เฉวียนจือซุ่ยมาสายอย่างไม่ต้องสงสัย
เวลา 7 โมงครึ่งเป็นช่วงอ่านหนังสือยามเช้า ตอนนี้ 7 โมง 50 แล้ว นักเรียนส่วนใหญ่เข้าไปนั่งในห้องเรียนกันหมด เหลือเพียงไม่กี่คนที่มาสาย กำลังวิ่งสุดฝีเท้าจากประตูโรงเรียน
คนที่มาสายแล้วยังเดินเอื่อยเฉื่อยเหมือนเฉวียนจือซุ่ยมีให้เห็นไม่บ่อยนัก จึงดึงดูดสายตาหลายคู่
หนึ่งในนั้นคือข่งหมิงเจ๋อ
“นี่! เธออยู่ห้องไหนน่ะ?” ข่งหมิงเจ๋อสงสัยจนทนไม่ไหว วิ่งเลยไปได้สิบกว่าเมตรแล้วยังวกกลับมาถาม
เฉวียนจือซุ่ยตอบตามตรง “ไม่รู้ค่ะ”
“หา?” ข่งหมิงเจ๋อตะลึง เขากวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่เคยเห็นหน้าเลย เด็กใหม่ ม.4 เหรอ?”
เฉวียนจือซุ่ยตอบว่า “ม.5 ค่ะ นักเรียนย้ายมา วันแรกที่มา”
ข่งหมิงเจ๋อมองไปด้านหลังเธอ “วันแรกที่ย้ายมาโรงเรียนใหม่ก็มาเองคนเดียวเหรอ? จัดการเรื่องเอกสารแล้วหรือยัง? เอาของมาครบไหม?”
เฉวียนจือซุ่ยพยักหน้า “อืม เอามาแล้วค่ะ ขอถามหน่อยว่าฉันต้องไปหาใคร?”
เธอสับสนจริง ๆ ครอบครัวนั้นไม่คิดจะดูแลเธอเลยสักนิด
“งั้นก็ถามถูกคนแล้ว!” ข่งหมิงเจ๋อเชิดคางขึ้น “พี่ก็อยู่ ม.5 เหมือนกัน ไปสิ เดี๋ยวพาไปจัดการเรื่องเอกสาร”
พอดีเขามาสายอยู่แล้ว เพื่อกันไม่ให้ครูประจำชั้นบ่น การอ้างว่ามาช่วยนักเรียนย้ายโรงเรียนจัดการเรื่องเอกสารจึงเป็นข้ออ้างที่ยอดเยี่ยม
แบบนี้เอง เฉวียนจือซุ่ยจึงมาถึงห้องทำงานหัวหน้าฝ่ายได้อย่างราบรื่น
“ขออนุญาตครับ!” ข่งหมิงเจ๋อตะโกนเสียงดังลั่น
ในห้องทำงานมีคนอยู่สองคน จางลี่กำลังคุยกับนักเรียนคนหนึ่ง พอได้ยินเสียงตะโกนดังสนั่น ทั้งคู่ก็หันมามอง
ข่งหมิงเจ๋อกะพริบตาถี่ ๆ พร้อมทำหน้าทะเล้นใส่นักเรียนคนนั้น ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันมาก
ความประทับใจแรกของเว่ยสือซวี่ที่มีต่อเฉวียนจือซุ่ย คือภาพเธอยืนอยู่ข้างข่งหมิงเจ๋อตัวสูงใหญ่ ร่างเล็กผอมบางจนดูจืดจาง
ส่วนเฉวียนจือซุ่ยขมวดคิ้วทันทีที่เห็นเว่ยสือซวี่ แถมยังเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว
ผู้ชายคนนี้อันตรายจริง ๆ!
เธอเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ยิ้มทั้งที่ไม่ได้ยิ้ม’ แล้ว
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่ถ้าปิดหน้าส่วนล่างไว้แล้วมองแค่ดวงตา จะเห็นว่าเขาไม่ได้ยิ้มเลยสักนิด กลับกำลังมองผู้คนด้วยสายตาเย็นชาและแฝงความมุ่งร้าย มองทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น
แต่ก็ต้องยอมรับว่าหน้าตาของเขาโดดเด่นจนยากจะละสายตา
แม้จะรู้สึกว่าเขาอันตราย เฉวียนจือซุ่ยก็ยังละสายตาจากใบหน้าของเขาไม่ได้
ข่งหมิงเจ๋อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก้มหน้ากระซิบ “หล่อใช่ไหม? เขาชื่อเว่ยสือซวี่ หนุ่มฮอตประจำโรงเรียน”
จางลี่ถลึงตาใส่ข่งหมิงเจ๋อก่อน แล้วค่อยหันไปพยักหน้าให้เว่ยสือซวี่อย่างอ่อนโยน “กลับห้องเรียนไปก่อนเถอะ”
“ครับ”
เสียงทุ้มเย็นของเว่ยสือซวี่ดังขึ้น ตอนเดินผ่านข่งหมิงเจ๋อกับเฉวียนจือซุ่ย เขาก็ผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นการทักทาย จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่หยุดแม้แต่นิดเดียว
ตั้งแต่ต้นจนจบ มุมปากของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มนั้น
ข่งหมิงเจ๋อก้าวยาว ๆ เข้าไปในห้องทำงาน พูดด้วยสีหน้าทะเล้น “คุณครูจาง ผมพานักเรียนย้ายมาใหม่มารายงานตัวครับ”
“คุณครู หนูชื่อเฉวียนจือซุ่ย เป็นนักเรียนย้ายมาค่ะ” เฉวียนจือซุ่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยขึ้น
จางลี่กลืนคำด่าข่งหมิงเจ๋อที่กำลังจะพูดลงไป ก่อนยิ้มให้เฉวียนจือซุ่ย “สวัสดี นักเรียนใหม่ เอาเอกสารย้ายโรงเรียนมาด้วยไหม?”
เฉวียนจือซุ่ยหยิบเอกสารออกมายื่นให้
จางลี่กวาดตาดูอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยิ้มพลางบอกเรื่องที่ควรใส่ใจ “ครูรู้สถานการณ์ของเธอแล้ว โรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปในเมืองเหลียงซีไม่เหมือนโรงเรียนเดิมของเธอ ตั้งใจเรียนล่ะ!”
เฉวียนจือซุ่ยตอบว่า “ค่ะ คุณครู”
จางลี่บอกว่า “เธออยู่ห้อง ม.5/1 ห้องเดียวกับข่งหมิงเจ๋อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นี่แหละ ข่งหมิงเจ๋อ พาเพื่อนใหม่ไปห้องเรียนด้วย”
“ได้เลยครับ!” ข่งหมิงเจ๋อตอบอย่างสบาย ๆ แถมยังกระตือรือร้นด้วย
พอออกจากห้องทำงาน เฉวียนจือซุ่ยก็เดินตามเขาไปเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
ข่งหมิงเจ๋อกลับเป็นฝ่ายพูดไม่หยุด แถมยังอยากรู้อยากเห็น “เมื่อกี้คุณครูจางพูดว่าที่นี่ไม่เหมือนโรงเรียนเดิมของเธอ ทำไมเหรอ? ก่อนหน้านี้ไม่ได้เรียนโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปหรือไง? มาจากโรงเรียนนานาชาติเหรอ?”
จะโทษข่งหมิงเจ๋อที่เดาสุ่มก็ไม่ได้ เพราะเพื่อนใหม่คนนี้ไม่เหมือนใครจริง ๆ!
เธอรับมือกับการมาสายได้อย่างสบายใจ แถมเรื่องย้ายโรงเรียนก็ยังมาคนเดียว นิสัยใจเย็นและพึ่งพาตัวเองได้แบบนี้ มักเป็นเด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวยมากและผ่านโลกมามาก
เฉวียนจือซุ่ยส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ ฉันมาจากบนเขา”
เธอเรียนโรงเรียนฝึกยุทธ์มา 10 ปี
คราวนี้ข่งหมิงเจ๋อถึงกับเงียบ เขาไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร ได้แต่เกาศีรษะไปมา
เขาที่ว่าคือภูเขาแบบไหน? แบบที่ห่างไกลและยากจนมากจนแม้แต่รถก็เข้าไปไม่ได้อย่างที่เขาคิดหรือเปล่า?
ไม่น่าใช่มั้ง!
คำตอบของเฉวียนจือซุ่ยเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจไปมาก ฟังดูนามธรรมเหลือเกิน
แต่ข่งหมิงเจ๋อเป็นใครกัน? ไม่นานเขาก็หาหัวข้อคุยใหม่เจอ
เขาถามว่า “นี่ ปกติพ่อแม่เธองานยุ่งมากเหรอ? ทำไมย้ายโรงเรียนแล้วยังไม่มาส่ง?”
เฉวียนจือซุ่ยตอบว่า “ไม่รู้ค่ะ เมื่อวานฉันเพิ่งเจอพ่อเป็นครั้งแรก ส่วนแม่เสียชีวิตตอนคลอดฉัน เพราะตกเลือดมาก”
กึก—
ข่งหมิงเจ๋อแข็งค้างไปทันที รู้สึกผิดจนแทบอยากตบปากตัวเองสักฉาด
ตอนเขาหันกลับมามองเฉวียนจือซุ่ยอีกครั้ง แววตาก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนราวกับมารดาผู้เปี่ยมรัก แถมยังมีน้ำตาคลอเบ้า
ข่งหมิงเจ๋อพูดว่า “เฉวียนจือซุ่ย ต่อไปมีปัญหาอะไรก็บอกฉันได้เลยนะ ฉันจะช่วยเธอแน่นอน!”
