“กินมื้อเช้าเสร็จเดี๋ยวฉันจะไปเคาะประตู ให้เธอเอากำไลมาให้เธอ ถ้าไม่ให้ละก็ คอยดูว่าฉันจะจัดการเธอยังไง ฮึ...” จางจื่อจวินถือชามข้าวกินไปพูดไป สีหน้าเหี้ยมเกรียม
“ใช่แล้ว เข่อเยว่ เด็กคนนั้นต้องไม่ตามใจมากเกินไป เดี๋ยวพวกเราขึ้นไปช่วยพูดกับเธอด้วย” เฉินหลานหลานพูดเอาใจ
คนอื่น ๆ ต่างพากันคล้อยตามเป็นธรรมดา ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง พวกเขาที่มีบ้านอยู่ต่างมณฑลต่างก็อาศัยเซี่ยเข่อเยว่พามาที่บ้านตระกูลเจียง ถึงได้รอดชีวิตอย่างปลอดภัย มีข้าวกินมีน้ำดื่ม
ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยเข่อเยว่ยังปลุกพลังพิเศษสายเยียวยาขึ้นมาได้ ย่อมไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
ส่วนเรื่องที่บ้านหลังนี้เดิมเป็นของเจียงเหยียนลั่วนั้น ทำได้เพียงแกล้งมองข้ามไป
เซี่ยเข่อเยว่ดีใจอยู่ในใจ แต่กลับทำสีหน้าลำบากใจ “จื่อจวิน เดี๋ยวคุยกับลั่วลั่วดี ๆ นะ ขอแค่เธอไม่โกรธฉันก็พอ เรื่องกำไลช่างมันเถอะ ฉัน...”
“เข่อเยว่ เธอนี่ใจดีจริง ๆ วางใจเถอะ ฉันรู้ว่าควรทำยังไง เธอไม่ต้องยุ่งหรอก” จางจื่อจวินมองเซี่ยเข่อเยว่ด้วยแววตาอ่อนโยน
ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งชั้นล่างกำลังพูดจาไร้สาระ วางแผนว่าจะขึ้นไปขอกำไลจากเธอ เจียงเหยียนลั่วกลับยืนเหม่ออยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ
คนในกระจกมีผิวขาวเนียนราวเครื่องเคลือบ รูปร่างบอบบาง เครื่องหน้าประณีตงดงาม
ดวงตากลมโตดุจเมล็ดอัลมอนด์ประดับด้วยขนตาหนาและยาว
ผมยาวถึงเอว ปลายผมเป็นลอนเล็กน้อย ทิ้งสยายอยู่ด้านหลัง งดงามราวตุ๊กตาบาร์บี
“นี่...ทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงหน้าตาเหมือนฉันเป๊ะเลย? แค่ดูอ่อนวัยกว่าฉัน ผิวก็ดีกว่าด้วย จริงสิ เจ้าของร่างเดิมในนิยายอายุแค่ 15 ตอนตายเธออายุ 20 แล้ว” เจียงเหยียนลั่วลูบหน้า พึมพำกับตัวเอง
ไม่คิดเลยว่าไม่ใช่แค่ชื่อเหมือนตัวประกอบไร้บทในนิยาย แม้แต่หน้าตาก็ยังเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือไงกัน???
