“ท่านเนี่ย อรุณสวัสดิ์ขอรับ” เมื่อเห็นเนี่ยหรงจุนกำลังนั่งดื่มชาอยู่หน้าโต๊ะชา ใบหน้าของเฉาต้าฟงก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเคารพนบนอบ
“เสี่ยวตงนะ เช้านี้เร็วขนาดนี้ไปหาของดีมาได้แล้วหรือนี่?” เนี่ยหรงจุนเห็นเฉาต้าฟงเดินเข้ามา ในมือถือม้วนภาพเขียนหนึ่งอยู่ ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
“ฮี่ฮี่ พอดีมาเจอภาพนี้ในตอนที่เพิ่งมาถึง รู้สึกว่ามีอะไรสะดุดตาเลยอยากนำมาให้ท่านเนี่ยช่วยพิจารณาให้หน่อย” เฉาต้าฟงยิ้มฮี่ฮี่ แล้วรีบก้าวมายืนตรงหน้าโต๊ะ
“ส่งมาเถอะ” เนี่ยหรงจุนลุกขึ้นรับภาพเขียน แล้วพาเฉาต้าฟงเดินไปยังโต๊ะไม้จริงขนาดใหญ่ด้านข้าง
เฉาต้าฟงรีบยื่นภาพเขียนด้วยสองมืออย่างเคารพ รับภาพมาแล้ว เนี่ยหรงจุนก็คลี่ภาพออกปูบนโต๊ะใหญ่ทันที
“ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของปลอม กระดาษผ่านการทำให้เก่าเทียม สีผิดเพี้ยน ฝีมือหยาบมาก ไอ้หนูตาฝาดเองหรือเปล่า โดนหลอกมาเท่าไร?” มองเพียงปราดเดียว เนี่ยหรงจุนก็หมดความสนใจ แล้วมองมาด้วยสีหน้าขบขัน
ของถูกที่พลิกทำกำไรได้ ที่ไหนจะเก็บได้ง่ายดายนัก
“ท่านเนี่ยเข้าใจผิดแล้วขอรับ ท่านรู้สึกบ้างไหมว่าภาพนี้มันผิดปกติตรงไหนสักอย่าง?” เฉาต้าฟงรีบยิ้มเจื่อนพร้อมเอ่ยเตือน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เนี่ยหรงจุนก็มีสีหน้างุนงง แล้วหยิบแว่นขยายขึ้นมาสำรวจอีกรอบอย่างละเอียด พร้อมเอามือลูบคลำอย่างพิถีพิถัน
“ไม่มีปัญหาอะไรนี่นา ดูจากพื้นผิวภาพแล้วบอกได้เลยว่าไม่ใช่การซ่อมสีแน่นอน นี่เป็นกระดาษชั้นเดียว ทั้งยังไม่มีร่องรอยการสอดไส้หรือทาแป้งแต่อย่างใด” พูดพลาง เขาก็หันมามองเฉาต้าฟงด้วยความสงสัยมากขึ้น
“ท่านเนี่ย ผมรู้สึกว่าน้ำหนักของแกนม้วนภาพมันผิดปกติไปสักหน่อย” เฉาต้าฟงไม่ปล่อยให้สงสัยนานอีกต่อไป รีบพูดตรงๆ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการไม่เคารพผู้อาวุโสตรงหน้ามากเกินไป
“โอ้?” เนี่ยหรงจุนนิ่งอึ้งอีกครั้ง จากนั้นก็รีบคว้าแกนม้วนภาพ พลองน้ำหนักในมือ
“จริงด้วย แกนม้วนภาพนี้หนักผิดปกติไปจริงๆ เจ้าหมายความว่า…” เอ่ยถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็ฉายแววตกตะลึงขึ้นแวบหนึ่ง
เฉาต้าฟงพยักหน้า “ท่านเนี่ย ผมสงสัยว่าในแกนม้วนภาพนี้อาจจะมีสิ่งของซ่อนอยู่ ไม่เช่นนั้นคงไม่หนักขนาดนี้”
เนี่ยหรงจุนไม่พูดอะไรสักคำ หันหลังแล้วเดินออกไปทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมกล่องเครื่องมือจากตู้ใกล้ๆ แล้วนั่งลง เริ่มเคาะๆ งัดๆ แกนม้วนภาพ
เคร้ง!
