กรรมการที่นั่งอยู่ด้านล่างเวทีต่างตกอยู่ในห้วงความคิด อารมณ์ของบทเพลงถูกถ่ายทอดออกมาแล้ว
สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจคือการควบคุมเพลงของเด็กสาวคนนี้ รวมถึงความแม่นยำของทั้งเนื้อร้องและทำนอง
เด็กหนุ่มคนหนึ่งอุทานด้วยความตกตะลึงว่า “เชี่ย! เนื้อเพลงเขียนได้ดีจริง ๆ!”
“ทั้งการต่อต้าน ความอิจฉา เป็นเพลงต่อต้านการกลั่นแกล้งหรือเปล่า? รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในนั้นนะ”
ช่องแสดงความคิดเห็นในการถ่ายทอดสด:
“ฉันยอมแล้ว แค่ไม่กี่ประโยคก็ทำเอาฉันยอมแพ้แล้ว!”
“ฮือ ๆ ฉันเข้าใจแล้ว มีแต่คนที่เคยเจอมากับตัวเท่านั้นถึงจะเข้าใจเพลงนี้”
“ฉันก็เหมือนกัน นึกถึงช่วงเวลาอันมืดมนในอดีตขึ้นมาเลย”
“พวกคุณเข้าใจได้ยังไง? ก็มีเนื้อเพลงแค่สองประโยคไม่ใช่เหรอ เว่อร์ไปหรือเปล่า แฟนคลับหน้าม้าของบ้านไหนเนี่ย?”
“คนที่ไม่เคยเจอมากับตัวก็ไร้เดียงสาแบบนี้แหละ”
เสียงของเธออ่อนลงอีกครั้ง กลายเป็นนุ่มนวล เธอร้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจว่า:
“เกิดมาเป็นคนก็ไม่ได้ทำผิดอะไร”
“เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษ”
เธอค่อย ๆ ยกแขนขึ้น เอื้อมตามหาแสงสว่างเบื้องหน้า แบมือที่งอนิด ๆ ออกราวกับกำลังปลอบโยนคนที่ถูกทำให้เจ็บช้ำ
“One day I will be you baby boy and yougon'be me”
“หากเสียงอึกทึกยังไม่หยุด ก็ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอในความเงียบ”
“I wish I could hug you tillyou're really really being free”
ทันใดนั้น มือทั้งสองข้างที่ยื่นออกไปก็กลายเป็นกำปั้น แววตาของซูหว่านเหอเปล่งประกายเจิดจ้า ร่างกายโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยตามอารมณ์ที่พรั่งพรูออกมา
ท่วงทำนองในท่อนที่เป็นจุดระเบิดอารมณ์สูงสุดของเพลงพลันพุ่งทะยาน พลังปะทุออกมา อารมณ์ในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นการให้กำลังใจ
ระดับเสียงของซูหว่านเหอสูงขึ้น น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความทรหดและพลัง ราวกับเสียงแตรแรกที่กรีดทะลุความเงียบงัน
“กุหลาบดอกนั้นไม่มีหนาม”
“การตอบโต้ที่ดีที่สุดคือความงดงาม จงเบ่งบานให้สวยที่สุดแล้วโต้กลับ”
“อย่าปล่อยให้ใครมาเปลี่ยนตัวเธอ”
“เธอจะเป็นเธอหรือเป็นเธออีกแบบก็ได้ ยังไงก็จะมีคนรักเธอหมดทั้งใจ”
แสงไฟระเบิดขึ้นจากด้านหลังเธอ เป็นสีแดงเจิดจ้าจนแสบตา เสียงร้องสูงขึ้น หนักแน่นดุจคมมีดเหล็กที่ฟาดใส่ศัตรูจนถึงตาย ก่อนจะปลอบโยนเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บ
ทุกคำถูกขบเน้นอย่างหนักแน่น เสียงของเธอซัดเข้าหาที่นั่งผู้ชมดุจเกลียวคลื่น
เด็กหนุ่มคนหนึ่งด้านล่างเวทีเหมือนจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมาในฉับพลัน ร่างกายสะท้านราวกับถูกไฟฟ้าช็อต นิ้วมือสั่นเทาขณะยกขึ้นปิดริมฝีปาก
เสียงร้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง ซูหว่านเหอกำลังร้องท่อนพูดภาษาอังกฤษของเพลง
“ลองจินตนาการดูว่า you switched to his body”
“Sexuality ระวังสิ่งที่อาจทำร้ายเธอ”
“…………… คำพูดเย็นชาเหล่านั้นตั้งกี่ครั้ง”
“Drowning ใครจะดึงเธอขึ้นมา”
“…………”
“Same s** t happens every day”
ซูหว่านเหอเปล่งคำถามที่อัดอั้นอยู่ในความเงียบออกมา เธอเงยหน้าขึ้นตั้งคำถาม น้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลัง
คำพูดภาษาอังกฤษที่ห้วนกระด้างในประโยคสุดท้ายยิ่งคมกริบที่สุด
ใครจะอยู่เป็นเพื่อนเธอ? ใครจะดึงเธอขึ้นมา?
