ในห้องครัวที่แคบคับ ร่างผอมบางกำลังยุ่งอยู่อย่างร่าเริงสดใส เหมือนผึ้งน้อยขยันขันแข็ง
ไม่นานนัก กลิ่นหอมชวนละลายในก็ลอยเต็มห้องครัว
สจวนหลินคีบไข่ชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก ตาพีชคู่สวยหลับลงอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้ากุหนับเล็กกว่าฝ่ามือเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
อร่อย อร่อยจริง ๆ นางจึงยกกินต่ออีกหลายคำ
พอเห็นว่าไข่ในกระทงหายไปเกือบครึ่ง นางจึงโบกมือเบา ๆ มือขวาไหลออกมาเป็นทรายเหลืองกำมือหนึ่งตกลงไปในกระทง
สจวนหลินคว้าตะหลีขึ้นมา ตะลอนผัดอย่างรวดเร็วไปสิบกว่าครั้ง
จนแน่ใจว่าทรายเหลืองกลืนกับไข่เหลืองกรอบเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว นางจึงยิ้มแฉ่งตักใส่จาน
ดีมาก สำเร็จเรียบร้อย เย็นนี้กินข้าวได้แล้ว นางยกจานเดินเข้าไปในห้องโถง
“นี่ ๆ มากินข้าว มากินข้าว”
สจวนหลินยืนอยู่หน้าโต๊ะอาหารในห้องโถงแล้วเรียก น้ำเสียงท่วงทำนองดูเหมือนเรียกไก่เรียกหมาชะมัด
ไม่ช้าก็มีคนเดินออกมาจากห้องหลายคน ทุกคนไม่สนใจสจวนหลินที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะเลย รีบเดินมานั่งที่โต๊ะ กลิ่นหอมลอยเข้าจมูกทำให้น้ำลายสอ
สจวนหลินมองคนที่นั่งลง ดวงตาฉายความเกลียดชังจัดดำ
ใช่ มันคือความเกลียด ความเกลียดของสจวนหลินที่มีต่อครอบครัวนี้จารึกลึกถึงกระดูก หลอมรวมอยู่ในวิญญาณ
แม้ข้ามผ่านมาแล้วพันโลกก็ไม่เคยลืมแม้แต่น้อย
ชาติที่แล้วนางทำงานเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ทั้งครอบครัวนี้
ตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะประโยคเดียวว่าพี่สาวดั่งแม่ เมื่ออายุไม่ถึง 5 ขวบก็ต้องทำงานบ้าน อายุ 6 ขวบต้องยืนบนเก้าอี้ตั้งไฟหุงหาปรุงอาหาร
ช่วงแรก ๆ เพราะทำอาหารไม่อร่อยจึงถูกตีจนเนื้อแตกหนังขาด ถูกด่าว่าสิ้นเปลืองอาหาร
ต่อมาป้ากุ้ยหัวหม้อข้างบ้านมองไม่ลงตา แอบมาชี้แนะให้หลายครั้ง นางถึงได้เริ่มทำอาหารเป็น
เดิมทีที่บ้านก็ไม่ยอมให้นางเรียนหนังสือ สุดท้ายเพราะน้าบ้านอำเภอมองไม่ลงตา พากันมาเกลี้ยกล่อมหลายครั้ง ตอนอายุ 12 ปีนางจึงได้เข้าเรียนหนังสือ
ครูรังเกียจชื่อของนางว่าฟังไม่ขึ้น จึงตั้งชื่อใหม่ให้ว่า สจวนหลิน เธอเรียนเก่ง ใช้เวลาเพียง 2 ปีก็เรียนจบประถม
แต่ถึงกระนั้นก็ได้เพียงจบประถมก็ต้องหยุดเรียน ไม่ใช่เพราะสอบเข้ามัธยมไม่ติด แต่เพราะสอบติดแล้วโควตากลับถูกน้องสาว สจวนหนวน แย่งไป
สจวนหนวนตั้งแต่เด็กไม่ชอบเรียนหนังสือ เรียนก่อนเธอกว่าจะได้สอบเข้ามัธยม สจวนหนวนยังวนอยู่ชั้น ป.4
ไม่มีวิชาไหนสอบได้เกิน 20 คะแนนเลยสักครั้ง
ถ้าไม่แย่งโอกาสเรียนของเธอไป สจวนหนวนอีกทั้งชีวิตก็อย่าหวังจะสอบเข้ามัธยมได้