ไม่นาน ก้นของแกนม้วนภาพก็ถูกเปิดออก ภายในมีกลไกลับซ่อนอยู่จริงๆ
เนี่ยหรงจุนเบิ่งตากว้าง เฉาต้าฟงเองก็ตื่นเต้น เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่
ไม่นาน เปลือกแกนไม้ด้านนอกก็ถูกงัดออก ภายในเป็นวัสดุไส้ในอย่างหนึ่ง คล้ายสารคล้ายขี้ผึ้งบางชนิด ทว่ามันแข็งตัวแล้ว และด้วยกาลเวลาที่ยาวนานจึงกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม
หลังเคาะงัดต่อไปอีกครู่ สารขี้ผึ้งนั้นก็ร่วงหลุดแตกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นประกายแวววาวสีทองคำวาบหนึ่ง
ทองคำ! ซึ่งนั่นเป็นปฏิกิริยาแรกของเฉาต้าฟง
ถ้าเป็นทองคำจริง ก็ต้องมีค่ามากโขอยู่ แม้จะไม่ใช่ของโบราณก็ยังมีมูลค่าไม่น้อยทีเดียว
หลังจากผ่านไปสิบนาทีกว่า ของข้างในก็ถูกแกะออกมาจนหมด เช็ดถูให้สะอาดแล้ว ปรากฏว่าเป็นพู่กันด้ามทองคำด้ามหนึ่ง
เนี่ยหรงจุนตื่นเต้นดีใจ รีบสวมถุงมือขาวก่อนจะหยิบแว่นขยายขึ้นมาสำรวจ
เฉาต้าฟงเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย พู่กันทอง แท้จริงแล้วคือพู่กันทองคำ
ถ้าเป็นทองตันคงหนักราวสามถึงสี่ตำลึง ต่อให้เป็นด้ามกลวงก็ต้องสักหนึ่งถึงสองตำลึง ถึงแค่หนึ่งตำลึง หากเทียบราคาทองปัจจุบันกรัมละหนึ่งพัน ก็เท่ากับห้าหมื่น
พลิกทำกำไรงามล้ำ ทำกำไรพลิกฟ้า ยามนี้เขาตื่นเต้นจนร่างสั่นเล็กน้อย หายใจกระชั้นรัว หัวใจเต้นระทึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนดวงตาแดงเรื่อขึ้น
พู่กันด้ามทองคำนั้นมีลักษณะไม่ต่างจากพู่กันธรรมดาทั่วไป บนด้ามสลักลวดลายเถาไม้และดอกไม้ไว้อย่างประณีตงดงามยิ่ง
“งดงาม งดงามเกินไปแล้ว ด้ามพู่กันนี้เก็บรักษาไว้ได้สมบูรณ์ดีนัก เสี่ยวตงเอ๋ย มาดูนี่ มันมีตราแกะสลักอยู่ด้วย เชียนหลงเสวียไจ เป็นของแท้แน่นอน คราวนี้เจ้าได้ของพลิกกำไรชั้นเยี่ยมแล้ว” เนี่ยหรงจุนหัวเราะเสียงดังลั่น ดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเฉาต้าฟงเสียอีก
เชียนหลงคือศักราช เป็นตัวแทนว่าพู่กันด้ามนี้มาจากยุคจักรพรรดิ์เฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ส่วนเสวียไจก็น่าจะเป็นชื่อรองหรือฉายาของเจ้าของพู่กันทองคำด้ามนี้
ของเก่ายุคเฉียนหลง ยิ่งเป็นพู่กันทองคำอีก รวยแน่ คราวนี้รวยใหญ่แน่แล้ว
เฉาต้าฟงยิ้มซื่อๆ อย่างมีความสุข มุมปากยกขึ้น กดเท่าไรก็ไม่ลง
“ดีๆๆ ช่างดีเหลือเกิน...” เนี่ยหรงจุนมีท่าทางราวกับหนุ่มใหญ่โสดที่หิวโหยมานานหลายปี จู่ๆ ก็ได้พบสตรีผู้เลอโฉมในฝัน เขาไม่วางเลยสักนิด ถือแว่นขยายสำรวจทีละส่วน ลูบคลำไม่หยุด
เดิมทีคิดว่าชายชราผู้นี้จะดูมากที่สุดสักสิบนาทีก็น่าจะถึงเวลาพูดเรื่องสำคัญแล้ว แต่เขากลับดูอยู่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะวาง
เฉาต้าฟงยืนจนขาชา ไม่มีทางเลือกจึงต้องกระแอมเสียงหนึ่งเพื่อเตือน
“อะแฮ่ม! ท่านเนี่ยขอรับ พู่กันทองคำนี้มีมูลค่าเท่าไรกัน?” เขาเน้นย้ำคำว่าพู่กันทองคำเป็นพิเศษ
