สมองของเจียงลี่ปลอดโปร่งในพริบตา เธอเลือก "ยืนยัน"
วินาทีต่อมา แสงสีทองวาบขึ้น ปิ่นหยกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งท่อนปรากฏตรงหน้า
หัวปิ่นเป็นทรงกลม ตัวปิ่นเรียบง่ายไร้ลวดลาย ดูธรรมดามาก
ทว่า ในจังหวะที่มือกุมปิ่นหยกไว้ ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ซ่านทั่วร่าง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องก็ผุดขึ้นในหัว
ปิ่นไร้เคราะห์: อาวุธวิญญาณระดับสูง สังหารผี สลายความคิดครอบงำ ปกป้องเจ้าของได้!
เจียงลี่ดีใจขึ้นมาทันที ปิ่นที่ดูเรียบๆ กลับเป็นสมบัติล้ำค่าเช่นนี้!
ของสมบัติสุ่มดรอปก่อนทำภารกิจ คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับการตรวจสอบวัตถุชั่วร้าย
ก็จริงนะ คนที่อาจตายได้ทุกเมื่ออย่างเธอ ไม่มีอาวุธป้องกันตัวเลยสักชิ้น ไปยุ่งกับวัตถุชั่วร้ายก็ไม่ต่างจากหาที่ตาย
สิ่งที่เรียกว่าวัตถุชั่วร้าย คือสิ่งที่ถูกวิญญาณร้ายสิง หรือปนเปื้อนความยึดติดและความแค้นของผู้ตาย จนเกิดความผิดปกติ
คนธรรมดาครอบครองวัตถุชั่วร้าย เบาสุดโชคตก หนักสุดถึงตาย
แต่ความเสี่ยงสูงมักมาพร้อมผลตอบแทนสูงเช่นกัน หากสะสางได้ ก็เปลี่ยนร้ายเป็นดี นำมาซึ่งประโยชน์ที่คาดไม่ถึง
ปัญหาตอนนี้คือ ในยุคสงบสุขฟ้าใส วัตถุชั่วร้ายปรากฏน้อยมาก วันนั้นโชคดีที่เจอจุกทวารหยก
ครั้งต่อไปล่ะ?
โชคดีที่คราวนี้ระบบให้เวลาเหลือเฟือ เจียงลี่ค่อยๆ คิดได้
หลับสนิท ร่างกายก็รู้สึกดีขึ้น
เปิดมือถือจะสั่งอาหาร ถึงได้เห็นว่าวีแชทมีข้อความเพียบ หลับลึกเกินไปเลยไม่ได้ยิน
เจียงลี่ยังไม่เปิดอ่าน เปิดแอปสั่งอาหารเลย เลือกร้านอาหารกวางตุ้งหรู สั่งโจ๊กหม้อร้อน เกี๊ยวกุ้งนึ่ง ซุปนกพิราบกับเทียนหม่า รวมสองร้อยกว่าหยวน
เมื่อก่อน สองสามร้อยหยวนเธอยังกินในโรงอาหารมหาลัยได้ทั้งเดือน แต่ตอนนี้ต้องดูแลตัวเองดีๆ อย่ารอให้เงินในบัญชีกลายเป็นมรดกแล้วค่อยเสียใจ
ถ้าไม่กังวลว่าร่างกายยังอ่อนแอ เธออยากสั่งโต๊ะจีนเต็มอิ่มเลยด้วยซ้ำ!
