เพราะพิธีกรรมที่บันทึกในไดอารี่คือต้นเหตุที่พาเขาข้ามมิติมา แต่ยังมีอีกหนึ่งปัญหา หมอคนนั้นติดเชื้อ แล้วตัวเขาเองมีโอกาสติดเชื้อด้วยหรือไม่...
แต่มาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้แล้ว
และเมื่อดูจากผลลัพธ์ การช่วยเหลือตัวเองของหมอผู้นี้ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่หมออัญเชิญมาไม่ใช่มังกรเทพหรือตะเกียงวิเศษที่ดลบันดาลได้ทุกสิ่ง ยิ่งไม่ใช่เทพเจ้าผู้ประทานพร แต่เป็นสิ่งที่มีผมดำตาดำ และเกือบกลายเป็นอาหารว่างครึ่งมื้อของหมี
ลู่หยวนก้มลงมองม้วนกระดาษเก่าเหลืองที่วางอยู่ใต้ไดอารี่ สัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนหนังสัตว์บางชนิด
ทันทีที่ดึงม้วนกระดาษออกมา ความเย็นวาบก็แล่นปราดไปตามปลายนิ้ว ลู่หยวนขยี้มือเบา ๆ ก่อนคลี่ม้วนกระดาษออกจนสุด
บนม้วนกระดาษปรากฏลวดลายสีแดงเข้มบิดเบี้ยว
เส้นสายของลวดลายแน่นขนัด เมื่อจ้องมองดี ๆ จะสังเกตเห็นเค้าของระเบียบบางอย่าง คล้ายตัวอักษร?
ส่วนด้านข้างลวดลายคือแถวตัวอักษรที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
ลู่หยวนเพ่งมอง รอให้ระบบ 'แปลภาษา' ของตนทำงาน แต่ผ่านไปหลายวินาที นิ้วทองที่เพิ่งปรากฏกลับดูเหมือนจะติดขัด
'ไม่ใช่แล้ว!'
ลู่หยวนเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ใช่นิ้วทองมีปัญหา แต่เป็นตัวอักษรบนม้วนกระดาษที่กำลังต่อต้าน!
เส้นสายบนม้วนกระดาษคล้ายเส้นเลือดกำลังบิดพันกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกลุ่มหนอนที่สอดประสานกายกันดิ้นพล่าน
【แปลล้มเหลว... แปลล้มเหลว...】
ในที่สุดข้อความสีเทาก็ลอยขึ้นในสายตา และในจังหวะนั้นเอง ลู่หยวนรู้สึกว่าโลกตรงหน้าสั่นไหว
เสียงกระซิบพร่าพรายดังขึ้นข้างหูโดยไม่มีสัญญาณเตือน
"...ฟ่อ... ยิ่งใหญ่... เมตตา..."
ตอนแรกเสียงนั้นอยู่ไกลลิบ ราวกับร้องเรียกผ่านทะเลลึก
แต่ชั่วพริบตาถัดมา เสียงล่องลอยห่างไกลนั้นกลับเคลื่อนมาแนบชิดราวกับกระซิบในหูของลู่หยวน
จังหวะคำพูดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ น้ำเสียงแหลมเสียดแก้วหู เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ชวนขยะแขยง
ลู่หยวนรู้สึกถึงความผิดปกติ อยากเบือนหน้าหนี แต่กลับพบว่าสายตาตัวเองถูกตรึงแน่น สูญเสียการควบคุมโดยสิ้นเชิง ได้แต่จ้องเขม็งไปที่ม้วนกระดาษบิดเบี้ยวนั้น
ณ ขณะนั้น ความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่าก็แล่นลึกเข้าไปในสมอง เหมือนมีบางอย่างพยายามมุดทะลุออกมา
ตรงขอบสายตา กรอบข้อความระบบสีเทาขาวกระพริบถี่อย่างบ้าคลั่ง:
【ดูเหมือนนายจะสัมผัสได้ถึงร่องรอยของสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่..! คำเตือน! จิตใจถูกกัดกร่อน!】【สติสัมปชัญญะระดับⅠ: +1.../20】
【นายแอบมองข้อห้ามที่มีอยู่แต่โบราณ ปลดล็อกความรู้ใหม่】【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: +0.5, 0.5/10】 【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: +0.5...】
"ไอ้**เอ๊ย!"
