“หยางฟาน วันนี้ถ้ายังหาสมุนไพรไม่ได้ ข้าจะตีขาแกให้หัก”
ชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมจ้องเขม็งไปที่เด็กหนุ่มตรงหน้า
เด็กหนุ่มหดคอ มองชายฉกรรจ์ด้วยความหวาดหวั่น
“แต่ท่านผู้ดูแลหลิว ตอนนี้หิมะถล่มปิดเขา จะหาสมุนไพรได้จากที่ใดกัน......”
“ตึง!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ชายฉกรรจ์ก็ฟาดไม้ใส่ร่างเด็กหนุ่ม
เสื้อกันหนาวที่ขาดวิ่นอยู่แล้วถูกหวดจนแยกออกเป็นช่อง เศษฟางและนุ่นเก่าโผล่พรวดออกมา
“ไอ้ไร้ประโยชน์!”
“จำใส่กะโหลกไว้ เจ้ากับตระกูลสวี่เซ็นสัญญาขายตัว ชีวิตต่ำต้อยของเจ้าเป็นของตระกูลสวี่ทั้งนั้น!”
หยางฟานตะเกียกตะกายอยากลุกขึ้น พยายามอยู่พักใหญ่ก็รู้สึกหน้ามืดเป็นลมล้มลงไปอีก นอนหอบหายใจอยู่กับพื้น
“ถุย! ยังกล้าแกล้งตายต่อหน้าข้าอีก!”
ชายฉกรรจ์เตะใส่หยางฟานอย่างแรงสองที เห็นว่าเขาลุกไม่ขึ้นจริงๆ จึงส่งสายตาให้พวกบ่าวรับใช้ข้างๆ
“ยืนทื่อทำไม โยนไอ้ขยะนี่ทิ้งไป!”
“ยังไงก็ชีวิตต่ำต้อย จะตายก็ไปตายข้างนอก”
“ตึง!”
ชายฉกรรจ์หลายคนหามหยางฟาน โยนเขาออกไปนอกตระกูลสวี่
“ไอ้กระจอกไร้ค่า รอให้มันตาย แล้วค่อยเอาตัวน้องสาวมันมาชดใช้หนี้”
“อย่า!”
หยางฟานเงยหน้าขึ้นสุดแรง ตะโกนบอกผู้ดูแลหลิว
“ท่านผู้ดูแลหลิว ข้าเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรเดี๋ยวนี้”
หยางฟานพยุงตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก คว้าตะกร้าสมุนไพร เดินโซเซออกนอกหมู่บ้านสวี่
“ฟิ้ว!”
ลมเหนือคำราม เกล็ดหิมะลอดเข้าไปในคอและเสื้อกันหนาวที่ขาดวิ่นของหยางฟาน หนาวจนตัวเขาสั่นสะท้าน
หัวตื้อแทบจะทรงตัวไม่อยู่
แต่หยางฟานก็ยังกัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า
เขาล้มลงไม่ได้ ถ้าเขาล้มลง พ่อแม่กับน้องสาวจะอยู่กันอย่างไร?
หยางฟาน ปีนี้อายุสิบสาม
หนึ่งปีก่อน พ่อเข้าป่าไปล่าสัตว์ แล้วก็หายสาบสูญไป
ป่านปอกล้วยลำต้นแตก กรรมตามสนองคนจน
ครึ่งปีก่อน แม่ตรากตรำเกินกำลังจนล้มป่วย ไม่สามารถลุกขึ้นได้
เพื่อรักษาแม่ หยางฟานจึงไปขอยืมเงินจากนายสวี่ผู้เฒ่า
แต่นายสวี่ปล่อยเงินกู้นอกระบบ จ่ายเก้าถอนสิบสาม ดอกเบี้ยแสนโหด
เพียงไม่กี่เดือน เงินจำนวนนั้นก็สูงจนเขาใช้คืนไม่ไหว
นายสวี่บีบให้หยางฟานขายที่ดิน แต่ถ้าขายที่ดิน ครอบครัวก็หมดที่พึ่งพา
จนหนทาง หยางฟานจึงต้องขายตัวเองเข้าไปในตระกูลสวี่เพื่อชดใช้หนี้
หยางฟานตามปู่รู้จักสมุนไพรไม่น้อยตั้งแต่เด็ก เข้าตระกูลสวี่แล้วจึงกลายเป็นทาสเดินยา
แต่ตอนนี้หิมะถล่มปิดเขา แล้วเขาจะไปเก็บสมุนไพรที่ไหน?
