หนึ่งวาจาก่อคลื่นพันชั่น
ฮูหยินใหญ่ยังมิทันเอื้อนเอ่ย ก็ได้ยินซูอี๋เหนียงเอ่ยอย่างตื่นตระหนกราวกับศึกใหญ่ใกล้ประชิดว่า "มิได้ เจ้ายังไม่ทันผ่านพิธีสวมหมวก จะไปรับมือกับเรื่องในราชสำนักได้อย่างไร"
กู้ยวี่รู้ว่าอี๋เหนียงนั้นไม่วางใจตน การสืบทอดบรรดาศักดิ์มิใช่เรื่องที่พูดเล่นๆ ราชสำนักนั้นคลื่นใต้น้ำร้ายกาจ พลาดเพียงน้อยนิดก็อาจพังพินาศสิ้น
กู้ยวี่ว่า "กาลเวลามิเคยรอผู้ใด การช่วงชิงตำแหน่งไท่จื่อก็ถูกตีแผ่สู่ที่แจ้งแล้ว ท่านพี่ลำบากยิ่ง ข้าคือ ‘บุรุษ’ เพียงหนึ่งเดียวของตระกูลกู้ ถึงเวลาแล้วที่ข้าต้องแบกรับภาระค้ำจุนตระกูล"
ฮูหยินใหญ่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ประคองมือนางไว้ มิได้ตอบรับและมิได้ปฏิเสธ เพียงเอ่ยว่า "เรื่องนี้ค่อยว่ากันคราหน้า บัดนี้สิ่งสำคัญคือร่างกายของเจ้า"
แววตากู้ยวี่หม่นลึก เรื่องใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ มิใช่แค่เอ่ยปากแล้วจะตกลงกันได้ จำต้องค่อยๆ วางแผนอย่างละเอียด
นางสงบใจลงได้ กล่าวว่า "ระหว่างทางที่เร่งรุดกลับ รถม้าพุ่งชนกับเสียวเหยาหวัง แขนก็ได้รับบาดเจ็บตอนนั้น ท่านแม่ส่งคนไปแจ้งข่าวแก่กรมตรวจการ ยื่นฎีกาตำหนิเขา จะได้อำพรางเรื่องที่ข้าถูกวางยาพิษไว้ด้วย"
เสียวเหยาหวังจวินเจ๋อเป็นบุตรเพียงผู้เดียวของท่านหญิงใหญ่
ครั้งนั้นท่านหญิงใหญ่ในยามเกิดกบฎเปลี่ยนแผ่นดินได้ทรงฝืนกระแสความเห็นทั้งปวง สนับสนุนฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ กว่ายี่สิบปีที่ทรงได้รับความโปรดปรานมิเสื่อมคลาย จวินเจ๋อในฐานะหลานลุงของฮ่องเต้ก็ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากฮ่องเต้ยิ่งนัก
กร่างไปทั่วเมืองหลวงหลายปี ผู้ใดก็ไม่กล้าหารน
พูดตามจริง หากไม่จำเป็น นางก็ไม่อยากมีเรื่องข้องเกี่ยวกับผู้นี้
แต่ครั้งนี้ที่ลาหยุดจากกั๋วจื่อเจี้ยน จำต้องมีเหตุผลอันสมควร เพื่อมิให้ฐานะเปิดเผย จึงบอกเรื่องถูกวางยาพิษมิได้ จำต้องโยนเรื่องไปให้เสียวเหยาหวัง
ฮูหยินใหญ่เอ่ยเบาๆ “ข้าเข้าใจแล้ว เรื่องที่เหลือมอบให้ข้าเถิด อย่าได้กังวลมากมายเช่นนี้เลย”
กู้ยวี่ถอนใจอย่างโล่งอก เรื่องที่ต้องกำชับก็กำชับหมดแล้ว พิษในกายยังแก้ไม่หมด บัดนี้นางเวียนศีรษะตาลาย จึงหลับตานอนลงอีกครั้ง
ฮูหยินใหญ่ช่วยดึงผ้าห่มให้นาง แล้วลุกขึ้นยืน พาซูอี๋เหนียงที่สีหน้าไม่พอใจเต็มที่ออกไปด้วย
ห้องโถงใหญ่จึงว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
เสียงหยดน้ำจากนาฬิกาน้ำดังติ๊กๆ หยดลงบนหัวใจที่เต้นระรัวของนาง
คืนที่สงบเงียบเช่นนี้มีไม่มากแล้ว
ต้องการช่วงชิงที่ยืนในราชสำนักที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบาย ก็ต้องค่อยๆ เดินหมากอย่างระมัดระวัง
กระดานหมากรุกผืนหนึ่งถูกคลี่ออกอย่างไร้รูปร่าง
-------------------------------------
