ระยะทางแค่ครึ่งชั่วโมง จางรั่วสุ่ยได้ฟังเรื่องซุบซิบมากกว่าที่เคยได้ยินมาตลอดครึ่งชีวิตรวมกันเสียอีก
หางเมิ่งยังจัด “แบบทดสอบในชั้นเรียน” ให้เธอด้วย สุ่มเปิดโพสต์หนึ่งขึ้นมาแล้วถามว่า “ดูนี่สิ เธอคิดว่าแฟนของผู้หญิงคนนี้โกหกหรือเปล่า?”
“โกหกสิ”
หางเมิ่งแปลกใจ “เธอดูออกด้วยเหรอ?”
จางรั่วสุ่ยมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย “แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ?” แค่ลองวิเคราะห์ดูก็รู้แล้วนี่นา
หางเมิ่งยักไหล่ “...เห็นได้ชัดว่าเจ้าของโพสต์เองยังดูไม่ออกเลย เคยได้ยินคำว่า ‘คนในมองไม่ชัด คนข้างนอกกลับมองออก’ ไหม?”
“เคยสิ”
“เออ ใช่ ก็แบบ...”
“แต่ฉันไม่เข้าใจ” จางรั่วสุ่ยพูดต่อจนจบประโยค
“...”
“เอาเป็นว่าถ้าตกอยู่ในสถานการณ์นั้นจริง ๆ ก็มักถูกฮอร์โมนชักจูงจนคิดอะไรผิด ๆ ไป” หางเมิ่งถอนหายใจอีกครั้ง “ก็ได้ ดูแล้วเธอคงไม่มีเรื่องกลุ้มใจแบบนี้หรอก”
จากนั้นหางเมิ่งก็เปลี่ยนไปพูดถึงอีกเรื่อง
“ช่วงนี้มีรถคันหนึ่งจอดอยู่หน้าโรงเรียนตลอดเลย... รุ่นที่กำลังฮิตมากตอนนี้น่ะ คัลลีแนน พวกเขายังพูดกันด้วยว่ามาจีบสาวถึงโรงเรียนเราแล้ว เหลือเชื่อจริง ๆ”
“ทำไมถึงบอกว่ามาจีบสาวล่ะ?” เรื่องนี้ยังเป็นจุดบอดของจางรั่วสุ่ยอยู่ดี ดูท่าฟังโพสต์เรื่องความสัมพันธ์สักสองสามโพสต์คงช่วยอะไรไม่ได้
“สองวันก่อนผู้ชายคนนั้นมาถือช่อดอกไม้ด้วย หลังจากนั้นก็ไม่เห็นเอาดอกไม้ให้ใคร สุดท้ายเอาไปทิ้งถังขยะหมดเลย” หางเมิ่งอธิบาย
“ฉันไม่เคยสังเกตเลย” จางรั่วสุ่ยพูด
“ก็ใช่น่ะสิ เธอเดินผ่านรถเขาทุกวัน ยังไม่เหลือบมองสักแวบ คงไม่ค่อยสนใจยี่ห้อรถสินะ”
จางรั่วสุ่ยผู้ประหยัดมัธยัสถ์พยักหน้า
ถึงที่บ้านจะมีรถหรูอยู่บ้าง แต่การจราจรในเมืองจินก็ติดขัดเป็นเรื่องปกติ ออกจากบ้านคุณปู่แล้วนั่งรถไฟใต้ดินสะดวกที่สุด เธอจึงไม่ได้สนใจรถหรูจริง ๆ
“จางรั่วสุ่ย!” มีคนตะโกนเรียกอยู่หน้าโรงละคร
จางรั่วสุ่ยเปิดประตูลงจากรถ ยังไม่ทันเดินไปถึง โจวเสี่ยวซูก็วิ่งพรวดลงมาจากบันไดแล้วกอดเธอไว้แน่น
โจวเสี่ยวซูไม่ได้เรียกเธอว่า “เสี่ยวหยา” อีกแล้ว
