จ้าวซู่เฟินถูกแม่สามีขับไล่กลับบ้านเดิม เรื่องนี้ทำให้คนทั้งหมู่บ้านตกตะลึง
เจิ้งฝูเกินสามีของนางเสียชีวิตไปกว่าครึ่งปีแล้ว ทั้งยังมีลูกสาวเพียงคนเดียวชื่ออวิ๋นซี แต่บ้านเจิ้งกลับไล่แม่ลูกออกจากบ้านทั้งคู่ ไม่กลัวตระกูลขาดผู้สืบสกุลหรืออย่างไร?
หน้าประตูเรือนมีชาวบ้านมามุงดูจนแน่น พากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
เจิ้งฝูเกินเป็นคนจากอำเภอ มีพี่น้องเพียงคนเดียว แม้ที่บ้านจะเปิดแค่ร้านขายของชำเล็ก ๆ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ยังดีกว่าคนในหมู่บ้านมาก
เมื่อก่อนพวกหญิงชาวบ้านพูดถึงจ้าวซู่เฟินทีไร ต่างก็อิจฉาที่นางมีวาสนา หน้าตาสะสวย แต่งงานก็ได้สามีดี นับว่าเป็นหญิงมีโชคอย่างแท้จริง
สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือนางมีลูกสาวเพียงคนเดียว ไม่อาจให้ลูกชายไว้สืบสกุลเจิ้ง
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน เจิ้งฝูเกินดื่มสุราจนเมามาย พลัดตกน้ำเสียชีวิต ตามหลักแล้วควรเก็บอวิ๋นซีไว้ที่บ้านเพื่อรับเขยเข้าตระกูล เหตุใดจึงถูกไล่ออกมาด้วยกันทั้งคู่?
หรือว่าแม่เฒ่าเจิ้งทนความเจ็บปวดจากการเสียลูกชายไม่ไหว จนเสียสติไปแล้ว?
เรื่องนี้ช่างน่าสงสัยเกินไป ทำให้ผู้คนพากันฉงนใจ
ทว่าประตูเรือนตระกูลจ้าวปิดสนิท จึงไม่มีใครรู้ความใน
ภายในเรือน บรรยากาศในห้องอึมครึม
“เลอะเลือนจริง ๆ เลอะเลือนสิ้นดี!”
ซุนซื่อตบขอบโต๊ะ เสียงสั่นเครือ “น้องสาวเจ้าทำผิดตรงไหน? นางมีสิทธิ์อะไรไปหย่าขาดแทนฝูเกิน? แล้วเจ้าอีกคน เหตุใดถึงพาคนกลับมาง่าย ๆ อย่างนี้!?”
นางเป็นมารดาแท้ ๆ ของจ้าวซู่เฟิน พอได้ยินว่าลูกสาวถูกหย่าขาดก็แทบไม่อยากเชื่อ ครั้นตั้งสติได้จึงด่าจ้าวต้าซานผู้เป็นลูกชายก่อน จากนั้นก็ขอบตาแดงก่ำ คิดจะไปอำเภอเพื่อหาความกับแม่เฒ่าเจิ้ง
แล้วนางก็หันไปตำหนิจ้าวซู่เฟิน “ถึงเจ้าจะหน้าด้าน ก็ต้องหน้าด้านอยู่บ้านเจิ้งสิ เหตุใดถึงถูกไล่ออกมาอย่างกับหมูกับหมา?”
“ถึงเจ้าไม่คิดถึงตัวเอง ก็ควรคิดถึงอวิ๋นซีด้วย อีกไม่กี่ปีก็ต้องหาคู่แล้ว ติดตามแม่ที่ถูก…อย่างเจ้าไป จะยังหาครอบครัวดี ๆ ได้อีกหรือ?”
คำพูดของซุนซื่อเต็มไปด้วยความสงสาร ทั้งยังแฝงความจนใจ
นางเคยคิดให้ลูกสาวแต่งงานใหม่มานานแล้ว แต่เมื่อมีอวิ๋นซีอยู่ด้วย ก็ยังพอค่อย ๆ ปรึกษาหารือกันระหว่างสองบ้านได้ เหตุใดแม่เฒ่าเจิ้งต้องทำกันถึงเพียงนี้?
นั่นเป็นหลานสาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวของนางเชียวนะ จะไม่ไยดีเลยหรือ?
“ไม่ได้ เรื่องนี้จะปล่อยให้จบแบบนี้ไม่ได้!”
ซุนซื่อโมโหจนอกกระเพื่อม “ข้าจะไปหานางเดี๋ยวนี้ ไปทวงความเป็นธรรม!”