สั่งอาหารเสร็จ เธอถึงเปิดวีแชทอ่านข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน ชื่อติดต่อคือ "เวยเวยจัง"
【คุณเจียง ดิชั้นลัวเวยเวย ขอร้องให้ช่วยชีวิตด้วย!】
【จุกทวารหยกนั่นมีปัญหาใหญ่จริงๆ ด้วย!】
【กลางวันฉันไปวัดมา คิดว่าถ้าเอาไปถวายที่วัด น่าจะช่วยชำระล้างได้บ้าง แต่ตกกลางคืน สิ่งนั้นก็มาอีก...】
【เป็นต่อไปฉันคงถูกทรมานตายแน่ ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ขอร้องให้ช่วยด้วย】
【อาจารย์อยู่ไหมคะ? ขอร้องให้ตอบหน่อย! ขอแค่ช่วยได้ เงินเท่าไหร่ก็ไม่ว่า】
【อาจารย์อยู่ไหม?】
【โปรดตอบ!】
【ขอร้องล่ะ!】
【……】
ยิ่งหลังๆ ระยะห่างของข้อความก็สั้นลง
ตอนที่เจียงลี่กำลังอ่านข้อความ เธอก็โอนเงินมาให้อีกห้าพัน
【น้ำใจเล็กน้อย ขอให้รับไว้เถอะ!】
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เจียงลี่ไม่มีทางเสี่ยงไปยุ่งกับวัตถุชั่วร้ายแน่
คืนนั้นตอนช่วยลัวเวยเวยตรวจสมบัติ เธอไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องมัน กลัวไอชั่วร้ายมาติดตัว เพราะร่างที่ทรุดโทรมนี่ทนแรงสั่นสะเทือนใดๆ ไม่ได้เลย
แต่ตอนนี้... มองปิ่นไร้เคราะห์ในมือ จิตใจของเจียงลี่เปลี่ยนไปเงียบๆ
เธอยกมือรวบผมขึ้นเป็นมวยง่ายๆ ใช้ปิ่นไร้เคราะห์เสียบไว้ นับจากนี้มันคืออาวุธประจำกายของเธอ ไม่จำเป็นไม่ยอมคลาดกายเด็ดขาด
เจียงลี่กดรับเงินโอนห้าพันหยวนทันที จากนั้นก็ส่งข้อความหาลัวเวยเวยนัดคุย
ภารกิจครั้งนี้ ระบบกำหนดแค่เวลา สถานที่ และจำนวนครั้งที่ต้องตรวจสอบสมบัติ แต่ไม่ได้ห้ามตรวจสอบซ้ำ
วัตถุชั่วร้ายหายาก ถ้าเช่นนั้นจะไม่ใช้ซ้ำสองได้ยังไง?
คุยกับลัวเวยเวยสองสามประโยค อาหารที่เจียงลี่สั่งก็มาถึง
อาหารแพง แพ็กเกจจิ้งก็ประณีต เปิดถุงเก็บความร้อน อาหารข้างในยังร้อนๆ ครบทั้งสี กลิ่น รส
เจียงลี่หิวจะแย่ รีบหยิบช้อนส้อมขึ้นมากิน
แต่เธอที่อดอาหารมาหลายวัน กินโจ๊กไปสองคำ เกี๊ยวกุ้งหนึ่งลูก ก็หมดความอยากอาหาร อยากพยายามซดน้ำซุปนกพิราบอีกนิด เพื่อเติมพลัง แต่แค่จิบก็แทบอ้วก ต้องเลิก
เพราะกินน้อย ร่างกายจึงยังอ่อนแอ แม้แต่ผลักประตูรับแสงแดดที่สาดลงมาก็ยังรู้สึกแสบตาเป็นพิเศษ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงลี่พบกับลัวเวยเวยที่ร้านกาแฟใกล้บ้าน
แค่สองวันไม่เจอ ลัวเวยเวยเหมือนเป็นคนละคน ดวงตาหม่นหมองไร้ประกาย หน้าซีดเซียว มองเผินๆ เหมือนคนป่วยหนัก
พอนั่งลง ลัวเวยเวยก็รีบระบายเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวในช่วงสองวันนี้ทันที:
"ฉันมองเห็นชัดแล้ว สิ่งนั้นใส่ชุดทหารของยุคสาธารณรัฐ พอตกกลางคืนก็ปีนขึ้นเตียงฉัน เขา... เขาล่วงละเมิดฉัน! ฉันควรทำยังไงดี..."