ภายใต้อารมณ์อันรุนแรงนี้ คำถามที่ทรมานจิตวิญญาณที่สุดก็ถูกเอ่ยออกมา: “หลังจากเธอจากไป โลกเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?”
เสียงด้านล่างเวทีค่อย ๆ เบาลง เงียบสงัด และเริ่มครุ่นคิด
ซูหว่านเหอร้องว่า: “บาปที่เกิดจากความไม่รู้มีมากมาย เรื่องผ่านไปแล้วแต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”
“จะจดจำไว้ชั่วนิรันดร์ เรื่องราวในอดีตไม่เคยจางหายดุจควัน”
เธอยื่นมือออกไปสัมผัสแสงอุ่นที่สาดลงมาจากด้านบน น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับมือคู่หนึ่งที่ประคองใบหน้าซึ่งก้มต่ำ เสียงปลอบโยนนุ่มนวลและแผ่วเบาดุจลมหายใจ สัมผัสโดนส่วนอ่อนโยนในใจของผู้คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น
“เกิดมาเป็นคนก็ไม่ได้ทำผิดอะไร เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษ”
“……………………”
“หากเสียงอึกทึกยังไม่หยุด ก็ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอในความเงียบ”
“I wish I could hug you till, you're really really being free”
เสียงของเด็กสาวแผ่วเบาราวกับลมหายใจ แผ่วมาก ใกล้มาก ราวกับเสียงกระซิบปลอบโยนข้างหู
เธอยื่นมือออกไปตามที่เนื้อเพลงบอก แล้วโอบกอดตัวเอง
ผู้ชมกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าจะรบกวนความสงบนี้
หลังจากความเงียบงันและอ้อมกอดอันลึกซึ้ง เธอก็กลับจากฉากอ่อนโยนสู่สนามรบ ปลดปล่อยพลังชีวิตออกมาอย่างเต็มที่
“กุหลาบดอกไหนบ้างที่ไม่มีหนาม”
“การตอบโต้ที่ดีที่สุด คือความงดงาม”
“………………”
“เธอจะเป็นเธอหรือเป็นเธออีกแบบก็ได้”
“จะมีคนรักเธอหมดทั้งใจ……”
ข้อความบนหน้าจอถ่ายทอดสดแทบระเบิด:
“เชี่ย ขนลุกไปหมดแล้ว”
“ขนลุกไล่จากแขนไปถึงท้ายทอยแล้ว!”
“ตอนฟังครั้งแรกก็ทึ่งกับเนื้อเพลงนี้แล้ว พอฟังรอบสอง ในที่สุดก็ได้สติขึ้นมาหน่อย แต่พลังระเบิดอารมณ์นี่มันสุดยอดจริง ๆ!!!”
“ฉันเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าเพลงนี้พูดถึงอะไรกันแน่”
“ฉันหาข่าวกับเหตุการณ์เจอแล้ว จริง ๆ …มันแทงใจมากจริง ๆ ฉันร้องไห้หนักจนหยุดน้ำตาไม่ได้แล้ว”
“ฉันก็เหมือนกัน กระดาษทิชชูจะหมดห่อแล้ว ซูหว่านเหอ ฉันยอมรับว่าเธอมีของ ทำเอาผู้หญิงจีนที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กอย่างฉันร้องไห้หนักได้”
“ทำไมฉันฟังไม่เข้าใจเลยว่าพวกคุณพูดอะไรกัน?”
“ใส่ชุดเดรสสีขาวเรียบ ๆ แต่ร้องออกมาได้เหมือนพร้อมจะทะลวงฟ้า พี่สาวฆ่าฉันเลย!!!”
