การที่ซูเหลียงกับฉินฟางได้ข้าวเพิ่มอีกหนึ่งส่วนก็มีเงื่อนไข นั่นคือทั้งสองไม่ต้องทำอาหารและไม่ต้องล้างชาม
แต่พวกเขาสามารถช่วยงานอย่างผ่าฟืนกับปลูกผักได้ ส่วนจะช่วยมากน้อยแค่ไหนค่อยว่ากันอีกที
ดังนั้นแผนทำอาหารเองของทั้งสองจึงล้มเหลวไปตั้งแต่ต้น
แต่ทั้งคู่ต่างก็มีปากท้องแบบคุณหนูคุณชาย อาหารที่หลิวผานตี้กับพวกทำไม่ถูกปากพวกเขาเลย
นี่ไง ตอนกินข้าวเย็นวันนี้ก็ทะเลาะกันอีกแล้ว ฉินฟางรังเกียจโจ๊กข้าวโพดหยาบที่บาดคอ ดื่มไปคำเดียวก็กลืนต่อไม่ลง
สถานการณ์ของซูเหลียงก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉินฟางเท่าไรนัก โจ๊กก็กลืนไม่ลง ผักที่ผัดมาก็จืดชืด แทบไม่มีน้ำมันสักหยด
ทั้งสองคิดว่าตัวเองส่งข้าวเพิ่มให้แล้ว จะให้กินอาหารหมูแบบนี้ได้อย่างไร จึงเรียกร้องอย่างหนักให้หลิวผานตี้กับพวกทำอาหารแยกให้พวกเขา
พวกเขายินดีจ่ายเป็นข้าวเมล็ดละเอียด
ทำเอาหลิวผานตี้กับพวกโกรธจนแทบระเบิด จึงประกาศกร้าวว่า จะกินก็ได้กินแค่นี้ ไม่กินก็ทำเอง พวกเขาไม่ใช่คนรับใช้ใคร
นี่ไง ฉินฟางร้องไห้เดินออกจากโต๊ะอาหารไป ทั้งวันแล้ว ทั้งสองนอกจากกินอาหารแห้งกับขนมไปนิดหน่อย ก็แทบไม่ได้กินอาหารร้อน ๆ สักคำ
ฟังเฉียนลี่เล่าจบ สวีหลินก็ถามอย่างไม่เข้าใจว่า “วันนี้พวกเขาไม่ได้ไปตำบลเหรอ”
“ไม่ได้ไป พวกเขานอนยาวจนเที่ยง คนที่ไปตำบลก็กลับมากันหมดแล้ว จะไปทำไมอีกล่ะ
ทั้งสองเตรียมจะไปตำบลพรุ่งนี้เช้า” เฉียนลี่ไหล่ยัก “พรุ่งนี้ต้องออกไปทำงาน พวกเขามาถึงก็ขอลา หัวหน้ากองผลิตต้องหักคะแนนความประทับใจที่มีต่อพวกเขาแน่ เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องใหญ่ อย่างการกลับเมืองเลยนะ
