บทที่ 3 จารีตคือคมมีด
“ท่านแม่โปรดหยุดก่อน”
เท้าของท่านชุยชะงักลง
เว่ยหมิงเต๋อและเว่ยโส่วเจิ้งขมวดคิ้วมองมาพร้อมกัน
เว่ยนี้เซิงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม หลังตั้งตรง ไม่ได้มองท่านชุย สายตาข้ามผ่านนางไปตกอยู่ตรงมุมโต๊ะบูชา ณ จานขนมแห้งกรัง
“ท่านพ่อให้ลูกคุกเข่าอยู่ที่นี่ หันหน้าเข้าหาท่านปู่กับท่านแม่ ลูกไม่กล้าขัด”
“เพียงแต่...” เว่ยนี้เซิงเอ่ยเสียงราบเรียบ ไร้แววอารมณ์
“ลูกมีเรื่องหนึ่งที่ยังข้องใจ อยากขอเรียนถามท่านพ่อ”
คิ้วของเว่ยหมิงเต๋อขมวดแน่นขึ้น น้ำเสียงไม่ปิดบังความหงุดหงิด
“เจ้าเด็กทรพี มีอะไรอีก”
“ในเมื่อเป็นหันหน้าหาท่านแม่” เว่ยนี้เซิงชี้มือไปยังมุมนั้น “เช่นนั้นลูกอยากถามว่า...”
“เหตุใดตรงหน้าป้ายวิญญาณท่านแม่ ถึงได้มีเพียงจานขนมแห้งกรัง?”
สิ้นคำพูด ภายในศาลบรรพชนเงียบงัน
เว่ยหมิงเต๋ออึ้งไป
เว่ยโส่วเจิ้งก็อึ้งไปเช่นกัน มองตามทิศทางนั้นด้วยความเคยชิน
果真 หน้าป้ายวิญญาณของท่านลู่ ของเซ่นไหว้อยุ่โทรมจนน่าเวทนา
ส่วนหน้าป้ายของท่านปู่และท่านอา ขนาบข้างด้วยผลไม้สดอวบอิ่ม ควันธูปกรุ่นละมุน
ภายใต้ความแตกต่างชัดเจน แม้แต่คนตาก็ต้องเห็นความไม่ชอบมาพากล
และท่านชุยที่เพิ่งมีรอยยิ้มเมื่อครู่ ใบหน้ากลับซีดขาวในบัดดล
แต่เว่ยนี้เซิงไม่มีทางเปิดโอกาสให้นางแก้ตัว
การเตะของตัวเองเมื่อครู่จะยอมรับเปล่าๆ ได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้! ต่อให้ไม่ตายก็ต้องถลกหนังนางสักชั้น
ฉะนั้นน้ำเสียงจึงไม่รีบร้อน เอ่ยต่อไปว่า
“ลูกแม้ไม่ได้ร่ำเรียน แต่เมื่อครั้งตามท่านพี่เริ่มศึกษา ก็จำได้ว่าในคัมภีร์กวีนิพนธ์มีว่า ‘ฝูงตั๊กแตนกระพือปีก ส่งเสียงดังหวี่หวี่ สมควรแก่บุตรหลานของเจ้าให้สืบสกุลต่อเนื่อง’
“ท่านแม่ให้กำเนิดลูกกับพี่ชายเป็นฝาแฝด ฝาแฝดย่อมเป็นมงคลตามจารีตโบราณ”
“ทว่าในศาลบรรพชนนี้ ตรงหน้าป้ายวิญญาณของท่านแม่กลับเป็นเพียงท่อนสนกับจานขนมแห้งกรัง?”
“เว่ยนี้เซิง!” ท่านชุยหันขวับ เสียงแหลมลั่น “เจ้าเด็กทรพีแลกเปลี่ยนชีวิต เจ้ามีสิทธิ์อะไร...”
“ท่านพ่อ!” เว่ยนี้เซิงขัดนางทันที สายตามองข้ามท่านชุยไปยังเว่ยหมิงเต๋อโดยตรง
“นี้เซิงรู้บาปของตน สมควรแล้วที่เป็นรอยแปดเปื้อนของสกุลเว่ย!!”
“แต่ต้าโจวของเรา มีหรือที่บุตรจะไม่คิดถึงมารดา? มีหรือที่สามีจะไม่คิดถึงภรรยา?”
“ท่านแม่ได้ให้กำเนิดโอรสคู่แฝดแก่ท่านพ่อ สิ้นชีพเพราะตกเลือดหลังคลอด
ผู้อาวุโสสกุลกล่าวว่านางคือสตรีคุณูปการ ราชสำนักมอบเกียรติยศแก่ศพนาง บันทึกสกุลจารึกเรื่องราวให้
ตามจารีตราชวงศ์ ภรรยารุ่งเรืองเพราะสามี มารดาสูงค่าเพราะบุตร
ตามกฎสกุล ผู้มีคุณต่อสกุล ควรได้เข้าศาลบรรพชนรับเซ่นไหว้ คู่ควรกับเกียรติยศ”
“แต่บัดนี้เล่า?”
