“ที่แม่ทำไปก็เพราะหวังดีกับลูกทั้งนั้น!” แม่ของฉีฉีโบกแขนอย่างคลุ้มคลั่ง “ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ ลูกจะเรียนเก่งขนาดนี้ ได้เป็นที่หนึ่งของมณฑลในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ?”
ประโยคนี้อีกแล้ว!
เหมือนประโยคนั้นจะกระตุ้นอารมณ์ของพี่ชายฉีฉีเข้าอย่างจัง รูม่านตาของเขากลายเป็นสีแดงฉาน กำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนตรงขมับ ร่างกายเกร็งตึงจนหลังตรงแน่ว
ประโยคนี้เหมือนคำสาปที่วนเวียนอยู่ข้างหูเขามาตั้งแต่เริ่มจำความได้
ทุกสิ่งที่เขาต้องทนรับมา ดูเหมือนจะอธิบายได้ด้วยประโยคนี้ทั้งนั้น
“หวังดีกับผม” พี่ชายฉีฉีหัวเราะอีกครั้ง หัวเราะจนเลือดไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง ไอผีแผ่กระจายไปทั่วร่าง
“ช่างเป็นคำว่า ‘หวังดีกับผม’ ที่ดีเหลือเกิน ตั้งแต่เด็กจนโต แม่เอาแต่บังคับให้ผมเรียน แม้แต่เวลากินข้าวนอนก็ยังกำหนดไว้เป๊ะ เกินแม้แต่นาทีเดียวก็ไม่ได้
“ทุกครั้งที่สอบ ไม่ว่าจะสอบใหญ่หรือสอบย่อย ขอแค่ผมไม่ได้ที่หนึ่งของโรงเรียน แม่ก็คลุ้มคลั่ง ทุบข้าวของ ด่าว่าผมไม่ได้เรื่อง ด่าว่าผมเป็นขยะ!
“แม่ไม่ยอมให้ผมคบเพื่อนที่เรียนเก่งกว่า เพราะกลัวคนอื่นจะเก่งแซงผม ไม่ยอมให้ผมคบคนที่เรียนอ่อนกว่า เพราะกลัวพวกนั้นจะทำให้คะแนนผมตก
“ตอนมัธยมต้น ผมอุตส่าห์หาเพื่อนได้สักคน พอแม่รู้ก็พุ่งเข้าไปในโรงเรียน ทั้งตบทั้งด่าเขา บอกว่าคะแนนสอบผมตกไปหนึ่งคะแนนเพราะถูกเขาชักนำไปในทางเสียหาย
“ตอนมัธยมปลาย ผมเป็นหัวหน้าห้อง ครูให้ผมกับหัวหน้าฝ่ายการเรียนหญิงของห้องไปซื้อหนังสือเรียน
