รถแล่นมาถึงสนามบิน
หลังจากเว่ยหลินลงจากรถ เขาก็เดินไปที่ประตูรถคันหลัง แล้วเปิดประตูอย่างสุภาพนอบน้อม พลางเอ่ยว่า “ท่านชายน้อยครับ”
คนที่นั่งอยู่ในรถก็คือเว่ยเหวินชิ่ง
ในเมื่อเว่ยหลินมาด้วยตัวเองแล้ว จะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักกันก็คงไม่สมจริง
ดังนั้นเมื่อครู่ ตอนที่กล้องจับภาพไม่ถึง เว่ยเหวินชิ่งจึงเดินเงียบ ๆ ไปขึ้นรถคันหลัง แล้วนั่งตามมาจนถึงสนามบิน
“เสี่ยวหยา รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร” เว่ยหลินพูดพลางหันไปมองหลีเสี่ยวหยา “เขาเป็นลูกแท้ ๆ ของคุณตา เป็นพี่ชายของแม่หนู”
พูดจบ เว่ยหลินก็คอยสังเกตปฏิกิริยาของหลีเสี่ยวหยา
หลีเสี่ยวหยาเอียงคอมองเขาแล้วถามว่า “เป็นพี่ชายของแม่ทุกคนเลยเหรอ”
เว่ยหลินยิ้มออกมาทันที “ใช่แล้ว ทุกคนเลย ตระกูลนั้นเป็นตระกูลใหญ่มาก แม่หนูมีญาติเยอะแยะ...เดี๋ยวหนูก็จะได้รู้จักทุกคนทีละคน”
หลีเสี่ยวหยาทำหน้างุนงง
นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีคนอื่นอีกหรือ
เว่ยหลินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ดูสิ มีคนเป็นห่วงหนูตั้งเยอะ แม้แต่ลุงเล็กก็ยังออกมาตามหาหนู ทั้งที่ลุงเล็กพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ”
หลีเสี่ยวหยาบีบฝ่ามือตัวเองแน่น
ประโยคเมื่อครู่ของเว่ยหลิน ตั้งใจพูดแทงใจลุงหรือเปล่านะ
“เอาละ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว รีบไปเช็กอินกันเถอะ” เว่ยหลินวางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่นหลังของหลีเสี่ยวหยา
ตอนนี้เขาวางใจได้แล้ว
ข้อแรก เว่ยเหวินชิ่งเป็นใบ้ ต่อให้คิดจะคุยกับหลีเสี่ยวหยาอย่างอิสระก็ยังทำไม่ได้ แล้วจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาได้
ข้อสอง หลีเสี่ยวหยาฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี บางครั้งยิ่งฉลาดก็ยิ่งมองสถานการณ์ได้ชัดเจน ย่อมรู้เองว่าพี่น้องแท้ ๆ ของแม่ถูกคัดออกไปแล้ว ไม่ควรฝากความหวังไว้กับพวกเขา
“ไม่ต้องเล่ารายละเอียดพวกนั้นให้คุณตำรวจฟังด้วยเหรอ” หลีเสี่ยวหยาเงยหน้ามองเขา
เว่ยหลินพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ถึงตอนนั้นค่อยวิดีโอคอลก็ได้”
