อวี๋จือหนิงหลบเลี่ยงการคำนับของฮูหยินอ๋องจิ่ง แล้วถอยไปอยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋ ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าอาหนิงหุนหันพลันแล่นเกินไป
“อาหนิง...”
“ในเมื่ออาหนิงกล่าวเช่นนี้ ก็ถือว่ายอมรับเรื่องนี้แล้ว ฮูหยินอ๋องจิ่ง จวนอวี๋กั๋วกงของเราลั่นวาจาออกไปแล้ว ย่อมไม่คืนคำ!” ซ่งซื่อชิงเอ่ยขึ้นก่อน นางไม่เชื่อหรอกว่าไทเฮาจะทรงเข้าข้างอวี๋จือหนิงไปเสียทุกเรื่อง!
อวี๋ชิ่นฉู่มีถานสือหลิงคอยก่อกวน เช่นนั้นอวี๋จือหนิงก็อย่าหวังว่าจะได้แต่งเข้าไปอย่างสงบสุขเช่นกัน
ฮูหยินจวนอ๋องจิ้งพยักหน้าคล้อยตาม “คนตั้งมากมายล้วนเป็นพยาน ท่านหญิงกล่าวแล้วว่าจะไม่ก่อเรื่อง พวกเราล้วนเป็นพยานทั้งสิ้น!”
ท่ามกลางสายตาของผู้คน อวี๋จือหนิงกลับขุดหลุมฝังตนเอง ฮูหยินจวนอ๋องจิ้งอดก่นด่าในใจไม่ได้ว่านางช่างโง่เขลานัก จากนั้นก็หันไปมองฮูหยินอ๋องจิ่ง “ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว หากจะเข้าวังก็ควรไปแต่เนิ่น ๆ พวกเราจะได้ฟังข่าวดีด้วย”
“นั่นสิ”
เมื่อเหล่าฮูหยินพากันเร่งรัด ฮูหยินอ๋องจิ่งจึงได้แต่พยักหน้าตาม แล้วหันไปฝากฝังให้ฮูหยินหลิวช่วยดูแลมู่ชิงจั่ว ก่อนจะเข้าวังไป
หลังฮูหยินอ๋องจิ่งจากไป ฮูหยินหลิวก็คลี่คลายบรรยากาศด้วยการชักชวนทุกคนชมละครและชื่นชมบุปผา
เหล่าคุณหนูวัยเยาว์หลายคนพากันมารวมกลุ่มใต้ศาลาริมน้ำ แต่งโคลงวาดภาพ
ในกลุ่มนั้นมีมู่ชิงจั่วอยู่ด้วย นางนั่งหน้าตาเย็นชา ท่าทางไม่อยากข้องเกี่ยวกับผู้ใด สายตาเหลือบมองอวี๋จือหนิงเป็นครั้งคราว แววตาเปี่ยมด้วยความดูแคลน
“พี่หญิงใหญ่ อีกประเดี๋ยวหากฮูหยินอ๋องจิ่งทูลขอพระราชทานการหมั้นมาได้จริง พี่อย่าได้เสียใจไป หากไม่ไหวก็ถอนหมั้นเสียเถิด” อวี๋ชิ่นฉู่ขยับเข้าไปกระซิบข้างกายอวี๋จือหนิง ทว่าน้ำเสียงกลับเจือความสะใจอย่างชัดเจน เพราะฮูหยินผู้เฒ่าอวี๋อยู่ข้าง ๆ นางจึงยั้งคำพูดไว้บ้าง มิฉะนั้นคงไม่รู้ว่าจะกล่าววาจาร้ายกาจออกมาอีกเพียงใด
