ลู่หยวนเตรียมตัวกลับบ้านให้เร็วที่สุด เพราะหลอดไฟเหนือหัวเขากำลังกระพริบอย่างหนัก ราวกับจะทนไม่ไหว
ระหว่างทางกลับ ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
แสงไฟตามถนนหนทางยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ใต้เสาไฟดวงหนึ่ง มีเงาตะคุ่มสองสามคนห่มผ้าขาดๆ ซุกตัวอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
คนหนึ่งหนุนหัวด้วยขวดเหล้าเปล่า อีกคนขดตัวเป็นวง ดวงตาคล้ายไร้วิญญาณ จับจ้องเงามืดตรงขอบแสง
ลู่หยวนเข็นเตียงเปล่าผ่านพวกเขาไป
“เสียงเอี๊ยดอ๊าด” ดึงความสนใจของพวกนั้น
คนเร่ร่อนพวกนั้นเดิมทีแค่ชำเลืองตาขึ้นอย่างระแวดระวัง คนหนึ่งเหลือบเห็นเตียงที่ลู่หยวนเข็นมา ใบหน้าชะงักแข็ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ออกมาเดินเพ่นพ่านเวลานี้ คงเพิ่งมาท่าเรือกริมครั้งแรกสินะ ท่านผู้มาเยือน”
ลู่หยวนหยุดฝีเท้า เลิกคิ้วก่อนพยักหน้า “ท่าเรือกริม? อ้อ เพิ่งมาครั้งแรกจริงๆ ที่นี่มีกฎอะไรหรือ”
“กลางคืนอย่าไปท่าเรือ นอกนั้นก็อยู่ในที่ที่มีแสงสว่างเถอะ” เขาชี้ไปที่หลอดไฟเหนือหัวที่ส่งเสียงซ่าจนแสบแก้วหู แล้วฉีกยิ้มน่าเกลียด
“แล้วถ้าไฟดับล่ะ” ลู่หยวนถามส่งๆ
คนเร่ร่อนมองลู่หยวนด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ แล้วยื่นมือชี้ไปยังตรอกมืดๆ ไม่ไกลนัก
“ก็ภาวนาให้ท่านลอร์ดที่ดูแลเมืองเล็กๆ แห่งนี้รีบส่งคนมาซ่อม”
ชายชราที่ขดอยู่ในผ้าขาดๆ ข้างๆ พึมพำเสียงต่ำ “จะลำบากพูดกับเขาทำไม หรือเจ้าหวังว่าไอ้หนุ่มคนนี้จะโยนเหรียญทองแดงให้สักสองสามเหรียญไปซื้อเหล้ากัน”
“หุบปากเฟย์! แกมันไอ้ขี้เหล้า ไม่เกี่ยวอะไรด้วย!” คนเร่ร่อนคนนั้นยิ้มกว้าง แล้วพูดขึ้นว่า “ท่านครับ ข้ารู้ว่ากลางคืนแบบนี้ การที่คนเร่ร่อนอย่างเราเข้ามาพูดด้วยเป็นเรื่องอันตราย”
“แต่เห็นแก่คุณหมอไลเซน เลยขอเตือนไว้ก่อน ท่านคงเป็นเพื่อนของคุณหมอไลเซนใช่ไหม”
“ใช่แล้ว เขาฝากให้ฉันดูแลคลินิกให้เขาสักพักที่ท่าเรือกริมนี้แหละ” ลู่หยวนเผยสีหน้าประหลาดใจ แล้วคล้อยตามคำพูดนั้น
“คุณคือ”
คนนั้นโบกมือ พลางพูดต่อ “คุณหมอไลเซนเคยช่วยชีวิตข้าไว้ เขาใช้เตียงนั่นเข็นข้ามา”
“ท่าเรือกริมไม่เหมือนเมืองใน นี่มันไม่ได้มีสภาพดีขนาดนั้น เพราะฉะนั้นท่านครับ กลางคืนต้องอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างนะ!”
