“ถุย! ตัวอะไรเนี่ย! ก็แค่อาศัยหน้าตายั่วยวนหน่อยเดียว ถึงได้ล่อลวงหัวหน้าฮั่วของพวกเราไปจนหมดใจ!”
ยามเช้าตรู่ ห้องซักล้างในเขตบ้านพักครอบครัวทหารอบอวลไปด้วยไอน้ำ กลิ่นน้ำสบู่ปะปนกับกลิ่นเศษอาหารค้างคืน
พี่สะใภ้หลิวสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินตัวหลวม มือถือไม้ตีผ้า ทุบผ้าปูที่นอนบนแท่นหินอย่างแรง
ท่าทางราวกับผ้าที่ถูกทุบนั้นไม่ใช่ผ้า แต่เป็นใบหน้าของกู่อวี่
เหล่าภรรยาทหารที่กำลังล้างผักอยู่ข้าง ๆ แม้ปกติจะไม่ชอบนิสัยปากร้ายของพี่สะใภ้หลิว ทว่าตอนนี้ต่างพากันเข้ามาร่วมวงเพราะอยากรู้อยากเห็น
“พี่สะใภ้หลิว เรื่องแบบนี้พูดส่งเดชไม่ได้นะคะ หัวหน้าฮั่วพาเธอกลับมาเอง ได้ยินว่าเด็ก ๆ อายุสี่ขวบแล้วด้วย”
หญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานคนหนึ่งดัดผมหยิก ขณะขยี้เสื้อผ้าไปพลาง เหลือบมองพี่สะใภ้หลิวด้วยหางตา แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พี่สะใภ้หลิวได้ยินดังนั้นก็โยนไม้ตีผ้าลงในอ่าง น้ำสกปรกกระเซ็นไปทั่ว
เธอเช็ดละอองน้ำลายตรงมุมปาก ดวงตาเรียวสามเหลี่ยมเบิกกว้าง เสียงพลันสูงขึ้นหลายระดับ
“สี่ขวบเหรอ? ฉันว่าโกหกผียังน่าเชื่อกว่า!”
“พวกเธอลองคิดดูสิว่าหัวหน้าฮั่วเป็นคนแบบไหน? เขามันคนหัวแข็ง แถมยังเป็นยมทูตมีชีวิตที่เดินหน้าลูกเดียว!”
“ก็เหมือนพระถังซัมจั๋งเข้าไปในถ้ำแมงมุม ถ้าไม่มีกลเม็ดเด็ดพรายบ้าง จะมีลูกออกมาทีเดียวหกคนได้ยังไง?”
พี่สะใภ้หลิวลดเสียงลง แต่ก็กะให้คนครึ่งห้องซักล้างได้ยินพอดี เธอขยับเข้าไปใกล้อย่างมีลับลมคมใน
“ฉันบอกพวกเธอให้ก็ได้ ญาติห่าง ๆ ของฉันคนหนึ่งทำงานอยู่ที่โรงแรมรับรองในอำเภอ”
“เธอเห็นมากับตา ผู้หญิงคนนี้มีที่มาที่ไปไม่ชอบมาพากล!”
“ไม่แน่อาจเคยเป็นตัวประกอบอยู่คณะศิลปะการแสดง แล้วถูกไล่ออกเพราะประพฤติตัวไม่เหมาะสม ถึงได้หน้าด้านมาเกาะหัวหน้าฮั่วของพวกเรา”
“เด็กหกคนนั้นก็เหมือนกัน ถึงหน้าตาจะคล้ายกันก็เถอะ แต่ใครจะรู้ว่าใช้วิธีแปลงโฉมพิสดารอะไรหรือเปล่า หรือไม่ก็ไปเก็บเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนมา ตั้งใจเอามาโกงเงินเบี้ยเลี้ยงของหัวหน้าฮั่ว!”