“ฉันว่าฉันกำลังจะมีคนโปรดคนใหม่แล้ว! ทั้งสวยทั้งมีความสามารถ พื้นฐานการร้องเพลงก็ดีขนาดนั้น วงการบันเทิงต้องมีที่ของเธอแน่”
เมื่อเสียงสุดท้ายของซูหว่านเหอสิ้นสุดลง แสงไฟทั่วทั้งฮอลล์ก็ค่อย ๆ หรี่ลงอย่างเชื่องช้า สีแดงกุหลาบที่เจิดจ้าราวกับระเบิดกลายเป็นสีขาวแสบตา ก่อนจะค่อย ๆ ดับลงจนหมด
เหลือเพียงลำแสงติดตามหนึ่งดวงที่ส่องลงมาตรง ๆ จากด้านบน วงแสงไม่กว้างนัก แต่พอดีคลุมตัวเธอไว้คนเดียว
แสงนั้นไม่ใช่สีขาว หากเป็นสีทองแชมเปญอ่อน ๆ เจือสีเทา คล้ายแสงสุดท้ายของตะวันยามสนธยา หรือแสงแรกของรุ่งอรุณ แยกไม่ออกว่าเป็นการส่งลาหรือการต้อนรับ
สายตาของเธอก้มลงเล็กน้อย หยุดอยู่ ณ จุดที่ไม่แน่ชัด ราวกับกำลังมองตำแหน่งหนึ่งในใจ มือขวาค่อย ๆ ยกขึ้น แนบฝ่ามือลงบนอก
“เด็กหนุ่มกุหลาบ เบ่งบานอยู่ในใจฉัน”
“เบ่งบานเป็นตำนานอันเจิดจ้า”
“พวกเราไม่เคยลืมเลือน”
“ของเธอ………………”
“กลับปลุกหัวใจจริงแท้มากมายให้ตื่นขึ้น”
ในท้ายที่สุด เสียงของเธอเปิดกว้างออกมาอย่างเต็มที่ เงยหน้าขึ้นสูง ปลดปล่อยอารมณ์ออกมา เสียงสองคำสุดท้ายลากยาวอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ลอยห่างออกไปดุจระลอกคลื่นจากก้อนหินที่ตกลงในน้ำ แผ่ขยายออกไปทีละวง
คราบน้ำตายังเกาะอยู่บนใบหน้า แต่แววตาของซูหว่านเหอกลับเปล่งประกาย แน่วแน่และแฝงรอยยิ้ม
เสียงดนตรีหยุดลง
เธอยืนอยู่ในลำแสงนั้น กางแขนออก แสงตกกระทบบนผิวขาวเนียนดุจหยก ราวกับผีเสื้อที่ปีกฉีกขาด
หยาดน้ำตาที่หางตากับเสียงอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
ภายในงานเงียบสนิทแทบไร้เสียง มีเพียงเสียงสะอื้นเป็นระยะ ๆ
คณะกรรมการด้านล่างเวทีจับจ้องผีเสื้อที่เต็มไปด้วยบาดแผลบนจอใหญ่บนเวที แววตาเปล่งประกาย ก่อนจะตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่นาน
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่ลุกขึ้น จากนั้นเสียงปรบมือก็หลั่งไหลเข้ามาราวกับคลื่นที่มาช้า ค่อย ๆ โถมเข้าหาอย่างหนักแน่น
ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงตะโกนเรียกให้ร้องต่อ
มีเพียงเสียงปรบมือที่ดำเนินต่อไปเนิ่นนาน
บางคนปรบมือไปพลางเช็ดน้ำตาไปพลาง บางคนสะอื้นจนขอบตาแดงก่ำ แม้แต่ข้อความในห้องถ่ายทอดสดก็แทบหยุดชะงักอย่างที่หาได้ยาก
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในที่นั่งต่างตะลึงจนพูดไม่ออก สงเฉียนเหมยนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ แววตาว่างเปล่า
ส่วนเจียงเว่ยชิงกลับตรงกันข้าม ตื่นเต้นจนไม่รู้จะวางมือวางเท้าอย่างไร ทั้งตัวกระโดดโลดเต้นราวกับลิง ลืมไปสนิทว่าตัวเองเป็นคนถัดไปที่จะขึ้นเวที
ถงฉยงที่นั่งห่างออกไปไม่กี่ที่แทบกัดฟันจนแหลก ใบหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ แต่ยังต้องฝืนยิ้มปรบมือ
มีความสามารถขนาดนี้ ทำไมรอบคัดเลือกถึงได้แค่อันดับ 16 ถ้าเธอได้อันดับสูงกว่านี้ อีกฝ่ายก็คงไม่เป็นแบบเมื่อครู่นี้!
บ้าจริง!
ไฟสปอตไลต์ดับลง ซูหว่านเหอค่อย ๆ ลดมือลง ก้มหน้า โน้มตัว และโค้งคำนับ
