ควรเย็บปากเขาซะจริง ๆ
ตอนนี้เชิ่งอวี้เซียวกับฉินสุ้ยก็คิดแบบเดียวกัน
ทั้งสองคนนั่งอยู่คนละฝั่งของห้องเรียน แล้วสบตากันเงียบ ๆ
ไม่มีใครมีความสุขขึ้นมาได้เลย
ไอ้เด็กปากดีนั่นรู้จริง ๆ ว่าจะพูดยังไงให้ทำคนสองคนขุ่นเคืองได้พร้อมกันในประโยคเดียว
หนิงเหิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ฟังจนมึนงง เอาแต่พึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า “เด็กผู้หญิงที่ไปหาฉินสุ้ยเมื่อวานคือหลีเสี่ยวหยาเหรอ? จะเป็นหลีเสี่ยวหยาได้ยังไง? ทำไมถึงเป็นหลีเสี่ยวหยาไปได้?”
เขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบหนีบแมลงวันตายได้ “พี่เชิ่ง ผมคิดไม่ออกจริง ๆ ที่ในเน็ตบอกว่าฉินสุ้ยใช้มนตร์ดำ เขาใช้มนตร์ดำจริง ๆ เหรอ?”
เชิ่งอวี้เซียวฟังต่อไม่ไหว ลุกขึ้นแล้วก้าวยาว ๆ ออกไปทันที พอหยุดยืนตรงหน้าหลีเสี่ยวหยา เขาก็ยกตัวเธอขึ้นมา ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาจากไรฟันว่า “หลีเสี่ยวหยา แกนี่เก่งจริง ๆ!”
ด้วยฐานะของโจวเสี่ยวซู ก่อนหน้านี้เธอไม่มีโอกาสได้พบเชิ่งอวี้เซียวเลย
เธอเงยหน้ามองชายร่างสูงใหญ่ที่มีท่าทางดุดันอย่างยากลำบาก เขาดุเหลือเกิน น่ากลัวเหลือเกิน...
เขาจะตีหลีเสี่ยวหยาไหมนะ?
กล้ามเนื้อแขนของเชิ่งอวี้เซียวออกแรง เขาช้อนตัวหลีเสี่ยวหยาขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วหันหลังเดินจากไป
ไม่นานเขาก็ออกจากห้องเรียน พ้นจากสายตาใคร่รู้และประหลาดใจของทุกคน
โจวเสี่ยวซูหันไปมองฉินสุ้ยที่นิ่งไม่ไหวติง แล้วหันไปมองชายท่าทางดุคนนั้นอีกครั้ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็วิ่งตามเชิ่งอวี้เซียวกับหลีเสี่ยวหยาไป
เมื่อวิ่งตามลงมาถึงชั้นล่าง เธอก็เห็นว่า...
ชายที่น่ากลัวคนนั้นถอดเสื้อคลุมเครื่องแบบนักเรียนออก วางพาดลงบนม้านั่งยาวที่เปียกชุ่มด้วยเกล็ดหิมะ จากนั้นก็ยกหลีเสี่ยวหยาขึ้นไปวางบนม้านั่ง
โจวเสี่ยวซู “...เอ๊ะ?”
ภาพตรงหน้าแตกต่างจากที่เธอคาดเดาไว้โดยสิ้นเชิง
โจวเสี่ยวซูเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย ก็ได้ยินชายคนนั้นแค่นหัวเราะแล้วพูดว่า “คิดออกหรือยังว่าจะอธิบายยังไง?”
ยังดุอยู่เลย
หลีเสี่ยวหยาถอดกระเป๋านักเรียนลงจากหลัง รูดซิปเปิดแล้วพูดว่า “ให้คุณ”
เชิ่งอวี้เซียวก้มลงมอง “ของขวัญเหรอ? ให้ฉัน?” คิ้วที่ขมวดอยู่คลายลงเล็กน้อย แต่ปากยังพูดว่า “แค่นี้ถือว่าอธิบายแล้วเหรอ?”
