ชาติที่แล้วเป็นคุณหนูปลอม ชาตินี้ฉันจะชำระแค้น

บทที่ 3 ให้ความรู้สึกราวกับบุกเข้ามาเป็นเจ้าของถึงที่

3 นาที· 786 คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนมองเธอด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ดูจากการแต่งตัวของเธอ ต่อให้ออกจากตระกูลลู่มาแล้วก็น่าจะไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่

แล้วทำไมถึงยอมมาเบียดเสียดกับพวกเขาห้าคนในบ้านหลังเล็กนี่ได้?

“ไม่ต้อนรับเหรอ?” เมิ่งอันหรานเลิกคิ้ว น้ำเสียงมีความกดดันที่ไม่อาจโต้แย้งได้แฝงอยู่หลายส่วน

ซูหว่านมั่นรีบบอก “ไม่เลย ไม่เลย เธอเต็มใจกลับมา พวกเราดีใจมากเลยนะ!”

“อืม” เมิ่งอันหรานลุกขึ้นยืน มองไปรอบ ๆ “ไม่ว่ากันถ้าฉันจะขอชมห้องหน่อยนะ?”

เมิ่งหรงริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ส่งเสียงอืมรับ

ทำไมรู้สึกว่า... ลูกสาวคนนี้ถึงได้เข้มแข็งจังเลย!

เมิ่งอันหรานเดินย่ำรองเท้าส้นเล็กไปทั่วบ้าน ซูหว่านมั่นแนะนำสั้น ๆ ให้ฟัง

“ห้องนอนใหญ่เป็นห้องของแม่กับพ่อ” ซูหว่านมั่นเปิดประตูห้องนอนหลัก

ข้างในมีเพียงเตียงกว้างหนึ่งเมตรครึ่งหนึ่งหลังกับตู้เสื้อผ้าไม้บานคู่ รูปแบบดูเหมือนยุคแปดสิบเก้าสิบ ไม่มีคุณค่าทางความงามเอาซะเลย

“เฟอร์นิเจอร์พวกนี้เป็นของผู้ที่อยู่อาศัยก่อนหน้านี้ทิ้งไว้ แม่เห็นว่ามันยังไม่พัง ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนใหม่”

พูดดี ๆ ก็เรียกประหยัด พูดตรง ๆ ก็คือจน

เมิ่งอันหรานไม่ออกความเห็นใด ๆ กวาดตามองผ่าน ๆ ก็ขยับเท้าเดินต่อ

อีกสองห้องขนาดพอ ๆ กัน ห้องที่เล็กกว่าเล็กน้อยเป็นที่อยู่ของเมิ่งอวี่ซูกับเมิ่งเฉิงหง วางเตียงสองชั้นและโต๊ะเรียน อัดตู้เสื้อผ้าเล็กเข้าไปจนแน่นเอี๊ยด

อีกห้องก็คือห้องของเมิ่งเจินกับลู่ชิงเฉิง เตียงเดี่ยวสองหลังหันหัวเตียงชนกันเป็นรูปตัวแอล พื้นที่เหลือก็แทบจะถูกตู้เสื้อผ้าเบียดจนเต็ม

แค่มองจากข้าวของของสองพี่น้องก็รู้เลยว่าการปฏิบัติต่อทั้งสองคนนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน

เสื้อผ้ารองเท้าที่ลู่ชิงเฉิงทิ้งไว้แต่ละชิ้นไม่ต่ำกว่า 500 หยวน ใต้เตียงมีกล่องรองเท้าเจ็ดแปดกล่อง ในตู้เสื้อผ้ากว่าครึ่งก็เต็มไปด้วยเสื้อผ้าของเธอ

เทียบกันแล้ว เมิ่งเจินผู้เป็นพี่สาวที่แก่กว่าไม่กี่ปี กลับมีชุดกระโปรงสวย ๆ ที่เอาไปอวดใครได้แค่ไม่กี่ชิ้น

สายตาของเมิ่งอันหรานกวาดผ่านของกองโตระเกะระกะใต้เตียง รู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย แต่ไม่ได้แสดงออกมา

กลับมานั่งที่ห้องนั่งเล่น ทุกคนก็เงียบงันอีกครั้ง

ครู่ใหญ่ เมิ่งหรงถอนหายใจหนัก เอ่ยทำลายความเงียบ “อันหราน ครอบครัวเราเธอก็เห็นแล้ว ถ้าเธอมีที่ไปที่ดีกว่า ไม่ต้องฝืนใจอยู่ที่นี่ก็ได้”

ครอบครัวเมิ่งถือว่ามีฐานะดี มีรถมีบ้าน แต่สองสามีภรรยาต้องส่งเสียลูกทั้งสี่คนเรียน ฐานะก็เลยฝืดเคืองอยู่บ้าง

นึกถึงตอนที่ลู่ชิงเฉิงจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ไม่เห็นแววอาลัยอาวรณ์เลยสักนิด เมิ่งหรงก็รู้สึกเจ็บใจ

ดวงตาที่เคยสดใสคู่นั้นดูเหมือนจะถูกทรัพย์ศฤงคารบดบัง จนแม้แต่ความกตัญญูก็ไม่มีหลงเหลือ

เลี้ยงดูกันมาตลอดสิบกว่าปีทั้งเช้าทั้งค่ำแท้ ๆ ยังใจดำได้ขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงคุณหนูใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมในตระกูลใหญ่โตมาเลย

จะยอมรับชีวิตที่ร่วงจากแสนร่ำรวยมาสู่ความทุกข์เข็ญได้ยังไง?

จับอารมณ์เศร้าสร้อยของเมิ่งหรงได้ เมิ่งอันหรานไม่เข้าไปปลอบ เธอไม่เคยรู้จักปลอบใครอยู่แล้ว

แค่พูดว่า “ฉันอยู่ห้องเดียวกับพี่สาวนะ? แล้วของในห้องที่ไม่ใช่ของฉันกับพี่สาว จะทิ้งให้หมดเลยได้ไหม?”

ให้ความรู้สึกราวกับบุกเข้ามาเป็นเจ้าของถึงที่เลยทีเดียว

เมิ่งอวี่ซูที่กำลังเช็ดมือให้น้องชายได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงักไป

ดอกไม้ที่ถูกเลี้ยงในเรือนกระจกอย่างทะนุถนอม จะทนฝ่าลมฝ่าสายฝน มาเป็นดอกไม้ป่าริมน้ำได้ยังไง?

คงแค่เล่นสนุกมั้ง ชีวิตคุณหนูสบายเกินไป มาสัมผัสชีวิตจริง

คิดได้ดังนั้น เมิ่งอวี่ซูก็พูดตามน้ำ “อันหรานจะกลับมาอยู่ ก็ต้องเก็บกวาดห้องให้เธอแน่นอน เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ พี่จะไปเก็บข้าวของของชิงเฉิงไปทิ้งให้หมด”

เมิ่งเจินมองเมิ่งอวี่ซูด้วยความประหลาดใจ

ปกติคนที่รักเอ็นดูลู่ชิงเฉิงมากที่สุดก็คือเมิ่งอวี่ซูนี่นา เขายอมรับความจริงเรื่องเปลี่ยนน้องสาวได้เร็วขนาดนี้ แถมยังใจแข็งถึงขั้นจะเอาข้าวของที่ลู่ชิงเฉิงทิ้งไว้ไปทิ้งให้หมดเลยเหรอ?

เมิ่งอันหรานยกยิ้มที่มุมปาก “ขอบคุณนะคะพี่ชาย”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com