“คุณอ่านเวชระเบียนเป็นด้วยเหรอ? ยังรู้เรื่องการทดสอบการแพ้เพนิซิลลินอีก?”
เสียงของไป๋เวยเวยพลันสูงขึ้น แหลมจนเหมือนแมวถูกเหยียบหาง
ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งจนแทบไม่เห็นใครอยู่ในสายตาของไป๋เวยเวย บัดนี้เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด อับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
พยาบาลสาวสองสามคนที่ก่อนหน้านี้ยังยืนดูเรื่องสนุกอยู่รอบ ๆ ต่างเงียบกริบไปหมด พวกเธอเบิกตากว้าง จ้องกู่อวี่ไม่วางตา
ไม่มีใครคิดเลยว่า “พี่สะใภ้บ้านนอก” ที่หมอไป๋คอยดูแคลนทั้งต่อหน้าและลับหลังจะพูดศัพท์เฉพาะทางการแพทย์ออกมาได้เป็นชุด
โดยเฉพาะคำว่า “ช็อกจากอาการแพ้” ที่พูดทิ้งท้าย ราวกับไม้หน้าสามฟาดลงกลางแสกหน้าของไป๋เวยเวย
“หมอไป๋ อาการคนไข้เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ คุณไม่อ่านเวชระเบียนด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าสั่งยาไปเรื่อย นี่กำลังรักษาคนหรือฆ่าคนกันแน่?”
น้ำเสียงของกู่อวี่ยังคงราบเรียบ เธอไม่แม้แต่จะเงยเปลือกตาขึ้น ทว่ามือกลับจัดชายเสื้อคลุมให้ลิ่ววาอย่างมั่นคง
ไป๋เวยเวยโกรธจนตัวสั่น มือที่กำเครื่องฟังเสียงนำเข้าราคาแพงไว้แน่นส่งเสียงดังกรอบแกรบ
“ฉัน...เมื่อกี้ฉันเป็นห่วงลูกของผู้พันฮั่วมากไป เลยรีบร้อนจนลืมดูเวชระเบียน!”
ไป๋เวยเวยสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว หวังรักษาศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของตัวเองเอาไว้
“อีกอย่าง ฉันเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์อย่างถูกต้อง ตอนฝึกงานฉันเจอเคสมาเยอะกว่าที่คุณกินเกลือเสียอีก!”
“คนบ้านนอกอย่างคุณ อ่านหนังสือออกสักกี่ตัวกัน? อย่าบอกนะว่าได้ยินศัพท์มาคำสองคำจากที่ไหน แล้วก็เอามาอวดรู้ที่นี่!”