หลังหยุดเรียน นอกจากงานบ้าน สจวนหลินยังรับงานปั้นกล่องกระดาษและงานเย็บปักถักร้อยมาทำหาเงิน ทั้งวันไม่มีเวลาว่างแม้แต่นิด
สจวนหลินเชื่อว่าความเสียสละของเธอไม่มีวันเสียหนี้ต่อครอบครัวนี้
ถ้าพวกเขามีน้ำใจสักหน่อย แม้จะไม่รักเธอ ก็ควรหาเจ้าบ้านดี ๆ ให้เธอแต่งออกไป
แม้จะกินสินสอดทั้งหมดไปก็เถอะ
แต่ตระกูลสจวนไม่ทำ ตระกูลสจวนเพื่อให้เธอได้ทำงานหาเงินให้บ้านต่อไป บังคับให้เธอฝืนยืดไปจนอายุ 28 ปีก่อนยอมให้เธอแต่งงาน
เดี๋ยวนะ มันก็ไม่เรียกว่าแต่ง ควรเรียกว่าขาย ขายให้คนเป๋เฒ่าในหุบเขาลึกอีกต่างหาก
คนเป๋เฒ่านั่นเป็นผู้ชายนักเลงตีเมีย ตีเมียตายมาแล้วสามคน สจวนหลินแต่งไปได้ไม่ถึงปีก็ถูกตีจนตายคามือ
แต่สจวนหลินไม่ยอมง่าย ๆ วิญญาณล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์ ล่องลอยกลับมาที่บ้านตระกูลสจวน
ตอนนั้นเองเธอได้ยินจากปากของคนตระกูลสจวนว่า เธอไม่ใช่ลูกของบ้านนี้ แต่เป็นลูกสาวแท้ ๆ ที่ถูกคนตระกูลสจวนลอบสลับทิ้งไว้
ลูกสาวแท้ของตระกูลสจวนตอนนี้กำลังสวมชื่อเธอใช้ชีวิตสบาย กินดีอยู่ดี สุขสมราชสมบัติทุกอย่าง
ที่สำคัญที่สุดก็คือ พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอก็รู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่
แต่เพราะขาข้างหนึ่งของเธอถูกพ่อสจวนตอกจนหักกลายเป็นคนเป๋ ครอบครัวนั้นจึงเลิกคิดจะรับลูกสาวแท้กลับ
หันไปเลี้ยงลูกสาวที่อุ้มสลับผิดให้เป็นลูกแท้ แล้วก็ไม่สนใจต่อว่าเธอจะเป็นตายอย่างไรอีก
วินาทีนั้น ความเกลียดชังในใจของสจวนหลินพวนพ้นขึ้นมาจนดึงดูดความสนใจของระบบล้างชะตาตัวประกอบ
ระบบบอกเธอว่า ถ้าทำภารกิจตามโลกต่าง ๆ ให้ครบ 1,000 ภารกิจ เธอจะได้รับโอกาสเกิดใหม่หนึ่งครั้ง
สจวนหลินเพื่อการเกิดใหม่จึงร่วมเดินทางไปกับระบบผ่านโลกต่าง ๆ มากมาย
สวมร่างเป็นตัวประกอบที่ถูกกดขี่รังแกทีละคน เพื่อเรียนรู้ทักษะที่แตกต่างเพื่อพลิกชะตา เธอต้องลำบากตรากตรำ ชิมรสหนาวร้อนของโลกมาครบ
ถึงได้ทำภารกิจพลิกชะตาสำเร็จจนมาถึงการเกิดใหม่ในวันนี้
วินาทีที่เกิดใหม่ ระบบได้ปลดวงเดือนไปค้นหาเจ้าของร่างใหม่ต่อ แต่ก็ทิ้งมิติพื้นที่ไว้ให้สจวนหลินหนึ่งแห่ง
มิตินี้มีพื้นที่เท่าที่ดิน 10 โมง มีน้ำพุวิญญาณประจำ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้ รองรับคนมีชีวิตได้ด้วย
ข้างในยังมีบ้านสี่ปีกที่เธอสร้างไว้ในโลกยุคโบราณสักโลกหนึ่ง พร้อมคลังสินค้าใหญ่ที่ตั้งเวทมนตร์หยุดเวลาเอาไว้
ของที่เก็บเข้าไปในคลังจะอยู่ในสภาวะหยุดนิ่ง ไม่มีวันบูดเน่าเสีย
นอกจากนี้ ทักษะที่เธอเรียนมาจากทุก ๆ โลกก็ถูกทิ้งไว้ให้บางส่วน ทำให้สจวนหลินเกิดใหม่มาแล้วมีหลักพึ่งตัวเองได้
สจวนหลินหลับตาลง กดความคิดที่ปั่นป่วนเอาไว้ แล้วเดินไปนั่งที่มุมโต๊ะ
“ทำข้าวต้มทำไมเยอะแยะขนาดนี้ แม่เด็กเลวนี่ ไม่รู้หรือไงว่ายุคนี้ข้าวยากหมากแพง