เมื่อถูกเตือนเช่นนี้ เนี่ยหรงจุนถึงได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ แล้ววางด้ามพู่กันทองคำในมือลงบนผ้าสักหลาดบนโต๊ะเบาๆ อย่างอาลัยอาวรณ์
มือแห้งเหี่ยวคู่นั้นของเขายามนี้สั่นระริกเพราะความตื่นเต้น แม้แต่เคราแพะสีขาวใต้คางก็ยังกระตุกๆ ส่อให้เห็นว่าสิ่งของหายากชิ้นนี้มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว
“รอเดี๋ยวนะ” เขาทิ้งคำพูดไว้ แล้วหันไปหยิบตาชั่งดิจิตอลขนาดเล็กมาอีกอัน
แล้ววางพู่กันทองคำลงบนตาชั่ง
“ทั้งหมดหนึ่งพันหนึ่งร้อยสามสิบแปดกรัม มูลค่าทองเนื้อๆ ก็ประมาณหลักแสนขึ้นไป แต่ด้วยความที่เป็นของโบราณยุคเฉียนหลง มูลค่าก็จะยิ่งสูงขึ้นมาก”
“เช่น... เช่นนั้น นี่มันมูลค่าเท่าไร?” ใจเฉาต้าฟงเต้นระรัว จนพูดตะกุกตะกัก
“ข้าเองก็ประเมินมูลค่าแน่นอนไม่ได้ เพราะพู่กันทองคำนั้นหาได้ยากนัก และด้ามนี้ก็อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เป็นอย่างมาก ด้ามนี้หากนำไปประมูลจึงจะแสดงมูลค่าสูงสุดได้ ตอนนี้มีสองทางเลือก ข้อหนึ่ง ข้าให้เงินสดหนึ่งล้าน ข้อสอง ข้านำไปประมูล หักค่าดำเนินการสิบเปอร์เซ็นต์ เจ้าเลือกเอา”
อึก!
เขากลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว แล้วก้มหน้าครุ่นคิด
หนึ่งล้าน เป็นเงินก้อนใหญ่แน่นอน แค่ตอบตกลงก็ได้ทันที
แต่ถ้านำไปประมูลต้องได้มากกว่าแน่ จริงอยู่ แม้จะมีความเสี่ยง เพราะมูลค่าเฉพาะนั้นยังไม่รู้แน่ชัด หรืออาจจะได้แค่หนึ่งล้านก็ได้ ถึงตอนนั้นหักค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้วจะยังได้เงินถึงหนึ่งล้านหรือไม่ก็ไม่แน่
ที่สำคัญกว่านั้น ตอนนี้เขาจำเป็นต้องใช้เงิน ส่วนของโบราณนั้น เขาเชื่อว่าด้วยความช่วยเหลือของดวงตาวิญญาณ จะต้องหาของพลิกทำกำไรได้อีกแน่ในไม่ช้า
กัดฟันกรอดหนึ่งที ในใจตัดสินใจได้แล้ว
“ผมขอเลือกหนึ่งล้าน”
“แน่ใจหรือ? อยากคิดดูอีกสักหน่อยไหม?”
“แน่ใจแล้วครับ”
“ดี แล้วบอกเลขบัญชีธนาคารของเจ้ามา ข้าจะโอนเงินให้ทันที”
จากนั้น เฉาต้าฟงก็แจ้งหมายเลขบัญชี สิบนาทีต่อมาได้ยินเสียงข้อความดังจากมือถือ เงินหนึ่งล้านเข้าบัญชี
เมื่อมองเห็นเลขหนึ่งแล้วตามด้วยศูนย์อีกเป็นพรวน เขาถึงกับหายใจแรงขึ้น
ตอนนี้ เฉาต้าฟงเองก็เป็นเศรษฐีเงินล้านแล้ว
แม้ในยุคสมัยนี้ เงินหนึ่งล้านอาจจะไม่นับว่าเป็นเศรษฐีได้ แต่สำหรับคนธรรมดาแล้วมันคือเงินก้อนใหญ่สุดมหาศาล
แถมยังร่ำรวยขึ้นมาในพริบตา แรงปะทะเช่นนี้สามารถทำให้คนๆ หนึ่งตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยทีเดียว
“เสี่ยวตงเอ๋ย เจ้าเป็นคนเก่งเงียบไม่เบ่งเลยนี่ ข้ามั่นใจในตัวเจ้า ต่อไปมีของดีอะไรต้องอย่าลืมนำมาที่นี่ก่อน รับรองว่าจะไม่ข่มเหงเจ้าแน่” เนี่ยหรงจุนลูบเคราแพะด้วยอารมณ์ดีเยี่ยม
“แน่นอนขอรับ”
หลังจากนั้น ทั้งสองแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อกัน เฉาต้าฟงถึงได้เดินออกจากฝูเป่าเก๋อด้วยสมองที่ยังตื้อๆ อยู่