เมื่อวานตอนทะลุเข้ามาในนิยาย เธอเอาแต่คิดเรื่องเนื้อเรื่องกับมิติส่วนตัว จนลืมสังเกตหน้าตาตัวเองในตอนนี้ไปเสียสนิท
แต่เธอมั่นใจว่า ก่อนหน้านี้ผิวของเจ้าของร่างเดิมไม่ได้ขาวเนียนขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะกินยาชำระไขกระดูกเพื่อขับสิ่งสกปรกออกมา
ตอนนี้ผิวของเธอดูบอบบางราวกับแตะแล้วจะแตก ขาวเนียนดุจหิมะ ทั่วร่างไร้ตำหนิแม้แต่น้อย
ถ้าสวยขนาดนี้ในยุคก่อนวันสิ้นโลก คงเป็นเรื่องน่ายินดีแน่
แต่ในวันสิ้นโลก ความงามเกินไปกลับไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะตอนที่เธอยังไม่แข็งแกร่งพอ
ในกลุ่มคนที่นางเอกพามาด้วย มีคนชื่อเฉินเทียนเจี๋ยอยู่คนหนึ่ง เขามักใช้สายตาลามกมองเจ้าของร่างเดิม ถ้าพวกเขาเห็นเธอในสภาพตอนนี้เข้า เกรงว่าคงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ
ก่อนวันสิ้นโลก คนอายุ 15 ยังเป็นเด็ก ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ในวันสิ้นโลกมีเดนมนุษย์บางคนที่แม้แต่เด็กเล็กก็ยังไม่เว้น
ขณะที่กำลังคิดว่าจะปกปิดหน้าตาตัวเองอย่างไร สายตาก็เหลือบไปเห็นกระปุกมาสก์โคลนวางอยู่ข้างอ่างล้างหน้า
มาสก์โคลนนี้ทาแล้วเป็นสีเทาดำ ปกติเจ้าของร่างเดิมจะใช้ทำความสะอาดผิวเป็นครั้งคราว
พอเห็นมาสก์โคลน ดวงตาของเจียงเหยียนลั่วก็เป็นประกาย
เธอรวบผมยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว มัดเป็นมวยเรียบร้อย จากนั้นก็เริ่มพอกมาสก์ลงบนหน้า จนทั่วทั้งใบหน้าและลำคอถูกมาสก์สีดำหนาปกคลุม เธอถึงพอใจ
เพิ่งพอกมาสก์เสร็จ เสียงทุบประตูก็ดังสนั่น
เรื่องราวกำลังจะเริ่มตามเนื้อเรื่องแล้ว
เจียงเหยียนลั่วไม่รีรอ รีบเปิดประตูห้องทันที
พอเห็นประตูเปิดออกกะทันหัน แล้วมีคนหน้าดำปี๋เดินออกมา ทุกคนก็สะดุ้งโหยง คิดว่ามีซอมบี้บุกเข้ามาในบ้านเสียแล้ว
เมื่อเห็นชัดว่าเป็นเจียงเหยียนลั่ว ทุกคนก็พากันตำหนิเธอเสียงดัง
“เธอเป็นบ้าอะไรแต่เช้า ถึงได้พอกหน้าเนี่ย?”
“นั่นสิ จะพอกหน้าก็พอกไป ทำไมต้องใช้สีดำด้วย ตกใจแทบตาย!”
“เด็กคนนี้ไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย”
“ลั่วลั่ว ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ ทำเอาทุกคนตกใจหมดแล้ว รีบขอโทษพี่ ๆ เขาเร็วเข้า” เซี่ยเข่อเยว่เกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าราวกับหวังดีต่อตัวเธอ
“จะให้ขอโทษอะไร? ฉันพอกหน้าอยู่ในห้องตัวเอง พวกคุณต่างหากที่ขึ้นมาหาฉัน ไม่ใช่ฉันจงใจทำให้ตกใจสักหน่อย แล้วทำไมฉันต้องขอโทษ?” เจียงเหยียนลั่วกลอกตาใส่
พอกลอกตาบนใบหน้าดำปี๋แล้ว ยิ่งดูน่าขนลุกเข้าไปใหญ่
“เอ่อ ลั่วลั่ว ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ? พี่ก็หวังดีต่อเธอนะ” เซี่ยเข่อเยว่พูดเสียงน้อยใจ
“เข่อเยว่ อย่าไปโกรธเธอเลย เธอมันอกตัญญู” จางจื่อจวินพูดกับเซี่ยเข่อเยว่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้ว
ก็หันไปจ้องเจียงเหยียนลั่วอย่างดุดัน “ครูหวังดีกับเธอแท้ ๆ ยังกล้าเถียงอีก ทำไมถึงได้ไร้จิตสำนึกขนาดนี้?