คนที่นางพูดถึงย่อมเป็นแม่เฒ่าเจิ้ง ส่วนบิดาของเจิ้งฝูเกินนั้นเสียชีวิตไปแล้ว
จ้าวซู่เฟินร้องเรียกมารดาด้วยเสียงสะอื้น น้ำตาพรั่งพรูจนพูดอะไรไม่ออก
จ้าวต้าซานผู้เป็นพี่ชายเห็นแล้วก็ทนไม่ไหว ถอนหายใจพลางก้าวเข้ามาพูดว่า “ท่านแม่ อย่าโทษซู่เฟินเลย ท่านไม่ได้ยินคำพูดของน้าสะใภ้เจิ้งนี่ว่าร้ายแรงแค่ไหน ใครเจอเข้าก็ทนไม่ไหวทั้งนั้น
นางยังสาวอยู่ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทั้งชีวิตที่บ้านเจิ้ง”
คำพูดนี้แทงใจซุนซื่อพอดี วันก่อนเกิดเรื่องกับเจิ้งฝูเกิน เขาทะเลาะกับจ้าวซู่เฟินอย่างรุนแรง แม่เฒ่าเจิ้งจึงโยนความผิดเรื่องลูกชายตายให้จ้าวซู่เฟินทั้งหมด
กล่าวโทษว่าเป็นเพราะนาง หากไม่ใช่เพราะนาง ลูกชายก็คงไม่ดื่มเหล้ามากมายขนาดนั้น และคงไม่เกิดเรื่องขึ้น
แม่เฒ่าเจิ้งพูดเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ ซุนซื่อย่อมรู้ดี
แต่เรื่องก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว จะคอยขุดคุ้ยไม่เลิกไปทำไม?
จ้าวต้าซานเองก็คิดไม่ตก รู้เพียงว่าแม่เฒ่าเจิ้งมองน้องสาวด้วยแววตาเกลียดชัง บางทีนางอาจยังทำใจยอมรับการจากไปของน้องเขยไม่ได้
ซุนซื่อเข้าใจความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกชาย แต่คนก็ตายไปแล้ว
ถึงกับไล่หลานสาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวออกจากบ้าน หรือว่านางเสียสติไปแล้ว?
หรือถูกคนในตระกูลยุยงจนเลอะเลือนไปชั่วขณะ?
จ้าวซู่เฟินนิ่งเงียบมาตลอด ปล่อยให้น้ำตาเปียกชุ่มเสื้อผ้า
ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจนางทุกข์ทรมานเพียงใด
คำพูดเหล่านั้นยากเกินกว่าจะเอ่ยออกมา และนางก็ไม่อยากให้อวิ๋นซีรู้
ตั้งแต่คลอดอวิ๋นซี นางก็ไม่เคยตั้งครรภ์อีกเลย ตลอดหลายปีมานี้แม่สามีจึงขุ่นเคืองใจอยู่เสมอ ถึงกับคิดจะรับเฟิงเสวี่ยเหมย หลานสาวจากบ้านเดิมที่เป็นม่ายเข้ามาอยู่ด้วย
ให้นางกับหญิงอีกคนปรนนิบัติสามีร่วมกัน นางย่อมไม่ยอม โชคดีที่ฝูเกินเองก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาบอกว่ามีอวิ๋นซีก็พอแล้ว อย่างมากวันหน้าค่อยรับเขยเข้าบ้าน
เดิมทีนางคิดว่าเรื่องนี้คงผ่านไปได้ แต่คืนนั้นเขากลับพูดขึ้นมากะทันหันว่าจะรับเฟิงเสวี่ยเหมยเข้าบ้าน ทั้งยังยืนกรานอย่างเด็ดขาด ไม่มีช่องให้ต่อรองเลย
นางทั้งเสียใจและรู้สึกเหมือนถูกทรยศ จึงทะเลาะกับฝูเกินอย่างรุนแรง
เพิ่งผิดใจกันได้ไม่นาน วันต่อมาฝูเกินก็เกิดเรื่อง นางจะไม่รู้สึกผิดอยู่บ้างได้อย่างไร
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของนางทั้งหมด คนที่เสียใจที่สุดก็คือนางต่างหาก
ตอนนั้นนางยังไม่รู้ว่าทั้งสองคนลักลอบมีสัมพันธ์กันแล้ว ยิ่งไม่รู้ว่าเฟิงเสวี่ยเหมยตั้งครรภ์ลูกของเขา
แรกเริ่มแม่สามีก็ไม่รู้เรื่องเช่นกัน แม้จะขุ่นเคืองนางอยู่บ้าง แต่เห็นแก่อวิ๋นซีจึงไม่ได้กลั่นแกล้งนางมากนัก
จนกระทั่งฝูเกินจากไปได้สองเดือน ท่าทีของแม่สามีก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ตอนนั้นนางถึงได้รู้ว่าทั้งสองทำเรื่องบัดสีด้วยกัน
ความแค้นในใจยากจะบรรยาย แต่คนก็ตายจากไปแล้ว ต่อให้เกลียดชังเพียงใด หรือคับแค้นแค่ไหน ก็ไม่มีที่ให้ระบายอีก
บางทีเพราะยังไม่รู้แน่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง แม่สามีจึงยังไม่ได้คิดขับไล่นาง ถึงกับเคยเสนอให้ลงชื่อเด็กที่ยังไม่เกิดคนนั้นเป็นลูกของนาง
นางลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมตกลง
ความผูกพันฉันสามีภรรยากว่าสิบปี แม้ท้ายที่สุดเจิ้งฝูเกินจะทำให้นางเจ็บช้ำจนหัวใจแหลกสลาย แต่นางก็ยังเกลียดเขาไม่ลง และลืมเขาไม่ลงเช่นกัน
นางยินดีเลี้ยงดูเด็กคนนั้นแทนเขา
ใครจะคิดว่าเมื่อเฟิงเสวี่ยเหมยคลอดลูกชาย ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
บ้านเฟิงหมายปองทรัพย์สินของบ้านเจิ้ง ยืนกรานว่าจะเลี้ยงเด็กคนนั้นด้วยตัวเอง บ้านเจิ้งจึงไม่มีที่ให้นางอีกต่อไป
แม้พวกเขาจะยอมให้อวิ๋นซีอยู่ต่อ แต่นางรู้จักนิสัยลูกสาวดี อวิ๋นซีไม่มีทางอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างสงบสุขได้
นางมีลูกสาวเพียงคนเดียว จะทำใจทิ้งไว้ได้อย่างไร?
