แม้พี่หลีจะพูดไว้อย่างนั้น แต่ผมไม่ได้คิดอะไรกับสาวตรงหน้าเลยสักนิด จึงถามตรง ๆ ว่า “เจ้าของห้องออกไปทำธุระ เธอมาหาเขามีอะไรเหรอ”
“คือ... ไฟดับที่บ้านน่ะค่ะ” เด็กสาวตอบเสียงเบา
“รอเดี๋ยวนะ”
ผมหันไปโทรศัพท์ พลางเรียกเธอว่า “เข้ามาก่อนสิ เดี๋ยวผมโทรถามให้”
เด็กสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้ามายืนบิดชายเสื้อ
ผมใช้โทรศัพท์บ้านต่อสายหาพี่หลี รายงานเรื่องนี้
“ไอ้พวกสารเลวนี่ สงสัยจะแอบใช้เตาไฟฟ้าหรือเครื่องต้มน้ำกันอีกแล้วแน่ ๆ เพิ่งเปลี่ยนฟิวส์ให้มันแท้ ๆ...”
พี่หลีสบถพึมพำ “บนระเบียงมีตู้เก็บของ ข้างในมีอุปกรณ์ช่างไฟกับฟิวส์อยู่นะ แกไปดูห้อง 604 ซ่อมแซมให้ด้วย อ้อ แล้วก็ไอ้เฒ่าเซี่ยห้อง 604 มันค้างค่าเช่ามาสองอาทิตย์แล้ว เก็บมาให้ข้าด้วย... ถ้ายังไม่จ่ายอีกก็ไล่มันออกไปซะ!”
“ทราบแล้วครับ พี่หลี”
ผมวางสาย
เด็กสาวตรงหน้าหน้าแดงก่ำ เหงื่อออกที่จมูก สายตาวอกแวกไม่กล้ามองผม
ผมไปที่ระเบียง หาเครื่องมือกับฟิวส์ หยิบกุญแจ แล้วเรียกเธอว่า “พาไปดูหน่อยสิ ผมจะซ่อมให้”
เด็กสาวตอบอือเบา ๆ เดินนำหน้าออกไปพร้อมกับผม
ห้องของพี่หลีอยู่เบอร์ 302 กว่าจะถึง 604 ต้องเดินลงบันได แล้วไปเข้าปากบันไดอีกฝั่ง
เด็กสาวเดินนำหน้า ฝีเท้าค่อนข้างเร็ว
ผมถามเธอว่า “ที่ห้อง 604 อยู่กันกี่คน แล้วไอ้เฒ่าเซี่ยนี่เป็นใคร”
เด็กสาวหยุดยืนที่ชานพักหัวเลี้ยวบันได “อยู่กันสามครอบครัวค่ะ... เฒ่าเซี่ยคือพ่อหนูเอง...”
“แสดงว่าบ้านเธอนั่นเองที่ค้างค่าเช่า?”
“น่าจะ... ใช่ค่ะ” เสียงของเด็กสาวแทบไม่ได้ยิน
“ไปกันเถอะ ขึ้นห้อง” ผมโบกมือ
มาถึง 604 ชายวัยสี่สิบกว่าเปิดประตูให้
ชายคนนั้นซกมก ผมเผ้ารุงรัง แถมมีกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัว
“พ่อ” เด็กสาวคนนั้นร้องเรียก “เจ้าของห้องส่งคนมาดูเรื่องไฟดับ...”
“ผมเป็นน้องชายพี่หูเสี่ยวลี่ มาดูให้ครับ”
ผมแนะนำตัว
“น้องชายเจ้าของห้องเหรอ จ๊าก ขอบใจนะ”
ชายคนนั้นยิงฟันยิ้ม เหลืองกร่อย เชิญผมเข้าห้อง “ดูหน่อยซิว่าฟิวส์ขาดรึเปล่า ไฟดับอยู่เรื่อยเลย...”
