น้องสะใภ้สกุลฮูไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อย ยกชามโจ๊กของแม่สจวนหลินขึ้นส่งเข้าปากทันที
แล้วภายใต้สายตาตกใจของทุกคน ชามโจ๊กก็หายไปเกือบหมด ถ้าไม่ใช่แม่สจวนหลินฉกไว้เร็ว อีกฝ่ายล่ะก็กินหมดคาชามแน่
“ไม่มีหรอกค่ะ มีทรายตรงไหน โจ๊กนี่เคี่ยวได้หอมจริง ๆ เลยค่ะ” น้องสะใภ้สกุลฮูชูนิ้วโป้งให้
พูดจบยังเลียริมฝีปากรอบหนึ่ง กวาดเศษที่ติดปากเข้าปากจนหมดเกลี้ยง ไม่เสียแม้แต่เศษเดียว
สจวนหลินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก็หอมสิ น้ำข้าวเคี่ยวจนข้นออกมาเป็นชั้นมันแล้ว
เหล่าเพื่อนบ้านเห็นถึงตรงนี้จะยังไม่เข้าใจได้ไง นี่ครอบครัวสจวนกำลังหาเรื่องยุยงเพื่อไม่ให้เด็กอย่างสจวนหลินได้กินข้าว
เชอะ พวกหัวใจดำด้ำทั้งบ้าน ปฏิบัติกับลูกสาวคนโตแบบนี้ วันหนึ่งยังไงก็ต้องมีวันที่ต้องเสียใจ
ชั่วขณะนั้นเองใครต่อใครก็พูดกันได้สารพัด แทบทุกคนตั้งเป้าบ่นว่ากล่าวพวกเขาเป็นเสียงเดียวกัน ทั้งเตือนสติให้ปฏิบัติต่อเด็กดี ๆ บ้าง
คุณยายสจวนโกรธจนหน้าแดงคอแดง กวาดมือไล่คน
“ไสหัวไป ไสหัวไป พวกตาฝอยไร้ตาสารเลว อย่ามาทำที่ดินของบ้านฉันให้สกปรก ไสหัวไป เร็ว ๆ ออกไป”
คุณยายสจวนก็คือผู้หญิงแก่เจ้าเถียงตัวจริง แถมยังเจ้าเถียงแบบไร้เหตุผลสุด ๆ พอแกออกหน้า เพื่อนบ้านก็ถูกไล่ออกไปอย่างรวดเร็ว
คุณยายสจวนปิดประตู หันมาจ้องสจวนหลินด้วยความโกรธ สจวนหลินตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย็น ๆ ที่ยิ้มจนคุณยายสจวนรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมา
เด็กสาวตายซนตัวนี้ดูท่าจะเปลี่ยนไปแปลก ๆ นะ แต่ยังไม่ทันที่คุณยายสจวนจะลุกเป็นไฟ แม่สจวนหลินก็จิบโจ๊กไปหนึ่งคำอย่างงง ๆ
แล้วทันทีก็รู้สึกเหมือนมีกรวดขูดคอ อ้วกออกมาเป็นชุดใหญ่
แม่สจวนหลินรู้สึกว่าสิ่งที่เธอเพิ่งดื่มไม่ใช่คำโจ๊ก นั่นคือการกินทรายเข้าไปเต็มปาก
เมื่อเห็นกองทรายบนพื้น คนในบ้านสจวนต่างตัวแข็งค้าง
“ไอ้เด็กขี้ข้าน้อยนิติ คุณ—”
คุณยายสจวนชี้ที่กองทรายบนพื้นแล้วด่าทอ แต่ยังไม่ทันที่จะด่าอะไรออกมาได้ ตบหนึ่งตบก็กระแทกเข้ากลางหน้าแก
สจวนหลินพุ่งเข้าประชิด ยกสองมือตบซ้ายตบขวาสลับกัน กระหน่ำตบหน้าแก่ ๆ ของคุณยายสจวนไปเป็นชุด
ผู้หญิงแก่ตายซนนี่ อยากตบแกมานานแล้ว ฉันให้แกอวดเด่ ฉันให้แกด่าฉัน ฉันให้แกใจดำไร้ยางอาย…
