เฉวียนจือซุ่ยไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมคนรวยในละครโทรทัศน์ถึงอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ทั้งที่บ้านกว้างขวางแค่ไหนก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวนี่นา!
ตอนนี้เธอรู้เหตุผลแล้ว
“คุณหนูซุ่ยซุ่ย นี่คือห้องของคุณค่ะ” กู้หลาน แม่บ้าน พาเธอมาหยุดตรงหน้าประตู
ประตูห้องเป็นบานคู่ เปิดออกได้ทั้งซ้ายขวา ใหญ่กว่าประตูทางเข้าบ้านคนทั่วไปเสียอีก
เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบห้องนั่งเล่นที่มีทั้งโซฟาและโทรทัศน์ครบครัน เดินเข้าไปด้านในแล้วทั้งซ้ายและขวายังมีห้องอีกสองห้อง ด้านซ้ายเป็นห้องน้ำที่มีเครื่องซักและอบผ้าครบชุด ส่วนด้านขวาจึงเป็นห้องนอน
กู้หลานชี้ไปทางห้องน้ำพลางบอกว่า “เสื้อผ้าที่คุณเปลี่ยนแล้ววางไว้ในตะกร้าผ้าใช้แล้วได้เลยค่ะ ฉันจะเข้ามาทำความสะอาดทุกวัน ซักแล้วก็อบแห้งให้ รับรองว่าจะรักษาความสะอาดอย่างดี และจะไม่ซักปนกับของคนอื่นค่ะ”
คำพูดของเธอฟังดูสุภาพ แต่แท้จริงแล้วกำลังสอนมารยาทการใช้ชีวิตในบ้านคนรวยอย่างอ้อม ๆ
เรื่องความเป็นส่วนตัวจึงไม่ใช่ปัญหา
เฉวียนจือซุ่ยเข้าใจดี จึงพยักหน้าแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในห้องนอน
ห้องนอนหรูหรา มีห้องแต่งตัวแบบเดินเข้าไปได้อยู่ด้านใน พร้อมโต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าบานใหญ่เรียงยาวตลอดแนว ตู้ทุกใบทำจากไม้ฮิกคอรีดำและติดประตูกระจกสีชา ดูใหม่เอี่ยมแต่กลับว่างเปล่า
เฉวียนจือซุ่ยดีใจที่ตัวเองเอาเสื้อผ้ามาด้วย
ทั้งหมดนี้คือห้องของคุณหนูตระกูลร่ำรวยตามมาตรฐาน ขนาดใหญ่พอ ๆ กับบ้านหลังเล็กหนึ่งหลัง และมีทุกอย่างครบครัน
กู้หลานยิ้มอย่างอ่อนโยน “ช่วงนี้คุณปู่กับคุณย่าของคุณไม่อยู่เมืองเหลียงซีค่ะ คืนนี้คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงมีนัดกินข้าวข้างนอก ไม่แน่ใจว่าจะกลับกี่โมง แต่คุณชายจื่อเฉินเลิกเรียนตอนห้าโมงครึ่งค่ะ”
“อืม...” เฉวียนจือซุ่ยขานรับเสียงเรียบ
พ่อที่เธอไม่เคยพบหน้ากับแม่เลี้ยงอุตส่าห์ทุ่มเทพาเธอมาจากบนเขา แต่พอมาถึงบ้านกลับไม่มีใครออกมาต้อนรับสักคน
น่าสนใจดีนะ
กู้หลานพูดต่อว่า “ฉันมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของคุณกับน้องชายค่ะ หากมีเรื่องอะไรในชีวิตประจำวันก็มาหาฉันได้ ห้องของคุณชายจื่อเฉินอยู่ข้าง ๆ คุณค่ะ”
ชั้นสองทั้งหมดมีห้องชุดอยู่สี่ห้อง ห้องรับรองสองห้องทางขวายังว่าง ส่วนสองห้องทางซ้ายเป็นห้องของเฉวียนจือซุ่ยกับจั่วจื่อเฉิน
น้องชายต่างมารดาที่เธอไม่เคยพบหน้าคนนั้น...
“จั่วจื่อเฉินเรียนอยู่ชั้นไหนคะ” เธอถาม
กู้หลานตอบว่า “คุณชายจื่อเฉินอายุ 16 ปีค่ะ อ่อนกว่าคุณหนึ่งปี เพิ่งขึ้นมัธยมปลายปีหนึ่ง”
เฉวียนจือซุ่ยเลิกคิ้ว จริง ๆ แล้วเธอยังไม่ถึงวันเกิดอายุครบ 17 ปีด้วยซ้ำ อายุของจั่วจื่อเฉินกับเธอจึง...