ผมสำรวจห้องดู น่าจะแบ่งซอยให้เช่า
เดิมมีห้องนอนสองห้อง ครัวเล็ก ๆ หนึ่งห้อง ห้องน้ำหนึ่งห้อง
แต่ห้องนั่งเล่นก็ถูกกั้นห้องเพิ่ม เลยกลายเป็นสามห้อง
เฒ่าเซี่ยกับลูกสาวอาศัยอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนนอกระเบียงใช้วางเตาและอุปกรณ์ทำครัว
ผมเปิดตู้ไฟตรวจดู ฟิวส์ขาดจริง ๆ ด้วย
เคยเป็นเด็กฝึกงานช่างไฟอยู่สี่เดือน แค่เปลี่ยนฟิวส์ไม่ใช่เรื่องยาก จัดการเสร็จในพริบตา
“นายจ๋า สูบบุหรี่มั้ย”
เฒ่าเซี่ยล้วงบุหรี่ยี่ห้อถูก ๆ ตีสนิท “หล่อนายก็ดี แถมซ่อมไฟเป็นอีก เก่งชะมัดเลยนะ”
“ผมไม่สูบบุหรี่”
ผมส่ายหน้า “คุณคือเฒ่าเซี่ยสินะ พี่หลีบอกว่าคุณค้างค่าเช่ามาครึ่งเดือนแล้ว ถึงเวลาจ่ายให้ผมได้แล้ว”
เฒ่าเซี่ยทำหน้าเศร้าบูดทันที “อีกสองวัน อีกสองวันนะ พอชุนเยี่ยนไปทำงาน ก็จะมีเงินแล้ว...”
แล้วเขาก็ด่าลูกสาว “ชุนเยี่ยน ยืนทำหน้าเหมือนศพอยู่ได้! เร็ว ๆ เอาน้ำมารินให้คุณเจ้าของห้องสิ!”
ที่แท้เด็กสาวคนนี้ชื่อชุนเยี่ยนนี่เอง
ชุนเยี่ยนรับคำ หันไปรินน้ำ
ผมนั่งลงตามสบาย จ้องเฒ่าเซี่ยเขม็ง “บอกตามตรงเถอะ อีกกี่วันถึงจะจ่ายเงินให้ผมได้ พี่หลีบอกว่าไม่จ่ายค่าเช่า ให้พวกคุณย้ายออก”
นี่คือภารกิจที่พี่หลีมอบหมาย ต่อให้เก็บค่าเช่าไม่ได้ ผมก็ต้องให้เฒ่าเซี่ยให้คำมั่นสัญญากับผม!
รอให้ชุนเยี่ยนทำงานก่อนค่อยมีเงินน่ะ หลอกเด็กหรือไง?
“อย่าเลยครับนาย”
เฒ่าเซี่ยทำหน้ายิ้มเน่า ๆ “อาทิตย์เดียว อย่างมากก็อาทิตย์เดียว ผมจ่ายค่าเช่าให้แน่ ๆ เมียผมทำงานอยู่ ใกล้จะออกเงินเดือนแล้ว...”
ผมส่ายหน้า “ไม่ได้ คุณค้างค่าเช่ามาครึ่งเดือนแล้ว วันนี้ต้องจ่ายให้หมด”
เฒ่าเซี่ยตะกุกตะกัก ถอนหายใจเฮือก พ่นภาษาถิ่นออกมาสองสามคำที่ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
ชุนเยี่ยนเดินถือแก้วน้ำเปล่าเข้ามา วางตรงหน้าผม
“ชุนเยี่ยน ออกไปก่อน พ่อคุยกับคุณเจ้าของห้อง...” เฒ่าเซี่ยเห็นลูกสาว พลันตาเป็นประกายวาบ
ชุนเยี่ยนหมุนตัวเดินออกไป
เฒ่าเซี่ยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม กระซิบยิ้ม ๆ “นายจ๋า มีเมียยัง?”
ผมขมวดคิ้ว “ผมยังไม่ได้แต่งงาน จะมีเมียมาจากไหน”
“ฮี่ ๆ... นายจ๋า สนใจคบน้องสาวกับลูกสาวผมมั้ย? ลูกสาวผมสวยจะตายนะ?”
เฒ่าเซี่ยเกาหัวแกรก ๆ “ผมพาเธอออกมา ก็กะหาผู้ชายให้เธออยู่แล้ว... ถ้านายถูกใจชุนเยี่ยน ตอนนี้เลยก็ได้นะ... ยังไงเธอก็ต้องแต่งงานอยู่ดี”
“แกบ้าเหรอ!”
ผมหน้าเห่อร้อน คว้าปกเสื้อเฒ่าเซี่ยแน่น “หนี้ก็ต้องใช้ อย่ามาพูดจาไร้สาระ ถ้าไม่จ่ายอีก ก็ไสหัวออกไปซะ!”
ไอ้แก่บ้านี่ คิดว่าผมเป็นคนยังไงกัน? เจอกันครั้งแรก จะให้ผมไปลวนลามเด็กสาวเลยรึไง?