เมื่อสจวนหลินปลดปล่อยวางอาวุธ ก่อนที่คนในบ้านสจวนจะทันได้ตั้งตัว คุณยายสจวนก็ถูกตีจนหน้าบวมเป็นหัวหมู
หางตาเหลือบไปเห็นพ่อสจวนหลินพุ่งเข้ามา ไม่พูดพล่ามทำเป็นเข้าที่ หมุนตัวส่งเท้าออกไปหนึ่งครั้ง เท้าเจาะเข้าตรงจุดชีวิตรักของพ่อสจวนหลินเป๊ะ
ปวดจนลูกตาพ่อสจวนหลินแทบดุ้นออกจากเบ้า หน้าแก่แดงพองเป็นสีตับหมู ร่างกายค่อย ๆ โค้งงอหดเป็นก้อน ปากส่งเสียงร้องโหยหวนไม่หยุด
คนที่ไม่รู้เรื่องอาจเข้าใจว่าบ้านสจวนกำลังจะฆ่าหมูก็ได้
เพื่อนบ้านที่แยกย้ายไปยังยืนอยู่หน้าประตูเอามือทำเป็นประตู ไม่ยอมกลับ กระซิบกันเรื่องซุบซิบนินทา แถมยังได้ด่าคนในบ้านสจวนว่าไม่มีค่าเสียด้วย
สจวนหลินหูไวตาคม ได้ยินเสียงซุบซิบข้างนอกแล้วจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ทันที
เธอหมัดหนึ่งทุบเข้าที่สายเสียงของคุณยายสจวน ทำให้แกเปล่งเสียงไม่ออก จากนั้นขึ้นคร่อมตัวคุณยายสจวนแล้วลงมือต่อยต่อ
ตีจนคุณยายสจวนยืนมือขึ้นร้องขอความช่วยเหลือ ตอนนั้นแม่สจวนหลินก็ได้สติ ไม่สนใจทรายที่ยังค้างอยู่ในปาก รีบพุ่งเข้ามาช่วยคน
แต่เธอฝันสวยเกินไป หารู้ไม่ว่าตัวเองคือคนที่เด้งเข้ามาให้ฟาดฟันฟรี ๆ
ครั้งนี้สจวนหลินไม่ได้ตบหน้าแม่สจวนหลิน แต่กดเธอลงกับพื้นแล้วต่อยลงไปบนตัว ตรงไหนไม่ปวดไม่ต่อยตรงนั้น
จุดสำคัญคือยังใช้แรงอย่างชาญฉลาด ตีเสร็จแล้วไม่ทิ้งรอยแม้แต่รอยเดียว
“ไอ้เด็กขี้ข้าน้อยนิติ แกกล้าตีฉันงั้นรึ” แม่สจวนหลินตัวแข็งค้าง ไม่กล้าเชื่อว่าข้าวสารขัดขวนเดิมกล้าสู้ขึ้นมา
“เชย์ หญิงขี้ข้าน้อยนิติเหรอ ที่ฉันตีก็คือแกนั่นแหละ” สจวนหลินหมัดหนึ่งทุบลงที่สายเสียงของแม่สจวนหลิน ทำให้เธอเปล่งเสียงไม่ออก
ทีนี้แม่สจวนหลินไม่เพียงด่าใครไม่ได้ ยังร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้อีก
ลูกชายลูกสาวที่รักทั้งคู่ของเธอตกใจกับความโหดเหี้ยมของสจวนหลินจนตัวแข็ง ยังกับนั่งลงข้างโต๊ะดูละครอย่างงง ๆ ไม่มีทีท่าจะเข้าไปห้ามเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งพ่อสจวนหลินได้สติคืนมาบ้าง อดทนปวดแล้วตะโกนว่า
“สองคนนั้น ยังไม่รีบไปช่วยแม่แกอีกรึไง”
โอ๊ย โอ๊ย สจวนคุนได้สติ กำหน่ามือกำหน่าหมัดด่าทอไปมาแล้วเดินเข้ามาจะต่อยสจวนหลิน