ช่างน่ากระอักกระอ่วนอยู่เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้เธอแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเองเลย รู้เพียงว่าแม่เสียชีวิตเพราะตกเลือดตอนคลอดเธอ หลังจากมาถึงเมืองเหลียงซี เธอถึงได้รู้ว่าพ่อแท้ ๆ ร่ำรวยมาก ปู่ย่าก็ยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังมีแม่เลี้ยงกับน้องชาย
กู้หลานเหลือบมองเวลา “คุณพักผ่อนก่อนนะคะ ฉันจะไปเตรียมของว่างยามบ่ายให้ คุณมีอะไรที่กินไม่ได้ไหมคะ”
เฉวียนจือซุ่ยลูบหน้าท้องที่แฟบแบนของตัวเอง “ฉันกินได้ทุกอย่างค่ะ แต่อยากกินบะหมี่สามชาม”
“อะ...อะไรนะคะ” กู้หลานมองเฉวียนจือซุ่ยที่ผอมจนเหมือนไม้เสียบผี แล้วถึงกับพูดติดอ่างด้วยความตกใจ ซึ่งหาได้ยากนัก
เฉวียนจือซุ่ยอธิบายอย่างจริงใจ “เมื่อก่อนฉันใช้แรงเยอะบนเขา กินเยอะจนร่างกายชินแล้วค่ะ ของกินบนเครื่องบินมีน้อยเกินไป ฉันยังไม่อิ่มเลย”
เมืองอวิ๋นหยางอยู่ห่างจากเมืองเหลียงซีหนึ่งพันกิโลเมตร ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้อยู่ในตัวเมืองอวิ๋นหยาง แต่อาศัยอยู่บนเขา เธอออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืด นั่งรถลงจากเขาแล้วต่อไปสนามบิน เรียกได้ว่ายังไม่ได้กินอิ่มจริง ๆ หิวมาทั้งวันแล้ว
กู้หลานอ้าปากค้าง “อ๋อ...ได้ค่ะ”
เฉวียนจือซุ่ยยังไม่วางใจ จึงถามอีกว่า “กินของว่างยามบ่ายแล้ว ยังมีมื้อเย็นอีกไหมคะ”
กู้หลานตอบ “มื้อเย็นมีแน่นอนค่ะ”
เฉวียนจือซุ่ยถอนหายใจโล่งอก เธอกลัวเหลือเกินว่าบ้านคนรวยจะมีกฎเกณฑ์มากมาย
พอวางใจแล้ว เธอก็เดินไปนั่งข้างโซฟา ไม่ว่าจะนั่งรถหรือนั่งเครื่องบินก็ทำให้เธอไม่สบายตัว พอมาถึงที่นี่ก็ยังไม่คุ้น เธอจำเป็นต้องพักผ่อนให้เต็มที่จริง ๆ โดยเฉพาะพักใจ
เดิมทีกู้หลานถอยออกไปนอกประตูแล้ว แต่จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้จึงย้อนกลับมา “อ้อ คุณหนูซุ่ยซุ่ยคะ คือ...คุณใช้ห้องของตัวเองได้ตามสบายเลยนะคะ ของทุกอย่างที่นี่เตรียมไว้ให้คุณแล้ว แต่ห้องอื่น ๆ...”
