ซีเควนซ์: ผู้รอบรู้ต้องห้าม

บทที่ 2 ม้วนคัมภีร์ต้องห้าม

6 นาที· 1.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

เพราะพิธีกรรมที่บันทึกในไดอารี่คือต้นเหตุที่พาเขาข้ามมิติมา แต่ยังมีอีกหนึ่งปัญหา หมอคนนั้นติดเชื้อ แล้วตัวเขาเองมีโอกาสติดเชื้อด้วยหรือไม่...

แต่มาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้แล้ว

และเมื่อดูจากผลลัพธ์ การช่วยเหลือตัวเองของหมอผู้นี้ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่หมออัญเชิญมาไม่ใช่มังกรเทพหรือตะเกียงวิเศษที่ดลบันดาลได้ทุกสิ่ง ยิ่งไม่ใช่เทพเจ้าผู้ประทานพร แต่เป็นสิ่งที่มีผมดำตาดำ และเกือบกลายเป็นอาหารว่างครึ่งมื้อของหมี

ลู่หยวนก้มลงมองม้วนกระดาษเก่าเหลืองที่วางอยู่ใต้ไดอารี่ สัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนหนังสัตว์บางชนิด

ทันทีที่ดึงม้วนกระดาษออกมา ความเย็นวาบก็แล่นปราดไปตามปลายนิ้ว ลู่หยวนขยี้มือเบา ๆ ก่อนคลี่ม้วนกระดาษออกจนสุด

บนม้วนกระดาษปรากฏลวดลายสีแดงเข้มบิดเบี้ยว

เส้นสายของลวดลายแน่นขนัด เมื่อจ้องมองดี ๆ จะสังเกตเห็นเค้าของระเบียบบางอย่าง คล้ายตัวอักษร?

ส่วนด้านข้างลวดลายคือแถวตัวอักษรที่สั่นไหวอย่างรุนแรง

ลู่หยวนเพ่งมอง รอให้ระบบ 'แปลภาษา' ของตนทำงาน แต่ผ่านไปหลายวินาที นิ้วทองที่เพิ่งปรากฏกลับดูเหมือนจะติดขัด

'ไม่ใช่แล้ว!'

ลู่หยวนเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ใช่นิ้วทองมีปัญหา แต่เป็นตัวอักษรบนม้วนกระดาษที่กำลังต่อต้าน!

เส้นสายบนม้วนกระดาษคล้ายเส้นเลือดกำลังบิดพันกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกลุ่มหนอนที่สอดประสานกายกันดิ้นพล่าน

【แปลล้มเหลว... แปลล้มเหลว...】

ในที่สุดข้อความสีเทาก็ลอยขึ้นในสายตา และในจังหวะนั้นเอง ลู่หยวนรู้สึกว่าโลกตรงหน้าสั่นไหว

เสียงกระซิบพร่าพรายดังขึ้นข้างหูโดยไม่มีสัญญาณเตือน

"...ฟ่อ... ยิ่งใหญ่... เมตตา..."

ตอนแรกเสียงนั้นอยู่ไกลลิบ ราวกับร้องเรียกผ่านทะเลลึก

แต่ชั่วพริบตาถัดมา เสียงล่องลอยห่างไกลนั้นกลับเคลื่อนมาแนบชิดราวกับกระซิบในหูของลู่หยวน

จังหวะคำพูดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ น้ำเสียงแหลมเสียดแก้วหู เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ชวนขยะแขยง

ลู่หยวนรู้สึกถึงความผิดปกติ อยากเบือนหน้าหนี แต่กลับพบว่าสายตาตัวเองถูกตรึงแน่น สูญเสียการควบคุมโดยสิ้นเชิง ได้แต่จ้องเขม็งไปที่ม้วนกระดาษบิดเบี้ยวนั้น

ณ ขณะนั้น ความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่าก็แล่นลึกเข้าไปในสมอง เหมือนมีบางอย่างพยายามมุดทะลุออกมา

ตรงขอบสายตา กรอบข้อความระบบสีเทาขาวกระพริบถี่อย่างบ้าคลั่ง:

【ดูเหมือนนายจะสัมผัสได้ถึงร่องรอยของสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่..! คำเตือน! จิตใจถูกกัดกร่อน!】【สติสัมปชัญญะระดับⅠ: +1.../20】

【นายแอบมองข้อห้ามที่มีอยู่แต่โบราณ ปลดล็อกความรู้ใหม่】【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: +0.5, 0.5/10】 【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: +0.5...】

"ไอ้**เอ๊ย!"