ยิ่งเดิน หยางฟานก็ยิ่งรู้สึกวิงเวียนศีรษะ
เพราะเก็บสมุนไพรไม่ได้ วันนี้หยางฟานโดนซ้อมไปหลายต่อ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ล้มลงในหิมะหลายครั้ง
“ข้าจะล้มไม่ได้!”
“ถ้าข้าตาย ครอบครัวจะทำอย่างไร?”
หยางฟานฝืนลุกขึ้นยืน เดินโซเซมุ่งไปข้างหน้า
หิมะโปรยปรายบดบังดวงตา
หิมะทับถมสูงจนหยั่งไม่ถึง หยางฟานได้แต่ก้าวลึกบ้างตื้นบ้างไปข้างหน้า
เดินไปครึ่งค่อนวัน หนาวจนตัวสั่น ก็ยังไม่เห็นสมุนไพรสักต้น
หยางฟานร้อนใจขึ้นมา ถ้าเก็บสมุนไพรได้ไม่พอ วันนี้คงต้องอดอาหารอีก
“เผียะ!”
หยางฟานก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ใครจะไปคิดว่าย่ำลงไปแล้วเท้าเปล่า
ตรงนี้เดิมเป็นหน้าผาเล็กๆ เพราะช่วงนี้พายุหิมะตกหนัก จึงถูกหิมะทับถมจนมองไม่เห็นร่องรอย เขาก้าวขึ้นไปถึงได้รู้ว่าย่ำไปกลางอากาศ
“ตึง....ตึง....เคร้ง.....”
หยางฟานกลิ้งลงมาจากกองหิมะ ตกลงจากหน้าผายังหักต้นไม้เล็กๆ ไปหลายต้น
“โอ๊ย!”
โชคดีที่หิมะหนาพอ อีกทั้งตอนตกมาถูกต้นไม้เล็กๆ หลายต้นกันไว้จึงไม่เป็นอะไร
แต่พอตกถึงพื้นผา เอวก็เจ็บแปลบเหมือนถูกอะไรกระแทกอย่างแรง
หยางฟานลูบดู เลือดซึมออกมาจากเสื้อสำลีแล้ว
“อะไรกระแทกข้า?”
หยางฟานล้วงมือควานหาในหิมะครู่หนึ่ง ก็พบตัวต้นเหตุ
มันคือหม้อสัมฤทธิ์เล็กสีเขียวใบหนึ่ง ซ่อนอยู่ในหิมะมาตลอด เพราะหยางฟานหกล้มจึงไปกระแทกใส่
หม้อขนาดไม่กี่นิ้ว ดูประณีตยิ่งนัก กำไว้ในมือแล้วอุ่นซ่าน
“ดูเหมือนหยก ถ้าเอาเข้าเมืองไปขาย อาจขายได้ราคาดี”
แต่ตอนนี้หม้อน้อยเต็มไปด้วยคราบเลือด
เห็นได้ชัดว่าเป็นแผลจากตอนที่เขาตกลงมาเมื่อครู่
“เช็ดให้สะอาดดีกว่า ไม่งั้นขายไม่ได้ราคา”
หยางฟานคิดจะเช็ดคราบเลือดบนหม้อน้อยออก
แต่ยังไม่ทันได้เช็ด คราบเลือดบนหม้อน้อยกลับหายไปจนหมด
“ข้ายังไม่ได้เช็ดเลย ทำไมคราบเลือดถึงหายไป?”
