยวาย ยิ่งทำให้จังฉินรู้สึกถูกประณามในใจ
ตอนนี้ของก็ให้อวิ๋นเหยาจือแล้ว เธอก็ไม่มองอีกฝ่ายอีกเลย กลัวใจอ่อน รีบขึ้นรถปิดประตู
เพราะเมื่อยิงธนูออกไปแล้ว ไม่มีทางหวนกลับ