ร่างกายของกู้ยวี่ได้รับการพักฟื้นอยู่เกือบเดือนจึงหายดี กลับไปยังกั๋วจื่อเจี้ยน สหายร่วมสำนักบางส่วนก็เข้ามาซักถามด้วยความเป็นห่วง นางเพียงตอบส่งๆ ไป
ในจำนวนนั้นเซียวสิงจือซื่อจื่อแห่งโหวจงอี้เป็นพวกเพลย์บอยไร้แก่นสารที่สุด ไม่รู้คิดเช่นไร กลับชอบมาคลอเคลียอยู่ข้างกายกู้ยวี่
พอเลิกเรียน เซียวสิงจือก็เข้ามาใกล้พลางกล่าวว่า “แขนเจ้านี่ดีขึ้นบ้างหรือไม่”
กล่าวพลางยกแขนของนางขึ้นมาพิจารณา
กู้ยวี่ขมวดคิ้ว ตบมือเซียวสิงจือออกอย่างรังเกียจ กล่าวว่า “ไปให้พ้น”
เซียวสิงจือก็มิได้โกรธ พูดกับตัวเองว่า “ก็จริง กระดูกและเส้นเอ็นบาดเจ็บ ต้องใช้เวลาถึงร้อยวัน”
ข้างนอกมีสายลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา ม่านไผ่ไหวเล็กน้อย แสงอาทิตย์ละเอียดลออส่องลอดเข้ามา โปรยปรายราวผงทองระยิบระยับอยู่ข้างกายกู้ยวี่
เซียวสิงจือมองดูเรือนผมดำขลับของนางที่มัดรวมไว้ในปิ่นหยกเนื้อดี ประหนึ่งหมึกที่สาดสยายลงบนบ่าทั้งสองข้าง ไรผมตรงหน้าผากมีเส้นหนึ่งปรกลงมาตามจังหวะที่นางขยับพู่กัน ชุดคลุมยาวสีน้ำตาลอมเขียวเรียบง่ายงดงามดั่งไผ่
ภาพเช่นนี้ ทำให้เซียวสิงจืออดนึกถึง “ศิลาจารึกหลานหลิงจงอู่หวัง” ที่เคยอ่านในวันวานขึ้นมาไม่ได้ มีประโยคหนึ่งในนั้นว่า “ท่วงทีองอาจสดใส กิริยางามเปล่งปลั่ง” หากนำมาพรรณนากู้ยวี่ก็นับว่าพอดิบพอดี
เซียวสิงจือว่า “ท่านพี่กู้มีรูปโฉมไม่ธรรมดา คาดว่าฝาแฝดผู้น้องสาวคงมีรูปโฉมล่มเมืองเป็นแน่ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะได้เห็นความงามนั้นบ้างนะ”
คำพูดเพิ่งตกพื้น กู้ยวี่ก็ชำเลืองมองเขาด้วยหางตา ใบหน้าสง่างามเยี่ยงผู้หลักผู้ใหญ่ฉายแววหม่นหมอง นางปัดพู่กันดังเพี้ยะ ปลายพู่กันเปื้อนหมึกดำเป็นดวงบนม้วนตำรา
ในยุคที่บุรุษสูงส่งและสตรีต่ำต้อยนี้ สตรีกุลสตรีมักถูกซ่อนอยู่ในหอห้องลึก มองชื่อเสียงสำคัญยิ่งกว่าชีวิต
กู้ยวี่รังเกียจการกดขี่สตรีโดยอ้างจารีตศีลธรรมเช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่นางก็ยังไม่มีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงอคติทางโลกได้
กู้ยวี่รู้ว่าเซียวสิงจือเป็นคนมักมากในกามมาโดยตลอด แต่ไม่คาดคิดว่าเซียวสิงจือจะมาถกเรื่องรูปลักษณ์ของน้องสาวต่อหน้านาง
น้องสาวนั้นหมั้นหมายไว้นานแล้ว เพราะฝ่ายชายไว้ทุกข์ให้บิดามารดาจึงยังไม่ออกเรือน หากคำพูดของเซียวสิงจือแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของน้องสาวก็คงพังพินาศ
นางโทสะพลุ่งขึ้น กระชากคอเสื้อเซียวสิงจือขึ้นมา กล่าวเสียงเย็นว่า “ถ้าเจ้ารังเกียจว่าเส้นลิ้นนี้เกะกะ ให้ข้าตัดมันทิ้งเสียดีกว่า”
กู้ยวี่ขึ้นชื่อในกั๋วจื่อเจี้ยนว่าใจเย็นสงบเสงี่ยม จู่ๆ ก็ระเบิดอารมณ์ ท่าทางเย็นเยียบทำให้เซียวสิงจือตกใจเสียขวัญ
เขาก็ฉุกคิดได้ทันทีว่าตนพูดผิดไป ถึงกับตบปากตัวเองสองสามที รีบลุกขึ้นกล่าวขอโทษว่า