หยางฟานไม่อยากเชื่อ
เขารีบเอาเลือดจากเอวมาจุ่มอีกครั้ง แล้วระมัดระวังทาลงบนหม้อน้อย
คราวนี้เขาจับตามองคราบเลือดอย่างพินิจพิเคราะห์
เพียงชั่วอึดใจ คราบเลือดพวกนั้นก็หายไปอีก หยางฟานตะลึงจนอ้าปากค้าง
“หายไปแล้วจริงๆ!”
เขาหยิบหม้อน้อยขึ้นมา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกดลงบนแผลที่เอว
เขาอยากดูว่าหม้อน้อยนี้จะเป็นอย่างที่เขาคิดหรือไม่
เพียงครู่เดียว คราบเลือดที่เอวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่แผลที่เอวก็เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว
ชั่วเวลาเพียงหายใจไม่กี่ครั้ง แผลใหม่แผลเก่าทั้งตัวก็หายสนิท แม้แต่กำลังเรี่ยวแรงก็ดูเหมือนเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
“นี่...นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
หัวใจหยางฟานเต้นระรัว เร็วขึ้นเรื่อยๆ
“นี่ต้องเป็นสมบัติล้ำค่าแน่!”
หยางฟานรีบยัดหม้อหยกเขียวนี่ใส่ในอกเสื้อ
“ไม่ได้ ถ้าเอาไว้กับตัวต้องถูกผู้ดูแลหลิวพบแน่ คงไม่ดีแน่”
หยางฟานร้อนใจเดินวนไปมา
เขาอยากจะฝังสมบัติกลับคืนไป แต่ก็กลัวว่าฝังลงไปแล้วจะถูกคนอื่นเอาไป
“ถ้าเล็กลงกว่านี้ได้ก็ดี ข้าจะได้ยัดไว้ในซอกเล็กซอกน้อยให้คนอื่นหาไม่เจอ”
หยางฟานพึมพำ แต่ทันใดนั้น หม้อน้อยสีเขียวใบนี้ก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว จนเหลือขนาดเพียงหนึ่งนิ้ว
“เล็กลงอีก!”
หยางฟานรีบจ้องไปที่หม้อน้อย
หม้อน้อยเล็กลงไปอีกหลายส่วน เล็กจนเหลือเพียงครึ่งนิ้ว แทบจะมองไม่เห็น
“สมบัติดี สมบัติดี”
หยางฟานตื่นเต้นจนวางหม้อน้อยสีเขียวไว้ในอุ้งมือ วางไม่ลง
เล่นอยู่ครู่หนึ่ง เขาบังคับหม้อน้อยได้คล่องแคล่วแล้ว จึงซ่อนหม้อน้อยไว้แนบกายอย่างระมัดระวัง
หม้อน้อยมีไออุ่นอวลๆ อยู่ในอกเสื้อ เขาอุ่นขึ้นมาทันที แม้แต่แรงก็เหมือนจะกลับคืน
“ต้องรีบหาสมุนไพรให้เจอ ไม่งั้นน้องสาวกับแม่อดแน่”
บ้านหยางมีเสบียงไม่มาก หยางฟานมักจะนำอาหารของตัวเองกลับไปให้ที่บ้าน
สองสามวันนี้หาสมุนไพรไม่ได้ เขาไม่ได้เอาอาหารกลับบ้านมาหลายวันแล้ว
วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาสมุนไพรให้ได้
หยางฟานออกตามหาในป่าทันที