“เฮ้ย อย่าตี ๆ ผมแค่ล้อเล่น...”
เฒ่าเซี่ยกลัวแล้ว โบกมือขอโทษ “นายจ๋าช่วยเห็นใจด้วยเถอะ สามวัน อีกสามวัน ผมจ่ายค่าเช่าให้แน่ จริง ๆ”
“ก็ได้ ผมให้เวลาแกอีกสามวัน”
ผมผลักเฒ่าเซี่ยออก หมุนตัวบอกลา
เฒ่าเซี่ยเดินตามออกมา ตวาดใส่ชุนเยี่ยน “ชุนเยี่ยน ไปส่งคุณเจ้าของห้องเร็ว”
ชุนเยี่ยนนี่เชื่อฟังดีจริง ๆ เดินซื่อ ๆ ตามผมลงบันไดไป
เดินมาถึงหน้าห้องชั้นห้า ผมหันกลับไปมองชุนเยี่ยน “ตามผมมาทำไม? กลับไปหาทางหาเงินค่าเช่ามาจ่ายซะ!”
“พี่ใหญ่”
ชุนเยี่ยนคว้าแขนเสื้อผมกะทันหัน ขอบตาแดงก่ำ “นี่เป็นความผิดหนูเอง ตอนมาที่นี่ บัตรประชาชนกับเงินติดตัว ถูกขโมยไปบนรถไฟหมดเลย ทีนี้ไม่มีบัตรก็เลยสมัครงานไม่ได้ พ่อบอกว่าจะหาใครมาทำบัตรให้ พอได้บัตรเมื่อไหร่ หนูจะไปทำงาน จ่ายค่าเช่าให้พี่แน่...”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของผมหรอก ผมก็แค่ลูกจ้าง”
ผมสะบัดมือ หมุนตัวลงบันไดไป พลางถอนหายใจในใจ
ผมรู้ว่าชุนเยี่ยนน่าสงสาร แต่ผมช่วยอะไรเธอไม่ได้
เห็นว่ายังเช้าอยู่ ผมเลยไปเดินดูตามปล่องบันไดอื่น ๆ ด้วย
ก็เหมือนกันหมด สกปรก ทรุดโทรม
กลับมาที่ห้องของพี่หลี ในลิ้นชักโต๊ะกลาง ผมเจอสมุดบัญชีปกหนังหนาเล่มหนึ่ง
นี่คือบัญชีห้องเช่า บันทึกข้อมูลผู้เช่าห้องทุกหลัง รวมทั้งชื่อ เลขบัตรประชาชน ค่าเช่า ระยะเวลาเช่า ฯลฯ
บัญชีเละเทะมาก ลายมือหวัดเฉียง เขียนเล่นไปทั่ว ยุ่งเหยิงเป็นขนแมว
พอดูถี่ถ้วน จัดระเบียบใหม่ก็ปาเข้าไปสองชั่วโมง
ท้องร้องจ๊อก ๆ หิวแล้ว
ผมลุกออกจากห้อง เดินลงไปตามหาร้านผัดหมี่ของป้าเจ้าเซ่า
ร้านผัดหมี่อยู่ชั้นหนึ่งของตึกนี้เอง ห้อง 103 เถ้าแก่เนี้ยอายุราวสามสิบ ค่อนข้างเจ้าเนื้อ น้ำหนักน่าจะประมาณ 90 กิโลกรัมนั่นละ
แต่ป้าเจ้าเซ่าทำงานคล่องแคล่วดี มือหนึ่งเขย่ากระทะผัดหมี่ มือหนึ่งปรุงใส่ต้นหอม กระเทียมสับ เครื่องปรุงสารพัด ไขมันทั้งร่างพลิ้วไหวเป็นจังหวะน่าดู
“พ่อหนุ่ม กินหมี่ปะ?” เห็นผม ป้าเจ้าเซ่าร้องทักทายอย่างคุ้นเคย
ไหนจะพูดภาษากวางตุ้งอีก!
