ไป๋ชิวเจี๋ยได้ยินแล้วโมโหจนแทบคลั่ง เธอก้าวเข้าไปตบหน้าเฉินอวี้ซูฉาดใหญ่ ก่อนจะตะโกนออกมาอย่างเหลืออด
“ไอ้สารเลว พูดจาเหลวไหล! ฉันเห็นแกเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อน แต่แกกลับคิดไม่ซื่อกับฉัน พอสารภาพรักไม่สำเร็จ ก็ร่วมมือกับอาของแกหลอกฉันมาที่นี่ หวังจะทำเรื่องไม่ดีใส่ฉัน
“ตอนนี้ยังกลับดำเป็นขาว หาว่าฉันยั่วแกอีก แกนี่มันหน้าด้านไร้ยางอายจริง ๆ!”
ด่าจบ เธอก็หันไปมองตำรวจ จัดเสื้อผ้าที่ยับยุ่งให้เรียบร้อย แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟังทั้งน้ำตา พร้อมขอให้ช่วยทวงความเป็นธรรมให้เธอ
ฉินซูเฉิงพยักหน้ารัว ๆ สั่งลูกทีมให้จดบันทึกคำให้การตามที่เธอเล่า
“คุณครูไป๋!” เสี่ยวฮวาที่อยู่ข้าง ๆ คล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ จู่ ๆ ก็โผลงไปคุกเข่าตรงเท้าของไป๋ชิวเจี๋ย ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกอดขาเธอไว้ อ้อนวอนว่า
“คุณครูไป๋ หนูไม่ได้ตั้งใจนะ พ่อกับพวกเขาบังคับให้หนูทำ ตอนนี้พวกเขาถูกจับกันหมดแล้ว หนูอยู่คนเดียวคงใช้ชีวิตไม่ไหว คุณชอบหนูขนาดนั้น รับหนูไปเลี้ยงเถอะนะ หนูจะเชื่อฟังคุณมาก ๆ เลย”
ไป๋ชิวเจี๋ยมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูน่าสงสารตรงหน้า แต่กลับไม่เหลือความเวทนาแม้แต่น้อย เธอเตะอีกฝ่ายกระเด็นไปไกลสามเมตร ดวงตาแดงก่ำด้วยความแค้น
“ไสหัวไปให้พ้น! เลี้ยงไม่เชื่องจริง ๆ ฉันเสียใจที่สุดก็ตรงที่ดีกับแกมากเกินไป
“ต่อให้ฉันรับแมวหมามาเลี้ยง ก็ไม่มีวันรับสัตว์เดรัจฉานอย่างแกมาเลี้ยงหรอก เตรียมรับผลกรรมของตัวเองไว้ได้เลย!”
ฉินซูเฉิงยกมือห้ามเธอไว้พอเป็นพิธี จากนั้นก็สั่งลูกทีมให้พาพ่อของเสี่ยวฮวากับเฉินอวี้ซูขึ้นรถตำรวจ