หม้อน้อยให้ไออุ่นนวลๆ ทำให้เขามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม เขาเดินเร็วกว่าแต่ก่อนมาก
หลังจากวนเวียนอยู่ในป่าหลายชั่วยาม หยางฟานก็พบสมุนไพรไม่กี่ต้นในถ้ำ
แม้อายุสมุนไพรจะไม่มากเท่าไร แต่หยางฟานดีใจราวกับได้สมบัติล้ำค่า
เขารีบขุดสมุนไพรสองสามต้นนี้ออกมา เก็บไว้อย่างดี
“มีสมุนไพรสองสามต้นนี้ น่าจะพอไปส่งงานได้กระมัง”
ใส่สมุนไพรลงตะกร้า หยางฟานรีบมุ่งไปยังหมู่บ้านสวี่
ตลอดทาง มีหมาป่าสองสามตัวที่หิวโซจ้องมองหยางฟานอยู่ ตาเป็นประกายเขียว
พอถึงฤดูหนาว ในป่าไม่มีอาหาร หมาป่าพวกนี้ก็เล็งเป้ามาที่คน
หยางฟานถือเคียวเกี่ยวสมุนไพรป้องกันตัวไปพลาง เร่งฝีเท้าไปหมู่บ้านสวี่ไปพลาง
หมาป่าตามมาจนถึงหน้าหมู่บ้านสวี่ถึงยอมกระจัดกระจายไป
ถึงตอนนั้นหยางฟานจึงโล่งอก รีบเข้าไปในหมู่บ้านสวี่
บ้านสองหลังของตระกูลหยางเก่าคร่ำคร่า ดูไม่มีอะไรน่าสนใจ
เดินถึงหน้าบ้าน หยางฟานถอนหายใจแล้วไม่เข้าไป
ตอนนี้เขาเป็นบ่าวของตระกูลสวี่แล้ว อย่ากลับเข้าไปเลยดีกว่า
อ้อมบ้านตระกูลหยาง หยางฟานเดินไปกลางหมู่บ้าน
ใจกลางหมู่บ้านมีเรือนหลังใหญ่ นั่นคือที่พักของนายสวี่ผู้เฒ่า
นายสวี่ผู้เฒ่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของหมู่บ้านสวี่ รวยกว่าชาวบ้านสวี่คนอื่นทั้งหมดรวมกันเสียอีก
มาถึงเรือนหลังของตระกูลสวี่ หยางฟานเคาะประตูหลังแล้วเข้าไป
“กลับมาแล้ว?”
ผู้ดูแลหลิวจ้องหยางฟาน คว้าไม้กระบองข้างๆ ขึ้นมา
“วันนี้ถ้ายังหาสมุนไพรไม่ได้ ระวังข้าจะตีพวกเจ้าให้ตาย!”
หยางฟานรีบพยักหน้า หยิบสมุนไพรสองสามต้นออกจากตะกร้า
เห็นหยางฟานหาสมุนไพรมาได้จริง ผู้ดูแลหลิวก็ส่งเสียงเย็นชา
“วันนี้พอใช้ได้ทีเดียว”
เก็บสมุนไพร ผู้ดูแลหลิวก็พาสมุนไพรจากไป
หยางฟานจึงโล่งอก มาที่ห้องครัว รีบตักข้าวให้เรียบร้อย แล้วนำข้าวปลาอาหารแอบออกจากตระกูลสวี่ มุ่งไปบ้านตระกูลหยาง
ปกติพ่อแม่กับน้องสาวไม่ได้กินของมันๆ เลยสักนิด
หยางฟานไม่ยอมกินข้าวปลาอาหารเหล่านี้เอง ทุกครั้งเอากลับไปบ้าน
รีบมาถึงบ้านตระกูลหยาง มองประตูเก่าคร่ำ หยางฟานผลักประตูเข้าไป
“พี่ กลับมาแล้ว?”
เห็นหยางฟานเดินเข้ามา เด็กหญิงอายุเพียงเจ็ดแปดขวบก็กระโดดโลดเต้นวิ่งเข้ามาทันที
“อืม สุขภาพแม่ดีขึ้นบ้างไหม?”