แกตั้งใจจะกินให้หมดในมื้อเดียวแล้วให้ครอบครัวตายอดตายกันงั้นรึไง
บอกให้ ตัวยังเล็กขนาดนี้ทำไมใจถึงได้ถึงขนาดนี้ เลี้ยงแกไว้ยังไม่เท่าเลี้ยงหมูซะด้วย หมูยังมีค่ากว่าแกอีก”
คุณยายสจวนด่าทอพร้อมแบ่งข้าว นี่คือกิจวัตรประจำวันของคุณยายสจวน ไม่ว่าวันนั้นจะทำข้าวมามากหรือน้อยก็ต้องโดนด่าสักรอบ
ไม่ด่าสักรอบเหมือนมื้อนี้จะกลืนไม่ลงกินไม่ได้เสียอย่างนั้น
สจวนหลินหรี่ตาพีชลง ใบหน้าเฉยชาไม่มีแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงน้อยนิด เหมือนคนชินชากับการโดนด่าแบบนี้มานานแสนนาน
ส่วนพ่อแม่สจวนและน้องชายน้องสาวตระกูลสจวนอีกสองคนก็มองด้วยแววตาดูแคลนเหยียดหยาม ไม่มีสักคนที่ยอมลุกขึ้นพูดดีสักคำ
อีกไม่ช้าคุณยายสจวนก็แบ่งข้าวต้มเสร็จ
ชามของคุณยายเข้มข้นที่สุด ส่วนชามของสจวนหลินเจือจางที่สุด ใสจนมองเห็นสะท้อนหน้าคน แถมไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวสักเม็ด
สจวนหลินเหมือนไม่เห็นความอยุติธรรมแบบนี้ มองโต๊ะอาหารตากลับตายอย
คุณยายสจวนยกตะเกียบขึ้นก่อน คนบนโต๊ะอาหารจึงพากันตะเกียบตามทันที กินข้าวเหมือนลงสมรภูมิ บนโต๊ะเหลือแต่เงาตะเกียบที่วูบวาบ
อุ๊ย! คุณยายอุ้มปากแน่น ปวดจนตาริบหริบ
จะคายออกก็เสียดายไข่ จะกลืนลงก็กระทบฟัน
กำลังลังเลอยู่ เสียงถุยถุยก็ดังระงมทั่วโต๊ะอาหาร
อุ๊ย ถุย ถุย ถุย...
“นี่มันอะไรกัน ทำไข่ผัดเป็นอะไรน่ะ เหมือนกรวดกระแทกฟัน!” พ่อสจวนวางตะเกียบกระแทกโต๊ะ ยังถุยต่อ รู้สึกเหมือนกินทรายเข้าไปเต็มปาก
“แม่เด็กเลวตายนี่ แกหักเปลือกไข่ใส่เข้าไปกี่ใบกันเนี่ย”
แม่สจวนคายไข่ลงบนฝ่ามือ ด่าไปพร้อมกับลู่ไข่บนฝ่ามือไปด้วย เหมือนจะค้นหาเปลือกไข่
น้องชาย สจวนคุน คายไข่ออกมา ยกมือขึ้นจะตบหน้าสจวนหลินเต็มแรง แต่สจวนหลินเอียงหัวหลบไป
เขาจึงตบลงไปที่ขอบโต๊ะเต็มแรง ปวดจนสจวนคุนกอดมือร้องลั่น รู้สึกเหมือนฝ่ามือจะหักคามือ
“ของเสียหาย! ใครให้แกหลบน่ะ!” สจวนคุนโกรธจัดด่าออกมาเสียงลั่น
ชั่วขณะนั้นเสียงสาปแช่ง เสียงตำหนิติเตียนก็ดังระงมขึ้นทั่ว ครึกครื้นยิ่งกว่าตลาด แต่กลับไม่มีสักคนที่พูดดีกับสจวนหลินสักคำ
“แม่เด็กเลว บอกให้ แกทำอะไรเป็นนักหนา ไข่ชิ้นเดียวก็ผัดไม่เป็น นี่ ไข่นี่มันมีทรายอยู่ข้างในได้ยังไงกัน”
แม่สจวนจ้องไข่บนฝ่ามือตาโต คนอื่น ๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน ไข่ที่มีทรายอยู่ข้างใน ฟังดูช่างน่าขนลุกจริง ๆ
ไม่นานสายตาทุกคนก็รวมมาที่ตัวสจวนหลิน แม่สจวนถามด้วยความโกรธ “แม่เด็กเลว! บอกมา ใช่แกเจตนาผสมทรายลงไปรึเปล่า!”
สจวนหลินกะพริบตาซื่อ ๆ แน่นอนเธอจะไม่ยอมรับว่าเจตนา หากแต่ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาเหมือนยุง
“ไม่ใช่ฉันนะ ฉันไม่ได้ทำ ไม่ใช่ฉันจริง ๆ อาจจะ น่าจะ คงเพราะแม่ไก่มันถูกเลี้ยงมาด้วยการกินทรายแหละมั้ง!”
