หลินปู้อวี่คิดในใจว่า หุบปากไปเลยเถอะ
ยังไม่ทันพูดออกมา หลินปู้อวี่ก็เห็นก้อนหินยักษ์อีกก้อนที่อยู่ข้าง ๆ ล้มครืนลงมา ทับหลังจ้าวลี่เต๋อเข้าเต็ม ๆ
ก้อนหินยักษ์ก้อนนี้มีขนาดพอ ๆ กับก้อนที่เพิ่งทับเขาไปเมื่อครู่
หลินปู้อวี่ตกใจจนร้อง “อ๊ะ” ส่วนสวี่เวยก็หลบไปด้านข้างโดยสัญชาตญาณ
จากนั้นทั้งสองก็หันขวับไปมองตัวการพร้อมกัน
เจียงหรานเหลือบมองมาด้วยสายตาเย็นชา “มีปัญหาอะไร?”
สวี่เวยอึกอัก “เอ่อ แบบนี้ไม่ค่อยดีมั้งครับ?”
หลินปู้อวี่ก็คิดว่าไม่ค่อยดีเหมือนกัน แต่จ้าวลี่เต๋อดูเหมือนจะยังไม่ตาย
จ้าวลี่เต๋อยังคงคว่ำหน้าอยู่บนพื้น จู่ ๆ ก็ถูกก้อนหินยักษ์ทับซ้ำเข้าให้อีก จนแทบจะสำรอกของในท้องออกมา
เขามองเจียงหรานอย่างไม่พอใจ
เจียงหรานปล่อยให้เขาจ้องเขม็งด้วยความโกรธ ก่อนจะยกขายาวตรงขึ้นเล็กน้อย แล้วงอเข่าเหยียบลงบนก้อนหินยักษ์
รองเท้าบูตหนังที่ขัดจนเงาวับสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเจิดจ้า
“นายมีพลังพิเศษธาตุโลหะสินะ ยังตายไม่ได้หรอก ฉันมีเรื่องอยากถาม”
ที่แท้เป็นพลังพิเศษธาตุโลหะนี่เอง มิน่าเจียงหรานถึงทำแบบนั้น
หลินปู้อวี่ค่อยวางใจ เฮ้อ ยังดีที่ตัวร้ายใหญ่ยังไม่ถึงกับฆ่าคนตามอำเภอใจ
สวี่เวยเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถึงจ้าวลี่เต๋อจะมีพลังพิเศษธาตุโลหะ แต่การถูกทับจนลุกไม่ขึ้นก็ทรมานไม่น้อย แถมตอนนี้พลังของเขาทำได้แค่ปกป้องร่างกาย ไม่มีทางผลักก้อนหินให้พลิกออกไปได้
พอได้ยินเจียงหรานพูดแบบนั้น เขาก็แสดงท่าทีแน่วแน่ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ความยากจนหรือความมั่งคั่ง