ถามถึงอาการแม่ไปด้วย หยางฟานก็เอาข้าวปลาอาหารออกมาอย่างระวังไปด้วย
ได้กลิ่นหอมของข้าวปลาอาหาร น้องสาวก็ให้น้ำลายไหลทันที
ข้าวปลาอาหารพวกนี้เป็นของที่คนรับใช้ตระกูลสวี่กิน แต่ในสายตาน้องสาวกลับเป็นข้าวปลาอาหารชั้นยอด
“อืม อาการแม่ดีขึ้นมากแล้ว”
พูดไปด้วย หยางฟานก็เอาข้าวปลาอาหารเข้าไปในห้องไปด้วย
เพราะที่บ้านจนเกินไป แม่ของหยางฟ่านไม่ยอมจุดตะเกียงน้ำมัน ในห้องจึงมืดสลัว
“ฟานเอ๋อ กลับมาแล้ว?”
“ขอรับแม่ ข้าเอาของกินมาให้พวกท่านนิดหน่อย”
หยางฟานเดินเข้าไปในห้อง เห็นบนเตียงดินมีซาลาเปาสองลูกที่ใกล้ขึ้นราวางอยู่
เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่แม่กับน้องสาวเตรียมไว้กินคืนนี้
“แม่!”
น้ำตาคลออยู่ในเบ้าตาของหยางฟาน
“ลูกดี เจ้าร้องไห้ทำไมเล่า!”
แม่เดินเข้ามา เช็ดน้ำตาให้หยางฟาน
“อย่าร้องไห้ อาการแม่ดีขึ้นมากแล้ว รอให้ชีวิตดีขึ้นอีกหน่อย จะไถ่ตัวเจ้ากลับมา”
“แล้วหาเมียให้เจ้าสักคน ให้น้องสาวเจ้าได้แต่งกับครอบครัวดีๆ แม่ก็หมดห่วงแล้ว”
แม่เอ็นดูลูบศีรษะหยางฟาน
“ขอรับแม่ กินข้าวก่อนเถิด!”
หยางฟานกลั้นน้ำตา รีบแบ่งข้าวปลาอาหารเป็นสองส่วนให้แม่กับน้องสาว
“ฟานเอ๋อ พวกเรากินแล้ว เจ้าจะกินอะไร?”
แม่จะยื่นข้าวปลาอาหารกลับคืน แต่หยางฟานเพียงส่ายหน้า
“ข้า...ข้ากินมาแล้ว พวกท่านไม่รู้หรอก บ้านสวี่เฒ่าร่ำรวยมาก พวกบ่าวอย่างข้ากินเนื้อทุกมื้อ!”
“นี่ข้าเอามาให้พวกท่านโดยเฉพาะ พวกท่านรีบกินเถิด”
หยางฟานยืนกรานให้แม่กับน้องสาวกินข้าวปลาอาหาร ส่วนตัวเองหยิบซาลาเปาใกล้ขึ้นราสองลูกที่อยู่ข้างๆ
“ไม่ได้กินซาลาเปามานานแล้ว ก็อยากกินอยู่หรอก ซาลาเปานี่ให้ข้าเถิด พรุ่งนี้ข้าจะเอาข้าวปลาอาหารมาให้พวกท่านอีก”
มองน้องสาวกินข้าวปลาอาหารอย่างตะกละตะกลาม หยางฟานกลืนน้ำลาย ซ่อนซาลาเปาไว้ในอกอย่างดี
“ฟานเอ๋อ ไปอยู่บ้านนายสวี่ต้องระมัดระวังให้มาก เราสองคนเกิดในครอบครัวซื่อตรง”
กินข้าวเสร็จ หยางฟานถือชามจะกลับ แม่ของเขากำชับ
หยางฟานพยักหน้า รีบไปจากที่นี่
ซ่อนชามไว้ในอก หยางฟานเดินไปพลาง เอาซาลาเปาออกมาแทะไปพลาง
ซาลาเปาใกล้ขึ้นรา ทั้งแห้งทั้งแข็ง
นึกว่าแม่กับน้องสาวปกติกินแต่นี่ น้ำตาของหยางฟานแทบไหล
“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องให้แม่กับน้องสาวได้อยู่ดีกินดี!”