"คุณทิ้งจุกทวารหยกแล้วเหรอ?" เจียงลี่ขัดจังหวะ
วัตถุชั่วร้ายทำร้ายคนมักเป็นไปทีละขั้น ถ้าไม่ทำผิดข้อห้าม ร่างกายของเธอคงไม่ทรุดโทรมเร็วขนาดนี้
ลัวเวยเวยรีบแก้ตัว: "ไม่ได้ทิ้งนะ ไม่ได้ทิ้ง! ของชิ้นนี้แฟนให้ฉันมา วันนั้นฉันเลยโมโหไปถามเขา หลังจากนั้นรีบออกมา เลยลืมไว้ที่บ้านเขา หรือนี่นับว่าเป็นทิ้งด้วย?"
"อ้อ แล้วแฟนฉันวันรุ่งขึ้นยังถูกรถชน เกือบตายไปครึ่งชีวิต!"
เจียงลี่พยักหน้า: "นับ"
"งั้นฉันก็ไม่มีทางสลัดมันหลุดไปตลอดชีวิตใช่ไหม" ลัวเวยเวยหน้าซีดเซียว มือสั่นเทาล้วงจี้หยกจากคอออกมา
หยกทรงกรวย ใต้แสงไฟเปล่งประกายนุ่มนวล มองดูก็เป็นของธรรมดา
ทว่า "ดวงตาแห่งสรรพสิ่ง" ของเจียงลี่กลับมองเห็นไอหยินลอยคลุ้งรอบมัน และหนาแน่นกว่าสองวันก่อนมาก
"คุณเจียง ขอร้องให้ช่วยด้วยเถอะ! แค่สองวันนี้ฉันก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายทรุดหนัก ถ้าเป็นต่อไปคงต้องตายแน่!"
"ขอแค่คุณยอมช่วย เงื่อนไขอะไรก็ว่ามา"
ตอนนี้ลัวเวยเวยมองเจียงลี่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยว
เจียงลี่หยิบมือถือออกมา พลางถาม: "คุณลองอธิบายหน้าตาของวิญญาณร้ายที่เห็นตอนกลางคืนหน่อย"
ลัวเวยเวยนึกย้อนไปครู่หนึ่ง: "มันใส่ชุดทหารยุคสาธารณรัฐ แก้มมีแผลเป็น นอกนั้นฉันก็จำไม่ได้แล้ว"
บนจอมือถือของเจียงลี่ปรากฏรูปถ่ายเก่า: "ดูสิ ใช่เขาไหม?"
ลัวเวยเวยมองแวบเดียวก็ตกใจ: "ใช่ๆ เขาเลย! คุณเจียง คุณมีรูปเขาได้ยังไง?"
เจียงลี่ว่า: "ค้นด้วย AI ยุคสาธารณรัฐแม้ว่านายทัพจะมีมากแต่ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดเราก็แค่สิบกว่าคน หาไม่ยาก คนที่รังควาญคุณชื่อเกิงสงเฟย ตอนมีชีวิตหลงรักสตรี หลังตายดึงเอาสนมนางบำเรอไปตายด้วยไม่น้อย อีกทั้งสุสานยังใหญ่มาก"
เธอดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ลัวเวยเวยดู: "นี่มีบันทึกด้วย สุสานของเกิงสงเฟยถูกขโมยไปเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ของมีค่ามากมายลอยไปอยู่ตามท้องตลาด จุกทวารหยกเพราะสรรพคุณพิเศษจึงปนเปื้อนไอหยินมากสุด เลยกลายพันธุ์เป็นวัตถุชั่วร้าย"
"แล้วเรื่องนี้ต้องแก้ยังไง?"
ลัวเวยเวยไม่ค่อยสนใจที่มาของมัน แค่อยากให้จัดการเร็วๆ
เจียงลี่ว่า: "รู้ที่มาก็แก้ได้ง่าย นี่ก็แค่เศษเสี้ยวความยึดติดของเจ้าของสุสานก่อนตาย ความยึดติดของคนลามก ก็คือหลังตายไปแล้วก็ยังอยากเสพสวย ก็เลยเข้าใจผิดว่าคุณเป็นพวกสนมนางบำเรอที่ถูกฝังไปด้วย วิธีแก้คือกำจัดไอชั่วร้ายบนนั้น แต่ว่า..."