“อย่าเลียนแบบพวกคุณท่านจากนอกเมือง ที่เอาชีวิตไปทิ้งอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย รีบกลับไปเถอะ”
คนคนนั้นพูดจบก็ไม่สนใจลู่หยวนอีก ก้มหัวลงเหมือนจะไล่ว่า “ไปได้แล้ว อย่ากวนฉันนอน”
“ฉันจะจำคำพูดของคุณไว้” ลู่หยวนเห็นท่าเช่นนั้นก็ยกเท้าจะไป แต่คิดอีกทีก็เสริมว่า “ฉันชื่อลู่หยวน ถ้าต้องการอะไรก็มาหาฉันที่คลินิกได้”
พูดจบลู่หยวนก็ไม่หันหลังกลับ เข็นเตียงเล็กๆ จากไป
ทิ้งไว้เพียงคนเร่ร่อนคนนั้นที่ยังก้มหัวอยู่ พูดกับตัวเองว่า “ลู่หยวน? ชื่อจากตะวันออกอย่างนั้นหรือ”
กลับถึงคลินิก ลู่หยวนลงกลอนประตู แล้วขัดถูเตียงเหม็นคาวนั้นอยู่สามรอบ กว่าความหนาวเย็นที่หลงเหลือในร่างจะค่อยๆ จางหายไป
พอจัดการตัวเองในห้องน้ำง่ายๆ เสร็จแล้ว ก็ไปจุดเตาผิง นั่งขัดสมาธิบนโซฟา คว้าสมุดบันทึกเล่มใหม่ จดแผนการขั้นต่อไป
อย่างแรกเลยคือ ‘แถบประสบการณ์’
ลู่หยวนคิดว่าจะทดสอบเบื้องต้นก่อน
หยิบหนังสือ “เภสัชศาสตร์พื้นฐาน” จากชั้นบนแล้วเปิดอ่าน
เนื้อหาวิชาเภสัชศาสตร์นี้พื้นฐานมาก บันทึกวิธีสังเกตและสรรพคุณสมุนไพรนับร้อยชนิด แถมยังมีวิธีปรุงยาสามัญอีกสองสามชนิด
ถึงลู่หยวนจะมีความรู้ด้านนี้น้อยนิด แต่ก็อ่านหนังสือเล่มนี้ออก
ทว่าแถบประสบการณ์กลับไม่ปรากฏในสายตา
ลู่หยวนไม่รีบร้อน พลิกอ่านไปเรื่อยๆ กระทั่งจดจำสรรพคุณของสมุนไพรชนิดหนึ่งลงในสมองได้เมื่อไร
【เภสัชศาสตร์พื้นฐาน: +0.5.../20】
【ภาษาเอ็มไพร์-การอ่าน: +1.../1000】
แถบประสบการณ์สีเทาหม่นลอยขึ้นมาในสายตาลู่หยวน และเริ่มกระเพื่อมเบาๆ ตามการอ่านของเขา
ระหว่างนั้นลู่หยวนแทบไม่ได้หยุดเลย ยิ่งอ่าน สมองที่ง่วงเหงาเดิมกลับยิ่งปลอดโปร่ง ชื่อสมุนไพรแปลกๆ และสรรพคุณโดยละเอียดเริ่มเรียงตัวเข้าที่เข้าทางในหัวโดยอัตโนมัติ
ลู่หยวนหมกมุ่นอยู่กับการเรียนรู้จนลืมเวลาอย่างนั้น
จนกระทั่งคอของเขาเมื่อยล้าทนไม่ไหว มือปล่อย หนังสือเลยพับมุมแล้วปิดลง
ตอนนี้ “เภสัชศาสตร์พื้นฐาน” ในมือถูกพลิกอ่านไปแล้วครึ่งเล่ม
【เภสัชศาสตร์พื้นฐาน: 7/20】
【ภาษาเอ็มไพร์-การอ่าน: 5/1000】
“เข้าสู่สภาวะเรียนรู้เชิงลึกแล้วอย่างนั้นหรือ” ลู่หยวนวางหนังสือลง ลุกขึ้นบิดคอเบาๆ พลางเข้าใจถ่องแท้
