เซียวจิ่งเหิงตื่นจากหลับใหล มือเอื้อมไปทางข้างกายตามสัญชาตญาณ แต่ปลายนิ้วที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ผิวเนื้อนุ่มละมุนดุจหยก หากเป็นความเย็นเยียบและว่างเปล่า
เขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะลืมตาพรึ่บขึ้นมา
ไม่มีใครอยู่เลย
พื้นที่ที่เขาคุ้นเคยว่าทุกค่ำคืนจะมีร่างนุ่มนวลอบอุ่นดุจหยกอยู่ข้างกาย บัดนี้กลับเรียบตึงไร้รอยยับแม้แต่น้อย
“เวยเวย?” เขาเรียกเสียงเบา น้ำเสียงแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่น ดังก้องอยู่ในห้องบรรทมอันกว้างใหญ่ แต่ไม่มีใครตอบกลับ
เซียวจิ่งเหิงผุดลุกขึ้นนั่งทันที แล้วกวาดตามองรอบด้าน ที่นี่เป็นห้องบรรทมของเขาจริง ทุกสิ่งล้วนประณีตและหรูหรา ทว่ากลับให้ความรู้สึกแปลกแยก
ที่นี่กว้างเกินไป ว่างเปล่าเกินไป ไม่มีกลิ่นอายของยุนเวยแม้แต่น้อย
ถุงหอมที่เธอวางทิ้งไว้ตามใจ หนังสืออ่านเล่นที่อ่านค้างไว้ครึ่งเล่ม ดอกไม้ประดับผมที่เธอชอบบนโต๊ะเครื่องแป้ง ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว
ที่นี่...คล้ายกับห้องบรรทมในตำหนักรัชทายาทที่เขาเคยพำนักตอนยังเป็นองค์รัชทายาทมากกว่า!
“หลิวอาน!” เซียวจิ่งเหิงตะโกนเสียงดังขึ้นฉับพลัน
ขันทีหลิวที่รออยู่ด้านนอกรีบผลักประตูเข้ามา แล้วค้อมกายคำนับ “ท่านอ๋อง ตื่นแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋อง?
รูม่านตาของเซียวจิ่งเหิงหดเล็กลงฉับพลัน เขาก้มมองมือของตน แม้มือคู่นี้จะเรียวยาวและมีเรี่ยวแรง แต่กลับดูอ่อนเยาว์กว่าที่จำได้ ทั้งยังไม่มีรอยด้านบาง ๆ จากการอ่านฎีกามานานหลายปี
น้ำเสียงของเขากลับมาสงบนิ่งดังเช่นปกติ เพียงแต่แฝงความร้อนรนอยู่เล็กน้อย “ฮองเฮาล่ะ? ฮองเฮาไปไหนแล้ว?”
ขันทีหลิวได้ยินคำถามนี้ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
