เจียงอวี๋ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “แทบไม่มีประโยชน์ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของวิชาสลับชะตาชีวิต พอเลยเที่ยงคืนไปก็จะสำเร็จสมบูรณ์ ต่อให้ตอนนี้เธอทุบหยกทิ้งก็ไม่ช่วยอะไรแล้ว”
ฉีฉีมองนาฬิกาบนผนัง ก่อนยกมือปิดหน้าร้องไห้อย่างสิ้นหวัง “เหลืออีกแค่ชั่วโมงเดียว ฉันต้องรอความตายอย่างเดียวแล้วใช่ไหม?”
เจียงอวี๋ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า “เอาแบบนี้ เธอไปค้นในห้องพี่ชาย ดูว่ามีแท่นสลับชะตาอยู่หรือเปล่า
“ถ้าเจอ ก็เผาป้ายที่เขียนชื่อเธอ วันเดือนปีเกิดกับหุ่นฟางบนแท่นทิ้ง วิชาสลับชะตาชีวิตก็จะล้มเหลว!”
พอได้ยินอย่างนั้น ฉีฉีก็เหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ เธอหยุดร้องไห้แล้วพยักหน้ารัว ๆ “ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เธอก็เปลี่ยนกล้องโทรศัพท์เป็นกล้องหลัง แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ จากนั้นหยิบไฟแช็กออกมาจากลิ้นชัก ก่อนย่องออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ
พอออกจากห้อง เธอก็หันไปทางห้องข้าง ๆ บิดลูกบิดเบา ๆ แล้วเปิดประตูเดินเข้าไป
ตอนนี้เป็นยามเที่ยงคืนพอดี รอบข้างเงียบสนิท แสงจันทร์ซีดขาวส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในห้องได้อย่างเลือนราง
ฉีฉีไม่กล้าเปิดไฟ เพราะแม่อยู่ในอีกห้องที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
เธอเปิดไฟฉายในโทรศัพท์ แล้วกวาดตามองไปรอบห้อง
ชาวเน็ตเห็นโลงแก้วที่ตั้งอยู่กลางห้องตั้งแต่แรก ต่างพากันกลั้นหายใจ รอดูว่าฉีฉีจะทำอะไรต่อ
ฉีฉีไม่ได้รีบหา “แท่นสลับชะตา” ตามที่เจียงอวี๋บอก แต่กลับเดินไปหน้าโลงแก้วพร้อมความหวังริบหรี่ที่แทบจะน่าขัน แล้วค่อย ๆ เปิดฝาโลงออก
