บริเวณหน้าประตูเขตทหารอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นดินปืนฉุนกึก
หัวใจของกู่อวี่ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยำอย่างแรง จนแทบหยุดเต้น
แม้ชาติก่อนเธอจะเห็นความเป็นความตายจนชินตา แต่ในยุคนี้ ฮั่วถิงเยวียนก็เป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้ของครอบครัวนี้ไปแล้ว
กู่อวี่สะบัดมือเอ้อร์เป่าออก แล้วพุ่งตรงไปยังรถจี๊ปที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับเสือดาวที่คลุ้มคลั่ง
“ผู้บังคับกองร้อยล่ะ? ผู้บังคับกองร้อยฮั่วของพวกคุณอยู่ไหน!” กู่อวี่คว้าคอเสื้อทหารหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าเปื้อนเขม่าดำ เสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยโดยที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่ทันสังเกต
ทหารหนุ่มสะดุ้งกับแววตาดุดันของกู่อวี่ รีบอธิบายตะกุกตะกัก
“พี่สะใภ้! ใจเย็นครับ! ผู้บังคับกองร้อยไม่เป็นไร! คนที่อยู่บนเปลหามคือทหารหวังจากกองร้อยหน่วยรบพิเศษ เขาเหยียบกับระเบิดต่อเนื่องของศัตรูครับ ผู้บังคับกองร้อยกำลังคุมตัวเชลยอยู่ด้านหลัง!”
พอได้ยินคำพูดนั้น เส้นประสาทที่ตึงจนแทบขาดของกู่อวี่ก็คลายลงในที่สุด
จังหวะนั้นเอง รถบรรทุกทหารอีกคันก็แล่นคำรามฝ่าพายุหิมะมาจากด้านหน้าของเขตทหาร
รถบรรทุกยังไม่ทันจอดสนิท ร่างสูงใหญ่กำยำราวกับหอเหล็กก็ทะยานลงมาจากห้องคนขับ
เครื่องแบบทหารของฮั่วถิงเยวียนเปื้อนเกล็ดน้ำแข็งจับตัวแข็งและคราบโคลนเต็มไปหมด รอยแผลบนใบหน้าที่เพิ่งตกสะเก็ดแผ่กลิ่นอายอำมหิตจนใครเห็นก็ไม่กล้าเข้าใกล้
แต่เมื่อดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวของฮั่วถิงเยวียนจับภาพกู่อวี่ท่ามกลางฝูงชนได้
ยมทูตมีชีวิตผู้สังหารคนบนสนามรบโดยไม่กะพริบตาคนนี้ ก็พลันละลายความเย็นเยียบในดวงตากลายเป็นสายน้ำแห่งฤดูใบไม้ผลิ
ฮั่วถิงเยวียนก้าวยาว ๆ เข้ามา เหล่าภรรยาทหารรอบข้างต่างหลีกทางให้โดยไม่รู้ตัว