ลัวเวยเวยรีบถาม: "แต่อะไร?"
เจียงลี่หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วว่า: "ฉันแค่รู้สึกแปลกๆ ของสิ่งนี้ถูกขุดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว ถ้าก่อเรื่องมาตลอด ต้องมีคนตายไม่น้อย แต่บนหยกมีแค่ไอหยิน ไม่มีกลิ่นคาวเลือดเลย นั่นก็คือคุณเป็นคนแรก? ทำไมถึงเป็นคุณ?"
จู่ๆ เธอคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ หยิบจุกทวารหยกขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด ก่อนหน้านี้กลัวปนเปื้อนไอหยินเลยไม่กล้าจับ ทำให้มองข้ามรายละเอียดบางอย่าง
คราวนี้เพิ่งค้นพบ ด้านข้างหยกมีอักษรสองแถวเล็กมากสลักไว้ กลมกลืนไปกับลวดลายโดยรอบ ถ้าไม่ดูดีๆ จะไม่เห็นเลย
"สี่เมษาฯ ห้าค่ำ ยามสุนัข, หกมิถุนาฯ แปดค่ำ ยามมะโรง สองวันนี้คือวันอะไร?"
ลัวเวยเวยว่า: "นี่เป็นวันเกิดของฉันกับแฟนฉัน คุณรู้ได้ยังไง?"
เจียงลี่ยื่นจุกทวารหยกให้: "บนนั้นสลักไว้"
ลัวเวยเวยรับไปดู ถึงได้สังเกตว่ามีตัวอักษรสลักอยู่จริง: "แปลกจัง วันเกิดของฉันกับจ้าวเหลยมาสลักบนสิ่งนี้ได้ยังไง?"
"นี่เป็นวันเดือนปีเกิดของพวกคุณ สลักบนนี้ ย่อมต้องใช้ทำร้ายคน! มิน่าล่ะของสิ่งนี้ถูกขุดออกมาหลายสิบปี ถึงมาเริ่มก่อเรื่องตอนอยู่ในมือคุณ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้!"
"หมายความว่าไง?"
เจียงลี่ถาม: "ก่อนคุณจะใส่จี้นี้ คุณไม่ได้ชอบแฟนคุณใช่ไหม? หลังจากใส่ ก็มองเขาดีขึ้นมาเฉยๆ แล้วก็รักมากขึ้นเรื่อยๆ จนถอนตัวไม่ขึ้น"
คำพูดนี้ทำให้ลัวเวยเวยตกใจอย่างมาก
ใช่แล้ว เธอนึกออกแล้ว! จ้าวเหลยจีบเธอมาครึ่งปี แต่แรกๆ เธอไม่มองเขาด้วยซ้ำ
ว่าไปแล้ว เธอเป็นเน็ตไอดอลสาวสวยรายได้ล้าน มีธุระการงานดี อายุยังน้อยก็ซื้อบ้านอยู่ในเมืองใหญ่ได้
ส่วนจ้าวเหลยล่ะ? แค่ลูกจ้างชั่วคราวในบริษัทเธอ เงินเดือนต่ำ หน้าตายังขี้เหร่
ถ้าไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกัน เขาคงไม่มีโอกาสได้รู้จักสาวสวยระดับลัวเวยเวยด้วยซ้ำ
ลัวเวยเวยก็ไม่ค่อยสนใจเขา จนกระทั่งมีครั้งหนึ่ง จ้าวเหลยมาหาลัวเวยเวย
เขาโกหกว่ากำลังจีบผู้หญิงอีกคน เตรียมของขวัญไว้ ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนจะชอบไหม อยากให้ลัวเวยเวยช่วยลองใส่ให้ดูหน่อย
ตอนนั้นลัวเวยเวยกำลังถูกเขาตื๊อจนรำคาญ พอได้ยินว่าเขาเปลี่ยนเป้าหมายจะไปจีบคนอื่น ก็ยินดีช่วย