“เป็นข้าพูดผิดไป ท่านพี่กู้โปรดให้อภัย” พูดจบก็คารวะอีกหลายครั้ง
กู้ยวี่มีโทสะในใจ ไม่อยากสนใจเขา
ครู่หนึ่งต่อมา เซียวสิงจือก็เริ่มเกรียนอีกครั้ง แตะไหล่นางเบาๆ กล่าวว่า “กู้ยวี่ เจ้าเคยเห็นรูปร่างหน้าตาของเสียวเหยาหวังหรือไม่”
บรรพบุรุษของเซียวสิงจือเคยอภิเษกกับจวิ้นจู่ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ภายหลังค่อยๆ เสื่อมถอย ย้ายลงไปเจียงหนาน
รุ่นนี้กลับฟื้นคืนฐานะด้วยการค้าของหลวง ย้ายกลับเมืองหลวงมาก็ไม่ถึงปี ดังนั้นจึงยังไม่เคยเห็นโฉมหน้าของเสียวเหยาหวังเลย
กู้ยวี่นึกถึงท้องถนนในเมืองหลวง ที่นางต่อยหน้าของเสียวเหยาหวังไปหนึ่งหมัด ล่วงเกินเขาเข้าเต็มเปา ในใจก็ว้าวุ่นยิ่ง
นางไม่อยากพูอะไรกับเซียวสิงจือมาก ก็พลิกม้วนตำราไปมา ตอบส่งๆ ว่า “ไม่เคย”
เซียวสิงจือพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ในตลาดลือกันว่าเสียวเหยาหวังโอหังเหี้ยมโหด หน้าตาดั่งผีร้าย น่าเสียดายที่เจ้าหาได้พบไม่ ไม่งั้นคงบอกข้าได้ว่าที่ลือกันนั้นจริงเท็จเพียงใด”
กู้ยวี่กำลังจะด่าว่าอย่าพูดเหลวไหล นอกประตูก็มีเสียงท่านจอมปราชญ์ดังมา “กระหม่อมน้อยคารวะเสียวเหยาหวัง”
นางตกใจ เหตุใดเสียวเหยาหวังจึงอยู่นอกนั่น!
เมื่อครู่ที่พูดคุยกัน เขาได้ยินไปมากน้อยเพียงใด!
กู้ยวี่กับเซียวสิงจือตัวแข็งค้างในพริบตา
จวินเจ๋อผลักประตูสองบานออก ก้าวเดินเข้ามา ด้านหลังมีแสงสวรรค์กระจายตัว เขาสวมเสื้อคลุมยาวแขนกว้างทอด้วยดิ้นสีแดงเข้ม สายคาดทองคำ หยกและห่วงกริ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาดำลึกแฝงความเฉียบคม กู้ยวี่เห็นแล้วอดใจสั่นหวั่นกลัวไม่ได้
นางตั้งสติกลับมาได้ทันท่วงที ดึงเซียวสิงจือที่หน้าซีดเผือดคุกเข่าลงทำความเคารพ “卑下กู้ยวี่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกง คารวะเสียวเหยาหวัง"
เซียวสิงจือขาสั่นระริก โชคดีที่ไม่เสียมารยาท รีบกล่าวตามว่า "卑下เซียวสิงจือแห่งจวนจงอี้โหว คารวะเสียวเหยาหวัง"
จวินเจ๋อก้าวเข้ามาใกล้ กล่าวเนิบๆ "กู้ยวี่ เซียวสิงจือ"
น้ำเสียงยังคงแฝงความรู้สึกเหนือกว่าและกดดันราวกับสอบสวน ทำให้กู้ยวี่อดนึกถึงสายฝนเย็นเยียบในวันนั้นขึ้นมาไม่ได้
ได้ยินเขากล่าวว่า "ลุกขึ้นเถิด"
กู้ยวี่รีบดึงเซียวสิงจือที่กำลังจะยืนขึ้นไว้ แสดงท่าทีให้นิ่งคุกเข่าต่อไป
เป็นไปตามคาด จวินเจ๋อเลิกคิ้ว มองนางแวบหนึ่ง แล้วกล่าวกับเซียวสิงจืออีกว่า
"ขอเชิญเซียวซื่อจื่อเงยหน้าขึ้น ดูให้ดีว่าข้าเหมือนคำร่ำลือหรือไม่ ที่ว่ามีเขามีขน หน้าตาดุจผีร้าย"
นี่คือจอมอิทธิพลแห่งเมืองหลวงที่แม้แต่บุตรอัครมหาเสนาบดียังกล้าตบ!
เซียวสิงจือเหงื่อเย็นซึม ถึงกับพูดคำสมบูรณ์ไม่ได้ "卑下,卑下..."
กู้ยวี่โกรธที่เขาไร้ประโยชน์ ได้แต่กล่าวว่า "卑下ไร้มารยาท ขออ๋องโปรดลงทัณฑ์"