เพิ่งก้าวเข้าไปในผับ เหยียนโส่วอีก็รู้สึกเหมือนวิญญาณแทบจะถูกเสียงเพลงที่ดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตกกระแทกให้หลุดออกจากร่าง
เมื่อเห็นหนุ่มสาวในผับมัวเมาอยู่กับความหรูหราฟุ่มเฟือย ต่างระบายความปรารถนาของตัวเองกันอย่างเต็มที่ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนช่างไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย
เมื่อก่อนตอนอยู่กับปู่ เขาชอบชงชาเงียบ ๆ มากที่สุดก็แค่เล่นหมากรุกกับปู่สักสองสามกระดาน
ถ้าถามว่าเขามีงานอดิเรกอะไร คงต้องตอบว่างานช่างไม้ ตั้งแต่งานแกะสลักชิ้นเล็ก ๆ ไปจนถึงการสร้างบ้าน เหยียนโส่วอีมีพรสวรรค์ด้านการสังเกตเหนือคนธรรมดา เพียงมองแวบเดียวก็จดจำรูปร่างหน้าตาและรายละเอียดทั้งหมดได้ แม้กระทั่งวิเคราะห์โครงสร้างภายในได้ในใจ
ตอนนั้นปู่ชมว่าเหยียนโส่วอีมี “ดวงตาแห่งปัญญา” แต่ก็บอกเขาด้วยว่า สิ่งที่ยากจะมองทะลุที่สุดในโลกคือจิตใจคน ต่อให้มีดวงตาแห่งปัญญาก็มองไม่ทะลุเหมือนกัน ครั้นเหยียนโส่วอีถามปู่ว่าจะเข้าใจจิตใจคนได้อย่างไร ปู่ก็เพียงยิ้ม พลางชี้ไปยังดวงตาที่บอดสนิทของตน แล้วบอกว่า จิตใจคนมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ มีเพียงหลับตาลงแล้วใช้ใจสัมผัสเท่านั้น
กลับมาที่ปัจจุบัน
เหยียนโส่วอีเดินตามจางอิ๋งอิ๋ง ฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียดไปยังโซฟาที่นั่งกลางชั้นสองของผับ
ระหว่างทางเขาเผลอสัมผัสเนื้อตัวกับสาว ๆ ที่แต่งกายเปิดเผยอยู่ไม่น้อย จึงอดรู้สึกกระอักกระอ่วนและวางตัวไม่ถูกไม่ได้ จางอิ๋งอิ๋งเห็นทุกอย่างเข้าเต็มตา ความดูแคลนที่มีต่อเหยียนโส่วอีจึงยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อกี้เพิ่งถูกจับตอนกวาดล้างการค้าประเวณีแท้ ๆ ตอนนี้กลับหน้าแดง ทำเป็นดอกบัวขาวอะไรนักหนา!
“เดี๋ยวเข้าไปกับฉัน อย่าพูดอะไรซี้ซั้ว ใครพูดอะไรมา คุณก็ตอบแค่ว่าใช่หรือไม่ใช่ก็พอ” จางอิ๋งอิ๋งเตือน
เหยียนโส่วอีพยักหน้า แล้วหาวอีกครั้ง
ตอนนี้เกือบตีสองแล้ว เหยียนโส่วอีไม่ได้พักผ่อนให้เต็มที่มาสองคืนติด ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