พอใส่จี้หยกเรียบร้อย จู่ๆ จ้าวเหลยก็สารภาพรัก ขอให้ลัวเวยเวยเป็นแฟน
ชั่วขณะนั้น จิตสำนึกของลัวเวยเวยล่องลอย พอมองจ้าวเหลยอีกทีก็เกิดความรู้สึกใจเต้น
หลังจากนั้นความรู้สึกของหล่อนที่มีต่อจ้าวเหลยก็ลึกซึ้งขึ้นทุกวัน แทบอยากแต่งงานกับเขาทันที
จ้าวเหลยก็เคยเสนออยากมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหล่อน แต่ไม่รู้ว่าเพราะใส่จี้ไม่นานพอ หรือแม้จะโดนมนต์สะกด แต่ลึกๆ แล้วยังคงต่อต้านชายคนนี้โดยสัญชาตญาณ ลัวเวยเวยจึงคอยปฏิเสธการมีสัมพันธ์กับเขามาโดยตลอด
นอกเหนือจากนั้น คำขออื่นๆ ของจ้าวเหลย ลัวเวยเวยก็ตอบสนองทุกอย่าง
เช่น ตอนที่จ้าวเหลยบอกว่าอยากได้รถ ลัวเวยเวยก็ไม่ลังเลเลยที่จะซื้อรถราคากว่าสองแสนให้
สัปดาห์ที่แล้วจ้าวเหลยยังเสนอให้เพิ่มชื่อเขาในโฉนดบ้านของลัวเวยเวย หล่อนก็แทบไม่ลังเลที่จะตอบตกลง เพียงเพราะสองวันนี้ถูกรบกวนด้วยเรื่องวัตถุชั่วร้าย เลยยังไม่ได้ไปทำเรื่องโอน
คืนนั้น ตอนเจียงลี่พูดเปรยว่าจี้หยกเป็นหยกฝังศพ ปฏิกิริยาแรกของลัวเวยเวยคือโกรธ
เลยรีบไปถามจ้าวเหลย แต่พอเห็นจ้าวเหลย ได้ยินเขาพูด ก็ถูกเขาล่อลวงโดยไม่รู้ตัวอีก
ก่อนหน้านี้เจียงลี่กลัววัตถุชั่วร้ายทำอันตรายตน เลยไม่กล้าแตะต้องตามอำเภอใจ พลาดรายละเอียดมากมาย คราวนี้กลับมองเห็นกระจ่าง
"ของสิ่งนี้คงถูกคนใช้วิชาอาคมสาปแช่งที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก พอสวมใส่แล้ว ก็จะรักใคร่หลงใหลใครสักคนฝังใจ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"
พอฟังดังนี้ ลัวเวยเวยผู้เพิ่งตระหนักได้ทีหลัง ก็นึกถึงรายละเอียดมากมายที่ถูกลืม
"ใช่ ใช่แล้ว! ตั้งแต่เริ่มใส่มัน ฉันก็เหมือนโดนผีเข้า รักจ้าวเหลยแบบหัวปักหัวปำ ที่แท้... ที่แท้ทุกอย่างมันเป็นแผนทำร้ายฉัน!"
คิดว่าเกือบถูกจ้าวเหลยสมหวังเข้าแล้ว ลัวเวยเวยก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก
บางครั้งคนก็น่ากลัวกว่าผีเสียนอีก!
ลัวเวยเวยทั้งโมโหทั้งสงสัย: "แต่จี้หยกนี้เขาเป็นคนทำ แล้วทำไมเขาถึงถูกรถชน? 🦵ขาเขาหักเลย ตอนนี้ยังอยู่โรงพยาบาล"
เจียงลี่หัวเราะเยาะ: "นั่นก็เพราะคนที่ลงอาคมวัตถุชั่วร้ายฝีมือไม่สูง ไม่ได้สะสางความแค้นบนนั้นก่อน เหมือนช่างทำรองเท้าดีๆ แต่ไม่ได้เก็บเข็มที่ติดมา ลูกค้าไม่รู้ ใส่เข้าไปก็ต้องบาดเจ็บ"
"คุณเจียง งั้นฉันต้องทำยังไงต่อ?"