“ป้ายวิญญาณของท่านแม่ที่ควรอยู่เบื้องหน้ากลับแอบอยู่ตรงมุม ของเซ่นไหว่แม้แต่การเซ่นของบ่าวหญิงทั่วไปก็มิอาจเทียบ”
“ดังนั้น ลูกอยากถามว่า...”
“กฎระเบียบ ยังคงอยู่แห่งใด!!!”
สิ้นวาจา ความเงียบปกคลุม
ใบหน้าของเว่ยหมิงเต๋อซีดสลับแดง
เขามองมุมนั้น มองจานของเซ่นอันโทรม มองอักษรบนป้ายวิญญาณว่า “เว่ยลู่ซื่อผู้วายชนม์”
เว่ยเหนียงคือนายหญิงของเขา เดิมทีเขาปรารถนาเป็นเพียงชายร่ำรวยว่างงาน
แต่เคราะห์ร้ายที่พี่ชายใหญ่สิ้นชีพก่อนวัย ความคาดหวังของท่านพ่อพลันทับถมลงบนบ่าเขา
ทว่าเว่ยเหนียงจะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในจิตใจเขาเสมอ
หาไม่ เขาก็คงไม่รังเกียจเว่ยนี้เซิงถึงเพียงนี้
แต่บัดนี้ ป้ายวิญญาณของนางกลับถูกใครบางคนย่ำยีข่มเหงเช่นนี้...
ในดวงตาของเว่ยหมิงเต๋อค่อยๆ เอ่อล้นความโกรธกริ้ว
ไม่ใช่โกรธเว่ยนี้เซิง
แต่เป็นโกรธท่านชุย
“ท่านชุย!!!”
เสียงตวาดดังสนั่นนี้ สะท้านไปทั่วร่างท่านชุย
“นายท่าน...”
นางกอดบุตรแน่นขึ้นด้วยสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว
เว่ยโส่วเฉิงในอ้อมกอดตกใจจนสะดุ้ง ปากบิดเบี้ยว อยากร้องแต่ไม่กล้า
เว่ยหมิงเต๋อก้าวใหญ่ตรงไปหน้าป้ายวิญญาณของท่านลู่ ชี้ไปที่จานขนมแห้งกรัง
“เว่ยเหนียงคือภรรยาของข้า เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของโส่วเจิ้งและนี้เซิง เป็นสตรีหม้ายผู้ซื่อสัตย์ที่ราชสำนักเชิดชู!”
“เจ้า เจ้ากล้าดูถูกนางถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?!”
“ท่านพ่อ ข้า...” หน้าท่านชุยซีดเซียว ริมฝีปากสั่นระริก “ข้าเพียงพลาดไปชั่วคราว ระยะนี้กิจวัรยุ่งยากมากเหลือเกิน ข้า...”
“พลาดไป?” เว่ยหมิงเต๋อหัวเราะเย็น “ข้าว่า เจ้าให้กำเนิดบุตรคนนี้แล้ว ก็ลืมว่าสิ่งใดสำคัญสิ่งใดด้อยไปแล้ว!”
“ไร่นาทุนแต่งงานของเว่ยเหนียง ใครเป็นคนจัดการ? เครื่องประดับที่เว่ยเหนียงทิ้งไว้ บัดนี้ประดับบนกายใคร? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้เลยหรือ?!”
ท่านชุยอ้าปาก อยากอธิบาย อยากบอกว่าเป็นความผิดของบ่าว อยากบอกว่าแค่ยังไม่ทันได้ใส่ใจ ทว่านางกล่าวไม่ออก
เพราะของเซ่นในศาลบรรพชนคือนางเป็นผู้จัดแจงเอง ตรวจตราเอง การเซ่นไหว้ของท่านลู่ก็เป็นเพราะนางนิ่งเฉย
คิดว่าคงไม่มีใครสนใจป้ายวิญญาณคนตาย ใครจะออกหน้าแทนสตรีที่ตายไปกว่าสิบปีได้?
ใครจะคาดคิดว่าวันนี้จะถูกเด็กทรพีที่สกุลรังเกียจเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัล?
คิดถึงตรงนี้ ท่านชุยเผลอมองไปทางเว่ยโส่วเจิ้ง หวังให้เขาเอ่ยปากแทนตนสักประโยค
นางแม้เป็นมารดาเลี้ยง แต่ปฏิบัติต่อเว่ยโส่วเจิ้งอย่างสุภาพเรียบร้อยมาโดยตลอด ไม่เคยอยุติธรรมเลยสักนิด
แถมเว่ยโส่วเจิ้งก็เป็นบุตรแท้ๆ ของท่านลู่ เพียงเขาเอ่ยปาก เว่ยหมิงเต๋อคงต้องฟังอยู่บ้าง
น่าเสียดาย...