แล้วกำไลของเธอนั่น รีบเอาออกมา ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”
เจียงเหยียนลั่วได้ยินดังนั้นก็จงใจยื่นข้อมือที่สวมกำไลเลียนแบบออกมา สะบัดข้อมือแล้วพูดยั่วโมโห “ไม่เกรงใจแล้วจะทำไม? ที่นี่บ้านฉัน กำไลก็ของฉัน ฉันอยากให้ใครก็ให้ ไม่อยากให้แล้วจะทำไม?”
เธอตั้งใจยั่วจางจื่อจวินให้โมโห เพื่อให้เขาเข้ามาแย่งกำไล
จางจื่อจวินได้ยินแล้วก็เดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าโกรธจัดตามคาด “ไอ้เด็กเวร ฉันให้ท้ายเธอมากไปแล้วสินะ เอากำไลมาให้ฉัน!”
ตอนจางจื่อจวินยื่นมือมาคว้าตัวเธอ เธอก็รีบถอยหลังสองก้าว จากนั้นแกล้งทำเป็นยืนไม่อยู่แล้วล้มลงกับพื้น มือข้างที่สวมกำไลกระแทกพื้นอย่างแรง
เสียง “กริ๊ง” ดังขึ้น กำไลหยกแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ในพริบตา
ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ สีหน้าของนางเอกบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปเก็บเศษกำไล
ในใจเอาแต่ด่าจางจื่อจวินว่าเป็นไอ้โง่
ไอ้ไร้สมอง แค่เรื่องเล็กน้อยยังจัดการไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีพลังพิเศษสายพละกำลังและยังมีประโยชน์กับเธอ เธอคงไม่พาเขามาบ้านตระกูลเจียงหรอก
หลังจากกำเศษกำไลไว้ในมือแล้ว กลับพบว่าความรู้สึกใจสั่นที่เคยมีหายไปหมด ราวกับกำไลวงนี้ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอีกแล้ว
จางจื่อจวินเห็นกำไลแตกก็หงุดหงิด กำลังจะอ้าปากด่าอยู่แล้ว
เจียงเหยียนลั่วก็เริ่มร้องไห้โฮ “ฮือ ๆ เป็นความผิดของคุณทั้งนั้น ผลักฉันทำไม? กำไลฉันแตกแล้ว กำไลฉันพังแล้ว คุณต้องชดใช้ให้ฉัน ฮือ ๆ ๆ
ฉันเกลียดพวกคุณ ออกจากบ้านฉันไป!”
คนที่ถูกเจียงเหยียนลั่วไล่ สีหน้าก็เขียวคล้ำ จางจื่อจวินยิ่งเดือดดาล
มีเพียงเซี่ยเข่อเยว่ที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง จึงจำต้องเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม “ลั่วลั่ว อย่าร้องเลย พี่จื่อจวินไม่ได้ตั้งใจ อย่าโกรธเลย แต่เธอจะไล่พวกเราไปไม่ได้นะ
ถ้าพวกเราไปแล้ว ใครจะคอยปกป้องเธอล่ะ?”
“เข่อเยว่ อย่าไปตามใจเธอ จะปกป้องอะไร? วันนี้ฉันจะบอกให้รู้ไว้ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าจะมีใครไปก็ต้องเป็นเธอ ตอนนี้เป็นวันสิ้นโลกแล้ว ฉันยึดบ้านเธอแล้วจะทำไม?” จางจื่อจวินพูดอย่างย่ามใจ
เจียงเหยียนลั่วรอให้เขาพูดประโยคนี้อยู่แล้ว
“ได้ พวกคุณเก่งมาก จะไปก็ไปสิ ใครกลัวใครกัน ฉันไม่ต้องให้พวกคุณปกป้องหรอก ฮือ ๆ ๆ”
เธอทำหน้าดำปี๋ เผยฟันขาวจั๊วะออกมา ร้องไห้พลางลุกขึ้นเก็บของ แสร้งหยิบกระเป๋าเป้มาใส่เสื้อผ้าสองชุด แล้วทำท่าจะออกไป
เซี่ยเข่อเยว่ก้มมองเศษกำไลในมือ ในใจเกลียดชังเจียงเหยียนลั่วอย่างยิ่ง
