แต่เมื่อเพ่งพินิจดูให้ดี กลับรู้สึกแปลกหน้าอย่างยิ่ง
ม่อเสี่ยวซีจ้องพิจารณาเขาอยู่นาน ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น
บางทีนางอาจคิดไปเองก็ได้ บนโลกนี้มีคนหน้าตาคล้ายกันตั้งมากมาย เพียงอาศัยดวงตาคู่นั้น ยังไม่อาจเชื่อมโยงเด็กคนนี้เข้ากับใครได้
หลังจากนั้น ชิงเยี่ยนก็ยังคงตั้งแผงอยู่ริมถนน ส่วนม่อเสี่ยวซีเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเพื่อหาโอกาสกลับชาติมาเกิด
นางถึงกับคิดว่า หากก่อนหน้านี้ปล่อยให้เด็กหนุ่มตายไปเอง นางจะสามารถยึดครองร่างนั้นได้หรือไม่?
ไม่อย่างนั้นเหตุใดถึงบังเอิญปรากฏตัวอยู่ข้างคนที่กำลังจะตายพอดี?
ม่อเสี่ยวซีถอนหายใจ เดินเล่นอยู่พักหนึ่งแล้วจึงกลับโรงเตี๊ยม
พอดีมีคนป่วยมาหาอีกหลายคน ชิงเยี่ยนจึงเรียกค่ารักษาคนละสิบหินวิญญาณ
พวกเขาลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมตกลง
กระทั่งถึงยามเย็น ในที่สุดก็รวบรวมหินวิญญาณได้ครบห้าสิบก้อน ชิงเยี่ยนจึงจองตั๋วเรือไว้หนึ่งใบ
ยามค่ำคืน ม่อเสี่ยวซีบอกให้ชิงเยี่ยนนอนก่อน ส่วนนางก็ออกไปลอยเตร็ดเตร่อีกเที่ยว แต่ก็ยังหาโอกาสกลับชาติมาเกิดไม่พบ
ยามฟ้าสาง นางจำต้องตามชิงเยี่ยนขึ้นยานมหาสำเภาลำหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังเมืองชิงเชวีย
ยานมหาสำเภาแล่นด้วยความเร็วราวสองร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วยาม บินนานกว่าสิบชั่วยามจึงมาถึงเมืองชิงเชวีย
เมืองชิงเชวียใหญ่กว่าเมืองก่อน ๆ หลายเท่า ทั้งยังมีค่ายกลป้องกันอีกชั้นหนึ่ง
ผู้ที่เข้าเมืองทุกคนต้องจ่ายหินวิญญาณชั้นต่ำหนึ่งก้อน
ชิงเยี่ยนหยิบหินวิญญาณก้อนเดียวที่มีออกมาจ่ายค่าเข้าเมือง หลังจากนั้นในมือจึงเหลือเพียงเงินเสียจำนวนหนึ่ง
เขาใช้เงินเสียเหล่านั้นซื้อหมั่นโถวหลายลูก แล้วยังซื้อธูปจันทน์ชั้นดีมาหนึ่งกำ