เว่ยโส่วเจิ้งก้มหน้ามองปลายรองเท้าตัวเอง นิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เขาจะพูดอะไรได้เล่า? นั่นคือป้ายวิญญาณของมารดาแท้ๆ ของเขา
เขาต่อให้เกลียดชังเว่ยนี้เซิงปานใด ก็ไม่อาจกล่าวต่อหน้าคนมากมายว่ามารดาตนไม่สมควรได้รับการเซ่นไหว่
หากแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงเขาจะไม่เอาแล้วหรือ?
ซือเย่แห่งกั๋วจื่อเจียนกำลังจะรับเขาเป็นศิษย์ ห้วงเวลานี้จะเกิดเรื่องผิดพลาดอันใดไม่ได้เด็ดขาด
เพียงชั่วขณะ ความเงียบของเว่ยโส่วเจิ้งในยามนี้กลายเป็นคมมีดสังหาร
เว่ยนี้เซิงยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
ไม่มองท่านชุย ไม่มองเว่ยหมิงเต๋อ
มีท่าทางดุจบุตรกตัญญูที่ห่วงกังวลต่อมารดา
ใช้กฎระเบียบฟาดฟันกฎระเบียบ ใช้จารีตฟาดฟันจารีต
เขาไม่ได้โต้เถียงท่านพ่อ กลับเป็นการปกป้องหน้าตาของสกุลเว่ย ปกป้องมารดา
ท่านพ่อต่อให้คิดลำเอียง ก็หาเหตุผลมาทัดทานไม่ได้
ในยามนี้ เว่ยหมิงเต๋อสูดลมหายใจลึก ระงับโทสะ แล้วเอ่ยเสียงเย็น
“ยังไม่รีบคลานกลับไปอีก! วันพรุ่งนี้ไปจัดการเซ่นไหว่ท่านลู่ให้ครบถ้วน แล้วเขียนคำสารภาพโทษจุดเผาหน้าป้ายนาง!
ตั้งแต่พรุ่งนี้ ตลอดเดือนหน้า หลังเที่ยงวันเจ้าจงไปคุกเข่าหน้าป้ายวิญญาณท่านลู่ให้ครบสามชั่วยามเพื่อไถ่บาป”
“เจ้าค่ะ นายท่าน”
สีหน้าของท่านชุยเป็นสีเทาหม่น ริมฝีปากขยับ แต่สุดท้ายไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก
อุ้มบุตร ก้าวออกจากศาลบรรพชนทีละก้าว
ขณะใกล้ถึงประตู ยังหันกลับมามองเว่ยนี้เซิงต้นเหตุของเรื่องด้วยสายตาผูกจิตจองเวรแวบหนึ่ง
……
หลังจากท่านชุยจากไป ศาลบรรพชนก็เงียบสงัดลงอีกครั้ง
เว่ยหมิงเต๋อยืนอยู่ตรงนั้น มองป้ายวิญญาณของท่านลู่ ไม่รู้คิดอะไรอยู่
“เรื่องวันนี้ ห้ามผู้ใดแพร่งพรายออกนอก”
คำนี้กล่าวแก่เว่ยโส่วเจิ้ง และกล่าวแก่เว่ยนี้เซิงด้วย
ไม่มีใครรับคำ
เนิ่นนาน เว่ยหมิงเต๋อหันกลับมา
สายตามองลงบนร่างของเว่ยนี้เซิง ไม่ได้คิดอะไรมาก
อย่างไรเสียก็เคยผ่านการเริ่มศึกษามาก่อน รู้จารีตก็เป็นปกติ
เพียงแต่มองใบหน้าของเว่ยนี้เซิงที่คล้ายคลึงกับภรรยาหลวงอย่างยิ่ง อีกทั้งนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อครู่ จิตใจอดเกิดความรู้สึกผิดอยู่บ้างไม่ได้
“เจ้าเด็กทรพียังมีจิตใจกตัญญูอยู่บ้าง...”
“คุกเข่าพอแล้วก็กลับไปเถิด”
“อากาศหนาวแล้ว ข้าจะให้ผู้ดูแลส่งเสื้อใหม่กันหนาวกับเตาถ่านเล็กน้อยไปให้ในห้องเจ้า”
————
“ฝูงตั๊กแตนกระพือปีก ส่งเสียงดังหวี่หวี่ สมควรแก่บุตรหลานของเจ้าให้สืบสกุลต่อเนื่อง” มาจากคัมภีร์กวีนิพนธ์ “กั๋วเฟิง · โจวหนาน · ฝูงตั๊กแตน”
เป็นสัญลักษณ์มงคล “พรบุตรมาก” ที่เก่าแก่และเป็นแบบฉบับที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์วรรณคดีจีน