หยางฟานตั้งสัตย์ปฏิญาณในใจ
“โฮ่ง!”
ตอนนั้นเอง เสียงหมาตัวหนึ่งดังมาจากข้างๆ
หยางฟานหันไปดู ก็เห็นในกองหิมะข้างทาง มีหมาตัวน้อยนอนอยู่ ร่อแร่เต็มที
ขามันข้างหนึ่งเหมือนถูกตีหัก ร่อแร่ ดูท่าคงอยู่ไม่รอดคืนนี้
“เฮ้อ ข้าเองก็เอาตัวแทบไม่รอด ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก”
หยางฟานส่ายหน้ากำลังจะจากไป
แต่มองดูท่าทางน่าสงสารของหมาตัวนั้น หยางฟานก็ใจอ่อน
มองหมาตัวนั้น เขากัดฟัน หักซาลาเปาครึ่งหนึ่งป้อนใส่ปากมัน
กินซาลาเปาไปครึ่งลูก หมาตัวน้อยเหมือนมีแรงขึ้นมา อยากลุกขึ้น
แต่ขามันข้างหนึ่งถูกตีหักเสียแล้ว ยืนไม่ขึ้นเลย
มองหมาตัวนั้น เขาหยิบหม้อน้อยออกมา กดหม้อน้อยลงบนขาหมาอย่างระวัง
อาการบาดเจ็บของหมาตัวน้อยเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานแผลของหมาตัวน้อยก็หายสนิท
“โฮ่งๆ.....”
หมาตัวน้อยลุกขึ้นมา วิ่งไปสองรอบ ก็วนรอบหยางฟาน กระดิกหางไม่หยุดทันที
“เป็นสมบัติดีจริง”
ถือหม้อน้อย หยางฟานกำลังจะเก็บหม้อน้อยเข้าที่เดิม ตอนนั้นเองใจเขาก็เกิดความคิด
หม้อน้อยนี้สามารถใหญ่ขึ้นเล็กลงได้ตามใจเขา ไม่รู้ว่าใส่ของเข้าไปได้หรือไม่
คิดดูแล้ว หยางฟานก็ยัดซาลาเปาครึ่งลูกลงไป จากนั้นก็ให้หม้อน้อยเล็กลง
เห็นซาลาเปาเล็กลงตาม หยางฟานดีใจอย่างยิ่ง
อย่างนี้ต่อไปถ้าได้ของดีอะไรก็เก็บใส่หม้อน้อยได้
นึกถึงตรงนี้ หยางฟานก็เก็บหม้อน้อยไว้
ซาลาเปาครึ่งลูกที่เหลือจะยังไม่กินก่อน เผื่อพรุ่งนี้ยังไม่ได้กินอีก จะได้อาศัยซาลาเปาครึ่งลูกนี้ประทังชีวิต
คิดได้ดังนี้ หยางฟานก็จะกลับไปที่เพิงฟืนตระกูลสวี่เพื่อนอน
ไม่นึกเลยว่าเขาเพิ่งจะก้าวเดิน หมาตัวนั้นก็ตามมาติดๆ กระดิกหางให้เขาไม่หยุด
“ข้าเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว เจ้าอยากตามข้าจริงๆ หรือ?”
เห็นหมาตัวน้อยกระดิกหางตลอด หยางฟานก็อุ้มมันขึ้นมา
“ในเมื่อเจ้าอยากตามข้า งั้นก็ไปเถิด ต่อไปนี้ เจ้าชื่อว่าเสี่ยวเฮย!”