“ฉันเข้าใจค่ะ ฉันจะไม่เดินไปทั่วหรอก” เฉวียนจือซุ่ยตอบ
กู้หลานยิ้มแล้วออกไป ปิดประตูตามหลัง ก่อนลงไปเตรียมอาหารในครัว
เมื่อประตูบานคู่ปิดสนิท เฉวียนจือซุ่ยถึงได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วมองเพดาน
อืม แม้แต่เพดานก็ยังหรูหราสุด ๆ
หลังจากนั่งเงียบ ๆ อยู่สองนาที เฉวียนจือซุ่ยก็ลุกขึ้น หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรหาเบอร์หนึ่ง
นี่คือสมาร์ตโฟนที่อาจารย์ลงจากเขาไปซื้อให้เธอเป็นพิเศษในคืนก่อนเธอจากมา ก่อนหน้านี้เธอไม่มีอุปกรณ์สื่อสารเลย เคยเล่นแค่โทรศัพท์มือถือของพวกศิษย์พี่
ปลายสายรับทันที “ซุ่ยซุ่ย ถึงแล้วเหรอ”
“อืม...” เสียงของเฉวียนจือซุ่ยฟังดูหมดแรง
อีกฝ่ายเงียบไปสองสามวินาที ก่อนถามว่า “ไม่ชอบที่นั่นเหรอ”
เฉวียนจือซุ่ยตอบเสียงหงอย “อืม”
อีกฝ่ายถอนหายใจ “ซุ่ยซุ่ยเด็กดี ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น ตั้งใจเรียนให้ดี พออายุครบ 18 ปี ก็ไม่ต้องมีผู้ปกครองแล้ว”
“ศิษย์พี่จืออิ่น...” เฉวียนจือซุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “พี่มาหาฉันได้ไหม”
จืออิ่นตอบ “รออีกสักพัก พี่จะคุยกับอาจารย์ดู”
“ได้ค่ะ” หลังวางสาย อารมณ์ของเฉวียนจือซุ่ยก็ดีขึ้นเล็กน้อย เธอลุกไปอาบน้ำ
อาบน้ำเสร็จ เฉวียนจือซุ่ยก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าผ้าป่านเนื้อหยาบที่นำมาด้วย ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เธอสวมเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวชั้นเดียว พร้อมรองเท้าผ้า
เวลานั้นกู้หลานต้มบะหมี่เสร็จแล้ว จึงเรียกเธอไปที่ห้องอาหาร
บนโต๊ะอาหารตัวใหญ่มีบะหมี่สามชามวางอยู่ เป็นบะหมี่หยางชุน บะหมี่ซอสเนื้อ และบะหมี่กุ้ง เห็นได้ว่ากู้หลานตั้งใจดูแลลูก ๆ ของนายจ้างจริง ๆ
ส่วนเฉวียนจือซุ่ยกลับเงียบไปอีกครั้ง ดีที่เธอบอกว่าขอสามชาม ไม่ใช่หนึ่งชาม เพราะปริมาณบะหมี่พวกนี้ต่างจากที่เธอเคยกินโดยสิ้นเชิง ชามเล็กนิดเดียวจริง ๆ
สมแล้วที่เป็นคนเจียงหนาน กินกันน้อยเหลือเกิน!
เฉวียนจือซุ่ยหิวจนแทบขาดใจ เธอกินบะหมี่ทั้งสามชามรวดเดียวอย่างตะกละตะกลาม ไม่เหลือน้ำซุปสักหยด
กู้หลานมองเฉวียนจือซุ่ยอย่างสงสาร “บนเขาคงกินไม่ค่อยดีสินะคะ”
ไม่อย่างนั้นจะผอมขนาดนี้ได้อย่างไร ผอมจนเหลือแต่กระดูก ดูแล้วไม่มีเนื้อสักนิด เสื้อผ้าก็ซักจนสีซีดและมีด้ายรุ่ยแล้วยังใส่อยู่ ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง เสื้อผ้าบางขนาดนี้คงกันหนาวไม่ได้แน่
กู้หลานถอนหายใจ คิดในใจว่าเด็กคนนี้ก่อนหน้านี้ลำบากอยู่บนเขา พอกลับมาที่นี่แล้วคงต้องลำบากต่อไปอีก
เฉวียนจือซุ่ยส่ายหน้า “อาหารบนเขาก็ดีมากนะคะ”
อย่างน้อยก็กินอิ่ม
กู้หลานตบมือเธอเบา ๆ “พ่อครัวรู้ว่าวันนี้คุณจะมา คืนนี้จะทำอาหารมื้อใหญ่ให้ค่ะ”
เฉวียนจือซุ่ยมองชามเล็กทั้งสามใบที่ว่างเปล่า กลั้นความหิวไว้แล้วพยักหน้า
ตามปกติ ช่วงบ่ายสามถึงหกโมงเป็นเวลาฝึกพื้นฐานของเธอ ฝึกท่ายืนสามกายหนึ่งชั่วโมง ฝึกสมรรถภาพร่างกายหนึ่งชั่วโมง และฝึกต่อสู้หนึ่งชั่วโมง
แต่ตอนนี้...
เธอยังไม่อิ่มเลย หากพลังงานไม่พอ วันไหนไม่ฝึกสักวันก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
เฉวียนจือซุ่ยจึงกลับเข้าห้อง ยืดเส้นบนพื้นเล็กน้อยแล้วเริ่มนั่งสมาธิ พยายามใช้ท่านั่งขัดสมาธิรวบรวมพลังงานไว้ภายในเพื่อลดความหิว
แต่เธอกลั้นไว้ไม่ไหวจริง ๆ นั่งไปพลางร้องไห้ไปพลาง
แม้การฝึกวิชาจะเหนื่อย อาจารย์ก็เข้มงวด ศิษย์พี่ก็ยังดุ แต่ชีวิตบนเขาอย่างน้อยก็อิสระและมีความสุข พึ่งพาตัวเองได้
ตลอด 17 ปีที่มีชีวิตมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องทนหิว!