เฉวียนจือซุ่ยตอบว่า “ค่ะ ขอบคุณนะ ข่งหมิงเจ๋อ”
ตอนทั้งคู่มาถึงห้องเรียนก็เป็นเวลาเรียนคาบแรกแล้ว และยังเป็นคาบของเฉียนหย่าครูประจำชั้นด้วย
“ข่งหมิงเจ๋อ เธอมาสายอีกแล้วนะ!”
เฉียนหย่าเหลือบเห็นคนตรงประตูห้องเรียนก็เผลอตะโกนออกมา แต่พอหันไปกลับเห็นว่าข้างข่งหมิงเจ๋อยังมีนักเรียนอีกคนยืนอยู่ เธอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้จะมีนักเรียนย้ายมาใหม่มารายงานตัว ไม่คิดเลยว่าข่งหมิงเจ๋อจะเป็นคนพามา
“นักเรียนย้ายมาใหม่ใช่ไหม?” พอเห็นเด็กสาวตัวผอมจนแทบเหลือแต่กระดูก เฉียนหย่าก็อดลดเสียงให้นุ่มลงไม่ได้
เฉวียนจือซุ่ยกล่าวว่า “สวัสดีค่ะคุณครู หนูชื่อเฉวียนจือซุ่ย”
ข่งหมิงเจ๋อเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “คุณครูเฉียน ผมไม่ได้มาสายนะ ผมพาเพื่อนใหม่ไปหาคุณครูจางต่างหาก”
เฉียนหย่ากลอกตา “รู้แล้ว เธอเก่งมาก ถ้าสอบกลางภาคคราวนี้ผ่านด้วยก็จะเก่งยิ่งกว่าเดิมอีก รีบกลับไปนั่งที่ได้แล้ว”
“แหะ ๆ!” ข่งหมิงเจ๋อก้าวฉับ ๆ ไปนั่งแถวสุดท้าย ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ครูพูดถึงผลการเรียนของเขาเลยสักนิด
เฉียนหย่าตบมือเรียกทุกคน “ครูขอแนะนำเฉวียนจือซุ่ย เพื่อนใหม่ของห้องเราให้ทุกคนรู้จัก ฝากต้อนรับเพื่อนใหม่ด้วย”
นักเรียนบางคนปรบมือตามน้ำ บางคนก็ไม่สนใจแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
หลังจากเฉียนหย่าแนะนำเธอคร่าว ๆ แล้วก็จัดที่นั่งให้ “เฉวียนจือซุ่ย ที่นั่งในห้องนี้จัดตามผลการเรียน เธอไปนั่งที่ว่างแถวสุดท้ายก่อน พอสอบกลางภาคคราวนี้เสร็จแล้วค่อยเปลี่ยนที่นั่ง”
เฉวียนจือซุ่ยพยักหน้าอย่างสุภาพ ก่อนเดินไปนั่งตรงที่ว่างตรงมุมห้อง
โต๊ะเรียนเป็นแบบแยกกันคนละตัว ข่งหมิงเจ๋อนั่งห่างจากเธอไปหนึ่งทางเดิน เขาหันมาขยิบตาและทำหน้าทะเล้นใส่เธออย่างบ้าคลั่ง
เฉวียนจือซุ่ยยิ้มให้เขาเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบหนังสือเรียนออกมาตั้งใจฟัง แต่กลับพบว่าตามไม่ทันและฟังไม่เข้าใจ
สมกับที่เป็นมณฑลเจียงซูซึ่งให้ความสำคัญกับการศึกษามาก แค่ภาคเรียนแรกของชั้น ม.5 โรงเรียนมัธยมเหลียงจงก็เริ่มสอนเนื้อหาของชั้น ม.6 แล้ว!
เธอหันไปมอง แล้วก็เห็นข่งหมิงเจ๋อนอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ
สภาพของนักเรียนในห้องแบ่งออกเป็นสองขั้ว คนที่นั่งแถวหน้าซึ่งเรียนเก่งกำลังตั้งใจฟัง ส่วนเด็กผลการเรียนแย่ที่นั่งแถวสุดท้ายไม่หลับก็เล่นเกม
สีหน้าของเฉวียนจือซุ่ยค่อย ๆ ว่างเปล่า ไม่ต้องรอให้เปลี่ยนที่นั่งแล้ว เธอเป็นเด็กเรียนแย่เอง
