โคมไฟคริสตัลในคฤหาสน์หรูสาดแสงสว่างราวกลางวันไปทั่วห้องจัดเลี้ยง
วันนี้เป็นงานเฉลิมฉลองครบรอบร้อยปีตระกูลลู่ รวบรวมบุคคลสำคัญในเมืองหลวงไว้แทบทั้งหมด
ทว่ากลับต้องจบลงก่อนเวลาอันควรเพราะแขกไม่ได้รับเชิญผู้หนึ่ง
“สรุปว่า ปีนั้นฉันกับลูกสาวตระกูลเมิ่งถูกสลับตัว แล้วเมิ่งชิงเฉิงต่างหากที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลลู่?”
ลู่อันหรานปิดแฟ้มเอกสารลงอย่างสงบ ก่อนจะมองไปยังคู่สามีภรรยาผู้สูงศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน
เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กที่ตระกูลลู่ทุ่มเทเวลาและทรัพยากรมากมายถึงสิบเจ็ดปีเพื่ออบรมให้งดงามเพียบพร้อมยืนอยู่ตรงหน้า ไป๋อวี้จินผู้เป็นมารดาก็ส่งเสียงรับในลำคอพลางยกมือขึ้นกดขมับด้วยสีหน้าซับซ้อน
เด็กสาวที่นั่งข้างกายนางรวบหางม้าไว้อย่างน่ารัก สวมชุดกระโปรงสีขาวเก่าซีด มือทั้งสองข้างบิดชายกระโปรง ก้มหน้าต่ำ ขาทั้งสองข้างชิดกันสนิทแสดงถึงความประหม่าไม่มั่นใจ
นางสะอื้นเบา ๆ ดวงตาบวมแดงราวกับดอกไม้สีขาวที่ไหวเอนตามสายลม บางครั้งก็ชำเลืองมองมาอย่างหวาด ๆ
“ฉันรู้ว่าพี่คงตกใจเหมือนกัน ขอโทษนะคะ แต่ฉันอยากได้อยู่กับพ่อกับแม่จริง ๆ—”
บิดาตระกูลลู่เคาะนิ้วขัดขึ้นมา มองลู่อันหรานอย่างเฉยเมย “คิดยังไง จะอยู่ต่อ หรือฉันจะส่งเงินค่าตัดขาดให้พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอดี?”
ดอกไม้น้อยหน้าซีดเผือด คำพูดที่เหลือก็ไม่อาจกล่าวออกมาได้อีก
ทำไมยังจะให้นางอยู่ต่ออีกล่ะ?
ลู่อันหรานยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มสุภาพแต่ห่างเหิน “ไม่จำเป็นแล้วค่ะ ในเมื่อลูกสาวแท้ ๆ ของพวกคุณกลับมาแล้ว ฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่กินที่นี่ต่อไป”
ลู่จงเห็นว่าตระกูลลู่เลี้ยงดูลู่อันหรานมาดี ทำอะไรก็เฉียบขาดน่าเสียดายที่ไม่มีสายเลือดเดียวกัน ต่อให้งดงามเพียบพร้อมแค่ไหนก็ไม่มีคุณค่าเท่าลูกสาวแท้ ๆ
ดังนั้นเมื่อลู่อันหรานต้องการไป ลู่จงย่อมไม่รั้งไว้
“ตามใจ” เพียงสามคำเรียบ ๆ ก็ไม่แทรกแซงทิศทางของลู่อันหราน
ไป๋อวี้จินเอ่ยเสียงเรียบ “พรุ่งนี้ให้คนขับรถไปส่ง”
ฟ้ามืดมากแล้ว หากให้ลู่อันหรานจากไปตอนนี้ ข่าวลือคงว่าตระกูลลู่ปฏิบัติต่อนางอย่างไม่เป็นธรรม
ทั้งสามตกลงทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วด้วยคำพูดไม่กี่คำ สุภาพและสงบนิ่ง ไม่เหมือนพ่อแม่ลูกที่ใช้ชีวิตด้วยกันมานานหลายปี แต่เหมือน... การเจรจาทางธุรกิจ?
เมื่อมองลู่อันหรานในชุดราตรีสั่งตัดสีฟ้าใส เพียงยืนอยู่ก็เปล่งประกายจนไม่อาจละสายตาได้ เมิ่งชิงเฉิงกำชายกระโปรงแน่น แล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากด้วยสีหน้าเป็นห่วงกังวล
“พี่จะไปแบบนี้มันรีบเกินไปแล้ว ฉันแค่คิดถึงพ่อกับแม่ เราอยู่ด้วยกันก็ได้นะคะ”
“พ่อคะแม่คะ ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ นะ”
นางพูดจาอ่อนแอมีเมตตาและใจกว้างที่สุด
ทว่าลู่อันหรานกลับหลบมือที่นางยื่นมาแล้วยิ้มบาง ๆ หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป
“ฉันเก็บเสื้อผ้านิดหน่อยแล้วจะไป ให้เพื่อนมารับ”
เมิ่งชิงเฉิงที่ถูกทิ้งไว้มองมารดาด้วยท่าทางน่าสงสาร “พี่เขารังเกียจหนูใช่ไหมคะ หนู—”
“พอเถอะ ไม่ต้องแสดงต่อ”
ไป๋อวี้จินขัดขึ้นมาตรง ๆ พร้อมกับขมวดคิ้ว “พวกเธอเพิ่งเจอกันครั้งแรก เธอยึดสถานะของนางมาเป็นสิบ ๆ ปี ถ้ามีข้อเรียกร้องอะไรก็ควรพูดออกมาตรง ๆ แสดงละครเป็นพี่น้องรักกัน ไม่มีใครเชื่อหรอก แถมก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเธอด้วย”
ลู่จงก็ไม่พอใจเช่นกัน “ตั้งแต่พรุ่งนี้ ครูสอนมารยาทมาสอนแปดโมงตรงทุกวัน”
เมิ่งชิงเฉิงชะงักงันไปเลย ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่
บนชั้นบน ลู่อันหรานเก็บของเสร็จแล้วก็ลงมา นางแบกเพียงเป้หนังแกะเล็ก ๆ ที่ใส่เอกสารสำคัญที่สุดไว้ จากไปอย่างไม่มีความอาลัยใด ๆ
ลู่ชิงเฉิงคิดว่าตระกูลลู่มันดีงามอะไรนักหรือ ที่นี่พ่อก็ไม่เหมือนพ่อ แม่ก็ไม่เหมือนแม่ สายใยและสายเลือดล้วนเป็นเพียงเครื่องมือไขว่คว้าหาชื่อเสียงและผลประโยชน์
ก็ได้แต่ขอพรให้นางมีชีวิตรอดอยู่กับพวกโรคจิตพวกนั้นได้นานหน่อยแล้วกัน