ในห้วงความเป็นความตาย สัญชาตญาณเอาตัวรอดอันแรงกล้าของลู่หยวนช่วยให้เขาช่วงชิงการควบคุมร่างกายคืนมาได้ชั่วขณะ

เขากระดกข้อมือสุดแรงเหวี่ยงม้วนกระดาษในมือทิ้งไป

"ตุ้บ."

ม้วนกระดาษตกลงบนพื้น ยังคงสั่นไหว

แต่จังหวะถัดมา พลังที่ไร้รูปดูเหมือนจะปรากฏขึ้นและกดมันไว้จนสงบลงทีละน้อย ในที่สุดก็กลับคืนสู่สภาพเดิม

และทันทีที่ม้วนกระดาษกลับสู่สภาพเดิม เสียงกระซิบเคล้มคลั่งที่ข้างหูของลู่หยวนก็เงียบหายไปทันที

ห้องกลับคืนสู่ความเงียบราวกับความตายอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฟืนปะทุเป็นครั้งคราวจากเตาผิง

ลู่หยวนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ หอบหายใจแรง เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบชุ่มหลังทะลุเนื้อผ้า เสียงหึ่ง ๆ แห่งความบ้าคลั่งยังติดอยู่ในหูแผ่ว

เขาตบศีรษะตัวเองเบา ๆ แล้วจ้องไปยังม้วนกระดาษบนพื้นด้วยแววตาหวาดระแวง

"ที่นี่มันโลกบ้าอะไรกันแน่..."

【ศาสตร์ต้องห้าม-ผู้สอดแนม: 4.5/10】

【สติสัมปชัญญะระดับⅠ: 11/20 (ประสบการณ์)】

ลู่หยวนมองข้อความแจ้งเตือนที่โผล่ขึ้นมา ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก รอจนเสียงผิดปกติที่หลงเหลือในหูหายสนิท จึงค่อยลุกขึ้นยืน

คิดหาทางจัดการกับม้วนกระดาษตรงหน้า

"หรือโยนเข้าเตาผิงไปเลย?"

แต่ลู่หยวนก็ปฏิเสธความคิดนั้นในทันที

เพราะถ้าม้วนกระดาษนี้เกี่ยวข้องกับ 'พิธีกรรม' ที่ว่า ก็หมายความว่าถ้าอยากกลับบ้าน เขาต้องถอดรหัสความลับที่ซ่อนอยู่

แต่ไม่ใช่ตอนนี้แน่

หลังจากใคร่ครวญ ลู่หยวนก็คว้าหนังสือเล่มอื่นบนโต๊ะมาประกบม้วนกระดาษไว้อย่างรวดเร็ว แล้วยัดเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะ เอาตำราแพทย์หนา ๆ อีกหลายเล่มทับอัดไว้แน่น

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เขาก็ทรุดตัวลงบนโซฟา ถอนหายใจยาวเบา ๆ ระงับอาการขนลุกเกรียวตามแขน

ลู่หยวนมีลางสังหรณ์คลุมเครือว่า ถ้าเขาจ้องมองม้วนกระดาษนั้นต่อไปอีกเพียงไม่กี่วินาที 【ศาสตร์ต้องห้าม】คงเลเวลอัพ และหลังจากนั้นอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

"แต่ตัวเองก็อาจตายสนิทเหมือนกัน"

ลู่หยวนพึมพำในใจก่อนบังคับตัวเองให้ละความสนใจจากลิ้นชักนั้น

ไม่มีเวลามาคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ ในเมื่อยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องต้องทำ

นั่นคือจัดการซากปลาเน่ายาวเท่าคนนี้ยังไง

ด้วยอุณหภูมิที่สัมผัสได้ตอนนี้ อย่างมากไม่กี่ชั่วโมง ซากปลายักษ์นี้ก็จะเน่าเหม็น

ถ้าเกินสิบห้าชั่วโมง บ้านหลังเล็กนี้ก็ทิ้งได้เลย

แต่อีกหนึ่งปัญหาก็ผุดขึ้นตรงหน้าลู่หยวน จะจัดการยังไง?