ในห้วงความเป็นความตาย สัญชาตญาณเอาตัวรอดอันแรงกล้าของลู่หยวนช่วยให้เขาช่วงชิงการควบคุมร่างกายคืนมาได้ชั่วขณะ
เขากระดกข้อมือสุดแรงเหวี่ยงม้วนกระดาษในมือทิ้งไป
"ตุ้บ."
ม้วนกระดาษตกลงบนพื้น ยังคงสั่นไหว
แต่จังหวะถัดมา พลังที่ไร้รูปดูเหมือนจะปรากฏขึ้นและกดมันไว้จนสงบลงทีละน้อย ในที่สุดก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
และทันทีที่ม้วนกระดาษกลับสู่สภาพเดิม เสียงกระซิบเคล้มคลั่งที่ข้างหูของลู่หยวนก็เงียบหายไปทันที
ห้องกลับคืนสู่ความเงียบราวกับความตายอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฟืนปะทุเป็นครั้งคราวจากเตาผิง
ลู่หยวนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ หอบหายใจแรง เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบชุ่มหลังทะลุเนื้อผ้า เสียงหึ่ง ๆ แห่งความบ้าคลั่งยังติดอยู่ในหูแผ่ว ๆ
เขาตบศีรษะตัวเองเบา ๆ แล้วจ้องไปยังม้วนกระดาษบนพื้นด้วยแววตาหวาดระแวง
"ที่นี่มันโลกบ้าอะไรกันแน่..."
【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: 4.5/10】
【สติสัมปชัญญะระดับⅠ: 11/20 (ประสบการณ์)】
ลู่หยวนมองข้อความแจ้งเตือนที่โผล่ขึ้นมา ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก รอจนเสียงผิดปกติที่หลงเหลือในหูหายสนิท จึงค่อยลุกขึ้นยืน
คิดหาทางจัดการกับม้วนกระดาษตรงหน้า
"หรือโยนเข้าเตาผิงไปเลย?"
แต่ลู่หยวนก็ปฏิเสธความคิดนั้นในทันที
เพราะถ้าม้วนกระดาษนี้เกี่ยวข้องกับ 'พิธีกรรม' ที่ว่า ก็หมายความว่าถ้าอยากกลับบ้าน เขาต้องถอดรหัสความลับที่ซ่อนอยู่
แต่ไม่ใช่ตอนนี้แน่
หลังจากใคร่ครวญ ลู่หยวนก็คว้าหนังสือเล่มอื่นบนโต๊ะมาประกบม้วนกระดาษไว้อย่างรวดเร็ว แล้วยัดเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะ เอาตำราแพทย์หนา ๆ อีกหลายเล่มทับอัดไว้แน่น
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เขาก็ทรุดตัวลงบนโซฟา ถอนหายใจยาวเบา ๆ ระงับอาการขนลุกเกรียวตามแขน
ลู่หยวนมีลางสังหรณ์คลุมเครือว่า ถ้าเขาจ้องมองม้วนกระดาษนั้นต่อไปอีกเพียงไม่กี่วินาที 【ศาสตร์ต้องห้าม】คงเลเวลอัพ และหลังจากนั้นอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
"แต่ตัวเองก็อาจตายสนิทเหมือนกัน"
ลู่หยวนพึมพำในใจก่อนบังคับตัวเองให้ละความสนใจจากลิ้นชักนั้น
ไม่มีเวลามาคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ ในเมื่อยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องต้องทำ
นั่นคือจัดการซากปลาเน่ายาวเท่าคนนี้ยังไง
ด้วยอุณหภูมิที่สัมผัสได้ตอนนี้ อย่างมากไม่กี่ชั่วโมง ซากปลายักษ์นี้ก็จะเน่าเหม็น
ถ้าเกินสิบห้าชั่วโมง บ้านหลังเล็กนี้ก็ทิ้งได้เลย
แต่อีกหนึ่งปัญหาก็ผุดขึ้นตรงหน้าลู่หยวน จะจัดการยังไง?
