หวังจิ้นจวินได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ
“แกไม่พอใจแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
“ตอนนี้หลินปินมีจางเจี้ยนชุนกับลู่ตงจวิ้นคอยหนุนหลัง”
“แล้วพวกเรามีใครคอยหนุนหลังบ้าง”
หวังหย่งนั่งลงข้างหวังจิ้นจวิน กัดฟันพูดว่า “พ่อ พ่อรู้จักคนในเมืองตั้งเยอะ”
“ไม่มีสักคนที่พอจะช่วยได้เลยเหรอ”
“ผมทนดูท่าทางอวดดีของหลินปินไม่ไหวจริง ๆ”
“ก็แค่จับปลาได้ไม่กี่ตัว ออกทะเลไปเที่ยวหนึ่ง แล้วก็ได้จางเจี้ยนชุนกับลู่ตงจวิ้นเป็นพวก ถึงกับทำตัวเก่งกาจขนาดนี้”
“ต่อหน้าคนตั้งมากมาย ยังกล้าเหน็บแนมพ่ออีก”
“ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผมว่าตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของพ่อ สักวันคงถูกหลินปินแย่งไปแน่”
สีหน้าหวังจิ้นจวินพลันเคร่งขรึม แววตาฉายประกายดุดัน
เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านมานานกว่ายี่สิบปี จะปล่อยให้หลินปินโค่นลงได้ง่าย ๆ แค่พูดไม่กี่คำหรือ
อีกอย่าง จางเจี้ยนชุนกับลู่ตงจวิ้นปกป้องหลินปินได้แค่ชั่วคราว แต่ปกป้องเขาไปตลอดไม่ได้หรอก!
เขามีวิธีจัดการหลินปินตั้งมากมาย
“แกอย่าเพิ่งใจร้อน ปล่อยให้หลินปินอวดดีไปอีกสองวัน”
“รอให้เขาสร้างฐานบ้านเสร็จเรียบร้อยก่อน ฉันย่อมมีวิธีจัดการเขาเอง”
หวังหย่งเลิกคิ้วขึ้น
“วิธีอะไร”
หวังจิ้นจวินหัวเราะเยาะ “แกลืมไปแล้วหรือว่าที่ดินที่อนุมัติให้หลินปินเป็นของใคร”
หวังหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าค่อย ๆ เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“จริงด้วย ที่ดินผืนนั้นเดิมทีเป็นของซุนเหว่ยซิน ต่อมาซุนเหว่ยซินร่ำรวยขึ้นแล้วย้ายไปอยู่ในเมือง ที่ดินถึงได้ถูกทิ้งร้างไว้”
“ถ้าซุนเหว่ยซินรู้ว่าที่ดินของบ้านเขาถูกยึดไป”
“ด้วยนิสัยของเขา ต้องกลับมาหาเรื่องหลินปินแน่”