นางจึงพาอวิ๋นซีออกจากบ้านเจิ้งมาอย่างเด็ดเดี่ยว
ลึก ๆ แล้วนางไม่อยากให้อวิ๋นซีรู้เรื่องพวกนี้ ลูกยังเล็ก คงยากจะรับไหว มีแต่จะพลอยเสียใจไปด้วย
รอให้โตขึ้นและรู้ความกว่านี้ แล้วค่อย ๆ บอกก็ยังไม่สาย
บางทีอาจปิดบังเรื่องนี้ได้ไม่นาน แต่ตอนนี้นางเพียงอยากปกป้องอวิ๋นซีให้นานขึ้นอีกสักหน่อย
ระหว่างหมู่บ้านกับอำเภอมีระยะทางสามสิบถึงสี่สิบลี้ ข่าวคงยังไม่แพร่ไปในเวลาอันสั้น
อีกอย่าง การมีลูกโดยยังไม่ได้แต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องน่าเชิดหน้าชูตา พวกเขาคงไม่ประกาศป่าวร้องให้เอิกเกริกเช่นกัน
ส่วนเด็กคนนั้นจะใช้ฐานะใดขึ้นทะเบียนเป็นคนบ้านเจิ้ง นางไม่รู้ และไม่อยากรู้ด้วย
นับจากนี้ไป ทุกอย่างล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกแล้ว
ถึงจะเป็นเช่นนั้น ในใจก็ยังคับข้อง จึงร้องไห้ไม่หยุด
เจิ้งอวิ๋นซีหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้มารดาเงียบ ๆ ในใจรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก
นางเกลียดที่ย่าใจร้าย ในใจคิดว่าถ้าพ่อยังอยู่ก็คงดี
พ่อรักแม่มาก คงทนเห็นแม่เสียใจถึงเพียงนี้ไม่ได้แน่
ย่าชอบพูดว่าวันนั้นพ่อออกจากบ้านไปด้วยความขุ่นเคือง จึงดื่มเหล้ามากเกินไป แต่นางรู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น
ก่อนพ่อออกจากบ้านวันนั้น พ่อแอบบอกนางว่าขากลับจะซื้อขนมแป้งพุทรากวนที่แม่ชอบมาให้ ทั้งยังขอให้นางช่วยพูดดี ๆ ปลอบแม่ให้หายโกรธ
นางถามพ่อว่าทำไมถึงทำให้แม่โกรธ พ่อฝืนยิ้มพลางถอนหายใจ บอกว่าเผลอทำเรื่องโง่ ๆ ไปชั่ววูบ
นางอ่านความหม่นหมองในแววตาพ่อออก คงเป็นเรื่องไม่มีลูกชายสืบสกุลอีกแล้ว ใคร ๆ ก็ชอบพูดจาซ้ำเติม ทำให้พ่อกับแม่ไม่สบายใจ
ทั้งที่การตายของพ่อเป็นอุบัติเหตุ แต่ย่ากลับโยนความผิดให้แม่ ในใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทุกวันเอ่ยวาจาเสียดแทง ไม่เคยมีสีหน้าดี ๆ ให้เห็น
ในสายตาของเจิ้งอวิ๋นซี การที่แม่จากมา กลับเป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่ง
เพียงแต่ครอบครัวที่เคยอยู่กันดี ๆ บัดนี้แตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ทำให้นางอดเศร้าไม่ได้
ทั้งยังสับสนกับชีวิตนับจากนี้ แม่กับนางจะไปอยู่ที่ไหนกัน?
บ้านท่านตาอาจรับไว้ได้ชั่วคราว แต่คงให้อยู่ไปตลอดชีวิตไม่ได้ หรือว่าแม่จะต้องแต่งงานใหม่จริง ๆ?
***
เรื่องนี้เป็นนิยายชีวิตชาวบ้านและชนบท เล่าเรื่องในครอบครัวอย่างเนิบช้า ไม่ใช่นิยายแนวสะใจ
เขียนนิยายไม่ง่าย หากไม่ชอบก็เชิญกดออก และขอให้เคารพผลงานของผู้อื่น อย่าให้คะแนนต่ำอย่างไม่ยั้งคิด ขอบคุณ