ถ้าขุดหลุมฝัง ไม่ต้องพูดเลยว่าจะต้องใช้เวลาขุดนานแค่ไหน แค่ขนย้ายก็เป็นเรื่องยากมหาศาล
นอกจากนี้ ลู่หยวนก็ไม่อยากแตะต้องซากปลานั่นเลยสักนิด เพราะในไดอารี่เขียนไว้ชัดเจน ไลเซน หมอซวย ถูก 'นิมิตประหลาด' บนเรือวาฬเหล็กแพร่เชื้อมาสู่ตน ถ้าตัวเองไม่ไปจับต้อง ก็น่าจะลดโอกาสติดเชื้อลงได้บ้าง
แต่พอคิดถึงฉากที่เห็นตอนคลี่ม้วนกระดาษออก ลู่หยวนก็เงียบกริบ
"แค่ไม่สัมผัส มันลดโอกาสติดเชื้อได้จริง ๆ หรือ?"
หลังชั่งใจอยู่นาน ลู่หยวนก็พบว่าตัวเองหาทางออกดี ๆ ไม่ได้เลยสักทาง
ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว ความมืดปกคลุมทุกอย่างภายนอก
ณ เวลานี้ การขอความช่วยเหลือก็ไม่สมจริง ไม่ต้องพูดถึงว่าตัวเองเป็นใคร แค่ที่มาของปลาขนาดเท่าคนก็อธิบายไม่ถูกแล้ว
ไม่มีทางเลือก ต้องกัดฟันลุยเอง
ลู่หยวนรื้อค้นในบ้าน กลับพบสิ่งหนึ่งจริง ๆ คือเตียงนอนเดี่ยวหลายหลังที่วางเรียงกันอยู่ชั้นล่าง หลังหนึ่งมีล้อโลหะสองล้อติดไว้ใต้ขาเตียงด้านหนึ่ง
ลู่หยวนเตรียมใช้เตียงนี้เป็นรถเข็น
จากนั้นเขาก็หยิบเสื้อผ้าสองตัวที่ใส่ไม่ได้จากตู้ในห้องมาปูราบกับพื้น กลิ้งซากปลาลงบนผ้า แล้วยกขึ้นเตียงทีละน้อย ใช้เชือกมัดตรึงไว้
เปิดประตู ลู่หยวนเตรียมออกไปหาที่ทิ้ง 'ปลา' ก่อน
จากไดอารี่พอจะรู้ว่า ที่นี่คือเมืองชายฝั่ง ถ้าทิ้ง 'ปลา' ลงทะเล ก็คงดีที่สุด
แถมเมื่อยืนอยู่ข้างนอกก็ได้ยินเสียงคลื่นทะเลร่ำ ๆ ระยะไกล คาดว่าบ้านในป่าหลังนี้คงไม่ไกลจากทะเลมากนัก
แต่ครั้นจะเข็นเตียงออกจากบ้าน ยังไงก็ประหลาดเกินไปไม่ใช่หรือ? แล้วเครื่องแต่งกายบนตัวเขาเอง...
ไม่มีทางเลือก ลู่หยวนจึงต้องรื้อค้นบ้านหมอต่อไป สุดท้ายก็เจอเสื้อผ้าสองชุดที่พอใส่ได้ในตู้ ชุดหนึ่งเป็นสูทสั่งตัดสีเข้ม พร้อมนาฬิกาพกและหมวกทรงสูง อีกชุดเป็นเสื้อกั๊กเก่า ๆ ดูมีอายุ
หลังจากเปลี่ยนสูทแทนชุดเดิม ลู่หยวนมองภาพสะท้อนตัวเองในกระจก แววตาเปล่งประกายพึงพอใจ อย่างน้อยก็ไม่โดดเด่นแปลกแยก
และหากเจอ 'หน่วยลาดตระเวน' ก็อาจใช้ข้ออ้างว่า 'หมอออกตรวจฉุกเฉินขนส่งคนไข้' หรือ 'ขนส่งอุปกรณ์การแพทย์' มาเลี่ยง
แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับว่ามี 'หน่วยลาดตระเวน' หรือไม่
นี่ก็ทำให้ลู่หยวนพอจะตัดสินได้ว่า โลกนี้มีระดับเทคโนโลยีย้อนแย้งกันอยู่มาก มีทั้งตะเกียงไฟฟ้า โทรศัพท์แบบหมุน แต่กลับมีสัตว์เหล็กยักษ์ที่แล่นออกทะเลไกลได้
โดยรวม ๆ แล้วเทียบได้กับช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างกลางศตวรรษที่สิบแปดถึงปลายศตวรรษที่สิบเก้าตามความทรงจำของลู่หยวน
เขาหยิบหมวกกะลาสักหลาดแข็งมาครอบศีรษะ ก่อนก้าวออกจากบ้าน