“ไอ้ของคุ้มค่าต่ำไม่มีหน้ามีตา แกอยากลุกขึ้นปฏิวัติรึไง มาดูฉันสิไม่ตีแกจนตาย”
เด็กผู้ชายที่ถูกคุณยายสจวนอบรมมา พูดขึ้นต้นก็เด็กสาวตายซน ไอ้เด็กขี้ข้าน้อยนิติ พูดจบก็ของคุ้มค่าต่ำ ดี ๆ สักอย่างไม่ยอมเรียนเอาเสียเลย
ชาติก่อนสจวนหลินอยากตีเขามานับไม่ถ้วน ทว่าต้องยับไว้ทุกครั้งเพราะเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านสจวน
ตอนนี้น่ะรึ จะเป็นลูกชายเดียวของบ้านสจวนหรือเปล่าก็ช่างเขา ยังไงก็ไม่ใช่ของดีอยู่แล้ว ตีตายก็สมควรแล้ว
สจวนหลินกระหน่ำหมัดออกไปหนัก ๆ หลายครั้ง ตีแม่สจวนหลินจนไม่มีแรงสู้ แล้วหันมาเรียกเผชิญหน้ากับสจวนคุนกับสจวนหนวน
หมัดแรกตีสจวนคุนจนเงียบไป หมัดที่สองตีสจวนหนวนจนเงียบไป จากนั้นหมัดกระหน่ำสจวนคุน เท้าสาดสจวนหนวน
ภายในห้องเปล่งเสียงคล้ายเสียงตะบองกระแทกกระสอบทราย จริง ๆ คือหมัดหมัดเข้าเนื้อ แค่ได้ยินก็เลือดสูบฉีด
ตีจนคุณยายสจวนน้ำตาไหลพราก ยืนมือออกไปอยากปกป้องลูกชายชายรักตัวโต
ตีจนแม่สจวนหลินฝืนคลานไปข้างหน้าอย่างทรุดโทรม อยากเข้ารับหมัดแทนลูกชายที่รัก
ตีจนพ่อสจวนหลินเอาความปวดของตัวเองทิ้ง รีบพุ่งเข้ามาช่วยลูกชายที่รัก
สจวนหนวน: …ไม่เห็นฉันเลยสินะ งั้นก็หมายความว่าฉันไม่ได้โดนตีน่ะสิ
เห็นมีคนเดินเข้ามาให้ตีอีก สจวนหลินจึงทิ้งเป้าหมายเล็กสองตัวทันที พุ่งเข้าหาพ่อสจวนหลิน
หมัดหนึ่งตบเข้าจุดชีพจรของพ่อสจวนหลิน ทำให้เขาเรี่ยไรไม่ขึ้น
หมัดที่สองตบที่สายเสียง พูดไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดแล้ว
หมัดที่สามตบที่ไต ให้ต่อจากนี้เป็นของเว่อที่ปัสสาวะบ่อย ปวดฉี่ ฉี่ไม่ขาด
หมัดที่สี่ หมัดที่ห้า…
สจวนหลินกระหน่ำไป 32 หมัดในลมหายใจเดียว หมัดหมัดเข้าเนื้อ ตีพ่อสจวนหลินและแม่สจวนหลินตาขาวกลับไปมา
เป่านิ้วมือเล็ก ๆ ของตัวเอง สจวนหลินรู้สึกว่าความแค้นที่โอบอุ้มไว้ในอกทุเลาลงไปเยอะ
มองสีท้องฟ้า เวลาไม่น้อยแล้ว วันแรกที่กลับมาเกิดใหม่ก็ทำให้เธอเหนื่อยขนาดนี้
เชอะ ทั้งบ้านพวกคนชั่ว ไม่รู้จักเห็นใจผู้คนสักนิด
เดินไปยืนตรงหน้าสจวนหนวน สจวนหลินก้มมองเด็กสาวที่ตกใจจนเหมือนกวางน้อยอย่างเหยียดหยาม แล้วถามขึ้นอย่างอหังการ
“ต่อจากนี้ฉันจะนอนห้องของแก แกไปนอนตรงนั้น” สจวนหลินชี้ไปที่มุมห้องโถง “มีความเห็นไหม”
สจวนหนวน: …มีความเห็น!