ผมตอบรับ นั่งลงที่โต๊ะยาวหน้าร้าน “ผัดหมี่หนึ่งที่ ขอจานใหญ่”
ได้ยินผมพูด ป้าเจ้าเซ่าชะงัก เปลี่ยนมาใช้ภาษาจีนกลาง “ฟังสำเนียงเธอนี่ น้องชายพี่หลีใช่มะ”
“ใช่ครับ ผมเป็นน้องชายพี่หูเสี่ยวลี่ พี่หลีให้ผมมากินข้าวที่นี่” ผมตอบรับ
ที่แท้พี่หลีบอกป้าเจ้าเซ่าไว้ก่อนแล้ว
“ตายจริง ไม่แปลกใจเลยที่ดูสูงใหญ่สง่างามอย่างนี้ ที่แท้ก็น้องชายพี่หลีนี่เอง”
ป้าเจ้าเซ่ายิ้มร่า “นั่งก่อนนะ ได้เร็ว ๆ เลย!”
ผมพยักหน้า นั่งรอผัดหมี่ไปพลางมองวิวถนน
ถนนสายนี้ชื่อซานหลี่ชวน ขนาบสองข้างด้วยตึกสูงหกเจ็ดชั้น
ชั้นล่างสุดมักเป็นหน้าร้านค้า ชั้นบนเป็นที่พักอาศัย
ตึกที่พี่หลีดูแลอยู่นี่ เลขที่ 27 ธรรมดาเหมือนที่อื่น
ไม่นาน ป้าเจ้าเซ่ายกผัดหมี่ชามใหญ่โตที่มีเนื้อวัวแผ่นเรียงหน้าให้ผม แถมเอาเบียร์มาให้อีกขวด
“เป็นน้องชายพี่หลี มื้อนี้พี่เลี้ยง ไม่ต้องจ่ายตังค์นะ กินให้สบาย”
ป้าเจ้าเซ่าเช็ดมือบนผ้ากันเปื้อน ยิ้มเอาใจอย่างเห็นได้ชัด
“ขอบคุณครับ”
ผมขอบคุณ คว้าตะเกียบมากิน
ผัดหมี่อร่อย นุ่มเหนียวเด้งดี ฝีมือป้าเจ้าเซ่านี่ใช้ได้เลย!
กินไปได้ครึ่งทาง เด็กสาวห้อง 604 ที่ชื่อชุนเยี่ยน สะพายกระเป๋าเดินผ่านหน้าร้านผัดหมี่
เห็นผม ชุนเยี่ยนเม้มปากยิ้มให้
ผมเองก็พยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร
อู๊วว——!
บนถนน มอเตอร์ไซค์สองคันพุ่งตรงเข้าใส่ชุนเยี่ยน
คนขี่คันแรกเฉียดตัวชุนเยี่ยน คว้ามือเดียวอย่างรวดเร็ว
ชุนเยี่ยนยังไม่ทันรู้ตัว กระเป๋าที่สะพายก็หายไปแล้ว
ผมเองก็ยังไม่ทันตั้งตัว
นี่มันอะไรกัน? เพื่อนชุนเยี่ยนแกล้งเล่นหรอ?
คนขี่คันหลังตามติดมา ฉวยโอกาสล้วงมือ ตบแล้วบีบบั้นท้ายชุนเยี่ยนดังเพี๊ยะ!
“อ๊ะ!”
ชุนเยี่ยนตกใจ ถอยกรูด พลางร้องลั่นว่า “จับโจร! วิ่งราวกระเป๋า!”
บ้าจริง ตอนกลางวันแสก ๆ วิ่งราวทรัพย์กันเรอะ?
พวกสารเลวนี่โจ่งแจ้งกว่าพวกหัวเหลืองในอำเภอเล็ก ๆ บ้านผมนัก!
ผมได้สติ ลุกพรวดขึ้นยืน
ชุนเยี่ยนวิ่งมาทางผม หน้าซีดเผือด ตะโกนลั่น “พี่ใหญ่ พวกนั้นวิ่งราว มันวิ่งราวกระเป๋าหนู!”
ไม่มีใครคาดคิด มอเตอร์ไซค์คันแรกกลับตีวงกลับตัวหักศอกหันกลับ ตรงมาหาชุนเยี่ยน
คนขี่เยาะยิ้มร้ายกาจน่าขยะแขยง ยื่นมืออันต่ำทรามออกมาอีกครั้ง...
ในฐานะชายหนุ่มเลือดร้อนผู้มีมโนธรรม ผมสุดจะทน!
ไอ้ชาติชั่วทั้งสอง กลางวันสว่าง ๆ กลางตลาดคนพลุกพล่าน ปล้นทรัพย์ก็ไม่พอ ยังคิดจะปล้ำอีก!
“หยุดนะ!”
ผมไม่รีรอ ฉวยขวดเบียร์บนโต๊ะกระโจนออกไป “ชุนเยี่ยน มาทางนี้!”