“ดูเหมือนหน้าที่ของแถบประสบการณ์จะไม่ใช่แค่ทำให้เห็นความคืบหน้าชัดๆ ง่ายๆ อย่างนี้”
“ถ้าอย่างนั้น การปลอมตัวเป็นหมอต่อไปอาจจะเป็นไปได้จริงๆ”
“แล้วก็...” ลู่หยวนมองออกไปนอกหน้าต่าง ภายนอกสว่างด้วยแสงไฟ ในใจวาบไหว “โลกนี้ดูเหมือนจะมีความลับมากมายที่ไม่มีใครรู้”
แต่ตอนนี้มีอีกประเด็นที่ลู่หยวนยังไม่เข้าใจ นั่นคือหลังจากเลเวลแถบประสบการณ์เพิ่มขึ้นแล้ว จะมีผลอะไรเป็นรูปธรรมบ้าง
ตอนนี้รู้แค่ว่าสติสัมปชัญญะเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มความต้านทานทางจิต แล้วคำอื่นๆ ล่ะ
ขณะที่ลู่หยวนกำลังคิด แถบประสบการณ์สีเทาหม่นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
【สติสัมปชัญญะ II: 1/50 (ประสบการณ์)】【เภสัชศาสตร์พื้นฐาน: 7/20】【ภาษาเอ็มไพร์-การอ่าน: 5/1000】【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: 5/10】
ในบรรดาคำเหล่านี้ นอกจากสติสัมปชัญญะที่มีคำอธิบายมาหนึ่งบรรทัดแล้ว ส่วนอื่นมองไม่เห็นคำอธิบายเลยสักนิด
สถานการณ์จึงกระจ่างแล้ว แถบประสบการณ์ดูเหมือนจะมีคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับคำนั้นๆ ก็ต่อเมื่อคำนั้นผ่านการอัปเลเวลแล้วเท่านั้น
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น【ภาษาเอ็มไพร์】หรือ【ศาสตร์ต้องห้าม】ก็ล้วนไม่เห็นคำอธิบายเฉพาะ
ภาษาเอ็มไพร์พักไว้ก่อนได้ เพราะยังมีความสามารถด้านการแปล ระยะสั้นๆ เรียนหรือไม่เรียนก็มีผลน้อย
แต่ศาสตร์ต้องห้าม หากดูบทแนะนำได้ บางทีความเข้าใจต่อโลกใบนี้อาจจะลึกซึ้งขึ้นอีก
ไม่ได้ครุ่นคิดให้วุ่นวาย
เพราะลู่หยวนเตรียมคืนนี้จะทดสอบเล็กๆ น้อยๆ อีกสักหน่อย พยายามเปลี่ยนความรู้ให้เป็นสินค้าจับต้องได้
คิดพลางพับแขนเสื้อขึ้น เดินไปหากองขวดและกระปุก
เพราะว่าตอนนี้ลู่หยวนยังเผชิญปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง คือเขาหิวแล้ว
ถึงแม้จะสืบทอดตึกหลังนี้ แต่ ‘เจ้าโชคร้าย’ ทิ้งเงินไว้แค่น้อยนิด มีแค่เหรียญเงินสองสามเหรียญกับเหรียญทองแดงอีกหลายสิบเหรียญ
ถึงไม่รู้ว่าอำนาจซื้อของเหรียญเอ็มไพร์เป็นยังไง แต่ก็คงไม่สูงไปไหน
เหรียญเอ็มไพร์ในลิ้นชักนั่นคงพอแค่ประทังชีวิตแบบมัธยัสถ์ไปสักพัก
ส่วนการวิจัยสมุนไพรใหม่ภายหลัง ไม่ต้องคิดเลย