“มีความเห็นก็เก็บเงียบไว้ กล้าเปรอะเปื้อนออกมาสักคำ” สจวนหลินเขย่าหมัดเล็ก ๆ ให้ดู “ตีทิ้งเลยนะ”
สจวนหนวนรีบส่ายหัว ไม่มีความเห็น เธอไม่มีความเห็นสักนิดเดียว
เชอะ สจวนหลินเหลือบมองรอบ ๆ อย่างเหยียดหยาม คนในห้องโถงไม่มีใครกล้าสบตากับเธอ สจวนหลินจึงยอมรับใจได้เมื่อเดินเข้าไปในห้องของสจวนหนวน
เข้ามาในห้อง ล็อกประตู สจวนหลินโยนตัวตัวเองลงบนเตียง ต่อเมื่อนั้นจึงได้หายใจออกทางจมูกโล่ง ๆ ความเหนื่อยล้าไหลบ่าเข้ามาทั่วร่างกาย
ความคิดของสจวนหลินเคลื่อนไหว ร่างทั้งร่างหายไปจากเตียง ล่องลอยเข้าสู่มิติพื้นที่เคลื่อนที่ มาถึงห้องอาบน้ำของบ้านสี่สวน เปิดน้ำร้อนเติมอ่างใหญ่ทันที
คิดแล้วคิดอีก สจวนหลินยกน้ำจากน้ำพุวิญญาณครึ่งถังเทลงในอ่าง จึงเปลื้องเสื้อผ้าแล้วกระโดดลงไป
แช่อยู่ในน้ำ มองร่างกายผอมแห้งเหี่ยวย่นเหมือนฟืน และรอยช้ำสีเขียวม่วงแทรกซ้อนที่ปูกรกทั่วตัว สจวนหลินรู้สึกว่าเธอตีเบาไป
ทั้งบ้านหมาป่าชุดนี้ ตั้งแต่เล็กจนแก่ไม่มีสักคนที่ดี แต่ละวันไม่ตบก็ด่า นั่นคือเวียนวิธีมาเพื่อทรมานเธอ
สจวนหลินงงไม่เข้าใจจริง ๆ ถึงบอกกันว่าเลี้ยงหมาไว้นานยังเกิดความผูกพัน ทำไมหัวใจของครอบครัวนี้ถึงแข็งเหลือเกิน
ปัดหน้าตัวเองหนึ่งครั้ง สจวนหลินเริ่มวางแผนว่าชีวิตต่อจากนี้จะใช้มันยังไง
วันนี้คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1975 ก็คือวันเกิดปีที่ 16 ของเธอ อีกกว่าสองปีจะประกาศฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ตอนนี้เธอมีวุฒิแค่ระดับประถมศึกษา ต้องหาวิธีได้วุฒิระดับมัธยมต้นถึงปลาย ไว้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในอนาคต
จำได้ว่าชาติก่อนวันถัดจากวันเกิดของเธอ เจ้าหน้าที่เรื่องคนรู้หนังสือในชนบทก็มาบอกที่บ้านว่าครอบครัวนี้มีลูกหลานเยอะ เข้าเกณฑ์ลงไปอยู่ชนบท ควรส่งคนหนึ่งลงไป