ถ้าขุดหลุมฝัง ไม่ต้องพูดเลยว่าจะต้องใช้เวลาขุดนานแค่ไหน แค่ขนย้ายก็เป็นเรื่องยากมหาศาล

นอกจากนี้ ลู่หยวนก็ไม่อยากแตะต้องซากปลานั่นเลยสักนิด เพราะในไดอารี่เขียนไว้ชัดเจน ไลเซน หมอซวย ถูก 'นิมิตประหลาด' บนเรือวาฬเหล็กแพร่เชื้อมาสู่ตน ถ้าตัวเองไม่ไปจับต้อง ก็น่าจะลดโอกาสติดเชื้อลงได้บ้าง

แต่พอคิดถึงฉากที่เห็นตอนคลี่ม้วนกระดาษออก ลู่หยวนก็เงียบกริบ

"แค่ไม่สัมผัส มันลดโอกาสติดเชื้อได้จริง ๆ หรือ?"

หลังชั่งใจอยู่นาน ลู่หยวนก็พบว่าตัวเองหาทางออกดี ๆ ไม่ได้เลยสักทาง

ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว ความมืดปกคลุมทุกอย่างภายนอก

ณ เวลานี้ การขอความช่วยเหลือก็ไม่สมจริง ไม่ต้องพูดถึงว่าตัวเองเป็นใคร แค่ที่มาของปลาขนาดเท่าคนก็อธิบายไม่ถูกแล้ว

ไม่มีทางเลือก ต้องกัดฟันลุยเอง

ลู่หยวนรื้อค้นในบ้าน กลับพบสิ่งหนึ่งจริง ๆ คือเตียงนอนเดี่ยวหลายหลังที่วางเรียงกันอยู่ชั้นล่าง หลังหนึ่งมีล้อโลหะสองล้อติดไว้ใต้ขาเตียงด้านหนึ่ง

ลู่หยวนเตรียมใช้เตียงนี้เป็นรถเข็น

จากนั้นเขาก็หยิบเสื้อผ้าสองตัวที่ใส่ไม่ได้จากตู้ในห้องมาปูราบกับพื้น กลิ้งซากปลาลงบนผ้า แล้วยกขึ้นเตียงทีละน้อย ใช้เชือกมัดตรึงไว้

เปิดประตู ลู่หยวนเตรียมออกไปหาที่ทิ้ง 'ปลา' ก่อน

จากไดอารี่พอจะรู้ว่า ที่นี่คือเมืองชายฝั่ง ถ้าทิ้ง 'ปลา' ลงทะเล ก็คงดีที่สุด

แถมเมื่อยืนอยู่ข้างนอกก็ได้ยินเสียงคลื่นทะเลร่ำ ๆ ระยะไกล คาดว่าบ้านในป่าหลังนี้คงไม่ไกลจากทะเลมากนัก

แต่ครั้นจะเข็นเตียงออกจากบ้าน ยังไงก็ประหลาดเกินไปไม่ใช่หรือ? แล้วเครื่องแต่งกายบนตัวเขาเอง...

ไม่มีทางเลือก ลู่หยวนจึงต้องรื้อค้นบ้านหมอต่อไป สุดท้ายก็เจอเสื้อผ้าสองชุดที่พอใส่ได้ในตู้ ชุดหนึ่งเป็นสูทสั่งตัดสีเข้ม พร้อมนาฬิกาพกและหมวกทรงสูง อีกชุดเป็นเสื้อกั๊กเก่า ๆ ดูมีอายุ

หลังจากเปลี่ยนสูทแทนชุดเดิม ลู่หยวนมองภาพสะท้อนตัวเองในกระจก แววตาเปล่งประกายพึงพอใจ อย่างน้อยก็ไม่โดดเด่นแปลกแยก

และหากเจอ 'หน่วยลาดตระเวน' ก็อาจใช้ข้ออ้างว่า 'หมอออกตรวจฉุกเฉินขนส่งคนไข้' หรือ 'ขนส่งอุปกรณ์การแพทย์' มาเลี่ยง

แน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับว่ามี 'หน่วยลาดตระเวน' หรือไม่

นี่ก็ทำให้ลู่หยวนพอจะตัดสินได้ว่า โลกนี้มีระดับเทคโนโลยีย้อนแย้งกันอยู่มาก มีทั้งตะเกียงไฟฟ้า โทรศัพท์แบบหมุน แต่กลับมีสัตว์เหล็กยักษ์ที่แล่นออกทะเลไกลได้

โดยรวม ๆ แล้วเทียบได้กับช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างกลางศตวรรษที่สิบแปดถึงปลายศตวรรษที่สิบเก้าตามความทรงจำของลู่หยวน

เขาหยิบหมวกกะลาสักหลาดแข็งมาครอบศีรษะ ก่อนก้าวออกจากบ้าน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com