เมิ่งถิงทนไม่ไหวอีกต่อไป น้ำตาหยดเผาะลงมาไม่ขาดสาย ก่อนจะสะอื้นไห้โผเข้าซบอกเมิ่งเฉิน
“พี่ชาย... กลับมาก็ดีแล้ว แค่กลับมาก็ดีแล้ว...”
เมิ่งเฉินตบหลังน้องสาวเบา ๆ แล้วหันไปพูดกับเอ้อเปียวจื่อ
“เอ้อเปียวจื่อ พาน้องสาวฉันกลับไป วันนี้ฉันจะอยู่โรงพยาบาลคอยดูแลพ่อ!”
วันรุ่งขึ้น ห้องประชุมใหญ่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ทั้งผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าแผนกประสาทวิทยา หัวหน้าแผนกฟื้นฟู ท่านเย่แห่งสมาคมแพทย์แผนจีนเจียงเฉิง และแม้แต่ญาติผู้ป่วยที่มาดูความครึกครื้นอีกหลายคน ต่างพากันเบียดจนเต็มหน้าประตู
ตรงปลายโต๊ะยาวมีเตียงผู้ป่วยแบบเคลื่อนที่ตั้งอยู่ พยาบาลเข็นเมิ่งฟู่กุ้ยเข้ามา ร่างของเขาผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มุมปากเบี้ยว น้ำลายไหลจากคางลงบนผ้ากันเปื้อนจนเปียกชุ่มไปถึงช่วงอก
ท่านหมอหม่าสวมเสื้อกาวน์สีขาวเรียบร้อย ผมถูกจัดแต่งจนมันวาว ในมือกำเอกสาร “สัญญาสมัครใจ” ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ชัดเจนว่า
“หากเมิ่งเฉินรักษาเมิ่งฟู่กุ้ยให้หายขาดได้ ณ ที่นี้ ท่านหมอหม่าจะตัดขาทั้งสองข้างของตนเอง และคืนค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด”
“หากล้มเหลว เมิ่งเฉินจะมอบบัตรธนาคารและรหัสผ่านให้โดยสมัครใจ และจะไม่เรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ อีกตลอดไป”
ท่านหมอหม่าถือ “สัญญาสมัครใจ” ไว้ พลางก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างนอบน้อมต่อบรรดาบุคคลสำคัญในวงการแพทย์เจียงเฉิง
“ขอให้ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญทุกท่านช่วยเป็นพยานให้ด้วยครับ!”
หัวหน้าแผนกตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่วันนี้เชิญแพทย์ชื่อดังมารวมตัวกันได้มากมายเช่นนี้ เป็นเพราะเขายกฐานะของเมิ่งเฉินให้สูงลิบลิ่ว
เขาอ้างว่าเมิ่งเฉินเป็นศิษย์หลานของอู้ฉื่อซวิ้น หมอเทวดาที่มีชื่ออยู่ในอันดับยี่สิบของต้าเซี่ย