"การร่ายมนต์ชั่วร้ายนี้ ไม่เพียงแต่ต้องทำอะไรสักอย่างกับวัตถุชั่วร้าย ยังต้องใช้ของส่วนตัวของทั้งชายหญิง เช่น เส้นผม เล็บ ลองนึกดู แฟนคุณมีอะไรที่พกติดตัวตลอด ห้ามใครแตะไหม?"
ลัวเวยเวยครุ่นคิดสักครู่ ก็รีบบอก: "ใช่แล้ว ที่คอเขาใส่จี้รูปน้ำเต้า มีครั้งนึงฉันสงสัยอยากจับดูว่าเป็นวัสดุอะไร เขาก็โมโหด่าฉันทันที หลังจากนั้นก็อธิบายว่าเป็นของที่ระลึกจากพ่อ เลยหวงเป็นพิเศษ"
เจียงลี่ยิ้มบางๆ: "ไม่พลาดล่ะ ข้างในนั้นคงซ่อนผมกับเล็บคุณไว้น่ะสิ คุณหาทางเอามาทำลายทิ้งซะ อาคมบนวัตถุชั่วร้ายก็จะสลาย และเมื่ออาคมสลายแล้ว คนที่ลงอาคมใส่คุณจะถูกอาคมย้อนกลับ"
"แล้ว... แล้วจ้าวเหลยจะตายไหม?"
หลังจากลัวเวยเวยกังวล ก็ตบหัวตัวเองแรงๆ "ไม่สิ! เขาทำร้ายฉันก่อน สมควรถูกอาคมย้อนกลับ ฉันไม่ควรโง่เป็นห่วงเขาอีก แต่ในใจฉันมันเศร้ามาก ไม่อยากให้เขาเป็นอะไรเลย"
เจียงลี่ไม่แปลกใจกับปฏิกิริยานี้: "ตอนนี้คุณถูก 'มนต์พิศวาส' ครอบงำอยู่ลึก มีความรู้สึกลึกซึ้งกับเขา ยากจะตัดใจก็เป็นเรื่องปกติ"
"คุณต้องตั้งสติ เตือนตัวเองตลอดเวลาว่าอย่าให้ถูกหลอก โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าเขา เหตุผลคุณจะถูกอารมณ์ดึงไป ถ้ารู้ตัวว่าไม่ปกติ ให้กัดปลายลิ้นตัวเองทันที"
ลัวเวยเวยรีบเสริม: "ฉันรู้ เลือดปลายลิ้นเป็นพลังหยางสูงสุด เลือดที่กลั่นจากแก่นแท้ ใช้ปราบพวกผีสางชั่วร้ายโดยเฉพาะ! ทีวี นิยาย ก็ว่าแบบนี้!"
เจียงลี่มองหล่อนแบบพูดไม่ออก: "ไม่ซับซ้อนขนาดนั้น กัดปลายลิ้นแค่ทำให้เจ็บมาก ความเจ็บจะทำให้มีสติ อยู่ห่างจากสมองพาคิดเรื่องรัก"
ลัวเวยเวย: "……"
เจียงลี่พูดต่อ: "พออาคมสลาย ความรู้สึกที่คุณมีต่อเขาจะหายไปหมดจด ถึงตอนนั้น คุณค่อยถือจุกทวารหยกมาหาฉันที่ถนนของเก่าชิงเหอ"
ถ้าจิตใจลัวเวยเวยไม่หนักแน่นพอ ยังถูกอารมณ์ความรู้สึกชักนำต่อไป งั้นก็ไม่มีขั้นตอนถัดไปแล้ว
